คอลัมน์ "ต้น...ทางฟุตบอล" by ต้น วโรดม : หงส์เหนือมังกร ทางลัดสู่ความสำเร็จที่ไม่อาจจะปฎิเสธได้ของลิเวอร์พูล ?

โดย PPTV Online

เผยแพร่

คอลัมน์ "ต้น...ทางฟุตบอล" by ต้น วโรดม

คอลัมน์

หงส์เหนือมังกร : ทางลัดสู่ความสำเร็จที่ไม่อาจจะปฎิเสธได้ของลิเวอร์พูล ?

               ทันทีที่เสียงนกหวีดเป่าจบการแข่งขันที่สนามเทิร์ฟ มัวร์ดังขึ้นเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แฟนบอลลิเวอร์พูลทุกคนต่างตกอยู่ในภวังค์อย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง เมื่อทีมรักที่เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้ายังโชว์ฟอร์มเป็นพระเอก บุกไปยัดเยียดความพ่ายแพ้ให้กับทีม“ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล ถึงรังเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม 4-3 กลับต้องมาพ่ายแพ้ต่อทีมน้องใหม่อย่าง“เบิร์นลีย์” แบบสุดช็อค 2-0 ในเกมที่ลิเวอร์พูลสามารถครองบอลไว้ได้มากถึง 80.4 % และมีโอกาสยิงตลอดทั้งเกม 26 ครั้ง ในขณะที่เบิร์นลีย์มีโอกาสยิงเพียง 3 ครั้ง ตรงกรอบ 2 ครั้ง และเป็นประตูทั้งหมด กระแสวิพากย์วิจารณ์ถาโถมเข้ามาสู่กุนซืออย่างเจอเก้น คล็อปป์ ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาถึงการแก้เกมของกุนซือเฮฟวี่  เมทัล ผู้นี้ ที่ไม่สามารถเจาะการเล่นแบบรถบัสของทีมเจ้าบ้านได้

               ในขณะที่แฟนๆกำลังโฟกัสกับผลงานในสนามของทีมนั้น นอกสนามกลับมีข่าวใหญ่ที่น่าจับตามองเกิดขึ้น นั่นคือ การสนใจเข้ามาซื้อหุ้นลิเวอร์พูลของกลุ่ม Everbright บริษัทโบรกเกอร์ชื่อดังจากประเทศจีน คำถามที่เกิดขึ้นในใจของแฟนบอลคงไม่พ้น Everbright เป็นใครทำไมถึงหาญกล้าอยากเข้ามาลงทุนกับลิเวอร์พูล ? การเจรจาครั้งนี้มีความจริงจังมากน้อยแค่ไหน ? และอะไรจะเกิดขึ้นกับลิเวอร์พูล หากมีการซื้อขายเกิดขึ้นจริง ?

คอลัมน์

ย้อนกลับไปเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน ทอม เวอร์เนอร์ ประธานสโมสรลิเวอร์พูลได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงข่าวที่บอกว่ามีกลุ่มทุนจากจีน (ก็ Everbright นี่แหละ) เตรียมขนเงิน 800 ล้านปอนด์ เพื่อสู่ขอทีมลิเวอร์พูลให้กลายเป็นสมบัติของจีน โดยเวอร์เนอร์ให้สัมภาษณ์สั้นๆแต่ได้ใจความว่า “ลิเวอร์พูลไม่ได้มีไว้ขาย แต่ถ้าจะมาร่วมทุนกัน เรายินดีต้อนรับและพิจารณาข้อเสนอ” เป็นสัญญาณที่ออกมาจากปากของเจ้าของอย่างชัดเจนว่า ถ้าจะซื้อทั้งทีมไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน แต่หากจะอยากซื้อหุ้นบางส่วนเรายินดีพิจารณานะจ๊ะ หลังจากเวอร์เนอร์ให้สัมภาษณ์เสร็จ ก็มีข่าวปูดออกมาอีกว่าสโมสรได้แต่งตั้ง Allen & Co. บริษัทวาณิชธนกิจที่เชี่ยวชาญด้านการซื้อขายควบรวมกิจการเข้ามาเป็นที่ปรึกษาเพื่อเตรียมพร้อมรับข้อเสนอจากกลุ่ม Everbright หรือกลุ่มอื่นๆที่สนใจอยากร่วมลงทุนทันที เหมือนเป็นการส่งสัญญาณเชื้อเชิญว่า ถ้าสนใจจริงยื่นก็ข้อเสนอมาสิจ๊ะ !!

 

แล้ว Everbright เป็นใครกัน เรามาทำความรู้จักกันหน่อยดีกว่า

              China Everbright Limited เป็นบริษัทที่ให้บริการทางการเงินครบวงจร จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ฮ่องกง มีมูลค่าทางตลาดเมื่อสิ้นปี 2015 อยู่ที่ 7,000 ล้านเหรียญ เมื่อเข้าไปดูรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทแล้ว น่าสนใจตรงที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ กองทุนความมั่นคั่งแห่งชาติจีน หรือ China Investment Corporation (CIC) ซึ่งบริหารงานโดยกระทรวงพาณิชย์ ของประเทศจีน นั่นเอง หลายคนอาจจะสงสัยว่า กองทุนความมั่นคั่งแห่งชาติ คืออะไร ? เอาเป็นว่าหลายคนคงเคยได้ยินชื่อ “เทมาเส็ก” ใช่ไหมครับ เทมาเส็ก นี่ก็เป็นกองทุนความมั่นคั่งแห่งชาติเช่นกัน โดยเป็นของสิงคโปร์ กองทุนความมั่นคั่งแห่งชาติ คือ การเอาเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมาบริหารจัดการลงทุน โดยเน้นที่บริษัทขนาดใหญ่เพื่อลดความเสี่ยง ฟังดูน่าตื่นเต้นใช่ไหมครับ ยังมีเรื่องที่แฟนๆต้องร้อง ว้าว !! อีกนะ เพราะกองทุน CIC ที่ว่านี่ มีขนาดใหญ่กว่าเทมาเส็กเกือบ 4 เท่า โดยมีสินทรัพย์ทั้งสิ้น 7,467 ล้านเหรียญ (เทมาเส็ก 1,936 พันล้านเหรียญ) รั้งอันดับ 3 ของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ เป็นรองแค่ นอร์เวย์ และ เมืองอาบูดาบี เท่านั้น

คอลัมน์

เพื่อเพิ่มความเป็นไปได้ในการเจรจาทาง Everbright ได้แต่งตั้งบริษัท PCP Capital Partners ซึ่งเป็นบริษัทล็อบบี้ยิสต์ชื่อดังให้มาเป็นหัวหอกในการดำเนินงานในครั้งนี้ด้วย โดย PCP Capital Partners มี อแมนด้า สเตฟลีย์ ทีมเจรจาผู้อยู่เบื้องหลังการซื้อสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ของชีค มานซูร์ บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน เป็นเจ้าของอยู่ ในอดีตอแมนด้า เกือบได้มาเป็นบอร์ดบริหารทีมลิเวอร์พูลแล้ว เพราะก็เป็นเธออีกเช่นกันที่เป็นหัวหอกในการเจรจาซื้อทีมลิเวอร์พูลของ Dubai International Capital (DIC) ที่ทุกอย่างเจรจากันลงตัวหมดแล้ว แต่ทาง DIC กลับเปลี่ยนใจ จนทำให้ดีลซื้อขายต้องล้มเลิกไปอย่างน่าเสียดาย และเป็นจุดเริ่มต้นของการที่ 2 ปลิงอย่างจอร์จ ยิลเลตต์ และทอม ฮิกส์ เข้ามาเสียบซื้อสโมสรได้ในที่สุด

 

“ตลาดจีน” ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า

               Fenway Sports Group (FSG) เจ้าของสโมสรลิเวอร์พูล ต้องพิจารณาข้อเสนอจากทางจีนแน่นอนในความรู้สึกผม เพราะการที่ได้กลุ่มทุนจากจีนเข้ามาเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจนั้น เปรียบเสมือนการเปิดประตูเข้าสู่ประเทศจีนแบบทางลัด แน่นอนเราทราบกันอยู่แล้วว่า ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะที่สุดบนโลกใบนี้ (1400 ล้านคน) หากคนในประเทศจีนแค่ 1% เป็นแฟนคลับสโมสรลิเวอร์พูล เท่ากับว่าพวกเขาจะมีแฟนคลับเพิ่มขึ้น 14 ล้านคน ซึ่งแน่นอนว่าหากลิเวอร์พูลเข้าไปทำการตลาดที่เมืองจีนจริงๆ โดยชูประเด็นทีมที่ถือหุ้นโดยรัฐบาลจีน ปลุกกระแสชาตินิยม รับรองว่า ลิเวอร์พูลจะสามารถทำเงินต่อปีได้เพิ่มมากขึ้นกว่า 100 ล้านปอนด์ได้แน่นอน

จากผลสำรวจล่าสุด โดย mailmangroup บริษัทที่ดูแลเรทติ้งในประเทศจีน ลิเวอร์พูล เป็นสโมสรที่ได้รับความนิยมมากเป็นอันดับ 3 ในประเทศจีน เป็นรองแค่บาเยิร์น มิวนิค และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่หากเทียบเฉพาะยอดการติดตามทาง social media ของคนจีนแล้ว ลิเวอร์พูล อยู่เพียงแค่อันดับที่ 7 เท่านั้น (มีคนติดตาม 1.7 ล้านคน) เป็นรองอันดับ 1 อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แบบไม่เห็นฝุ่น (8.7 ล้านคน)

และนี่เป็นโจทย์ที่ทาง FSG ต้องแก้เกมให้ได้ว่าต้องทำอย่างไร ถึงจะสามารถเจาะตลาดประเทศจีนได้ การหาพาร์ทเนอร์จากจีน อาจจะเป็นทางลัด ที่จะช่วยให้กระแสความนิยมของทีมเพิ่มขึ้นจนก้าวขึ้นมาทัดเทียมกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ในอนาคตอันใกล้นี้

 

แผนการครองโลกลูกหนังของ “จีน”

              หลายคนอาจจะคิดว่าพี่จีนมาแบบเล่นๆ ไม่ได้จริงจังอะไร ผมอยากบอกว่าพวกคุณคิด “ผิด” ครับ งวดนี้พี่จีนมาแบบจริงจัง ถึงขั้นประกาศเป็นแผนชาติกันเลยทีเดียว

"แผนการพัฒนาฟุตบอลจีนแบบระยะกลางและระยะยาว (Medium and Long-Term Plan of Chinese Football Development)" ถูกจัดทำขึ้น หลังจากประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ซึ่งบอกว่าตัวเองเป็นแฟนฟุตบอลตัวยง ให้นโยบายอยากเห็นทีมชาติจีนได้ครองแชมป์ฟุตบอลโลกสักครั้ง โดยแผนนี้มีระยะเวลาทั้งสิ้น 35 ปี โดยเริ่มต้นปี 2016 ไปจนถึงปี 2050 โดยมุ่งหวังให้ประเทศจีนเป็นชาติมหาอำนาจทางฟุตบอลหมายเลข 1 ของโลก

คอลัมน์

“ผมอยากเห็นทีมชาติจีนคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกให้ได้ในอีก 15 ปี ข้างหน้านี้” สี จิ้นผิง กล่าว

ภายใต้แผนการพัฒนานี้ ภายในปี 2020 ทุกๆประชากร 20,000 คน จะต้องมีสนามฟุตบอลอย่างน้อย 1 สนาม และจะเปลี่ยนเป็นทุกๆ 10,000 คน ต่อ 1 สนาม ภายในปี 2030 นอกจากนี้ ยังมีแผนในการสร้างอะคาร์เดมี่ฟุตบอลทั่วประเทศ เช่นเดียวกับบรรจุวิชาฟุตบอลให้เป็นหลักสูตรบังคับในโรงเรียนด้วย

แผนพัฒนาแห่งชาติจีนที่วางไว้ แม้จะเป็นเรื่องระยะยาว แต่ก็ดูดี มีวิสัยทัศน์ ตามแบบฉบับพี่จีน ที่ทำอะไรทำจริงจัง แต่นั่นไม่ใช่แค่แผนเดียวที่จีนวางไว้ ยังมีแผนที่ทำให้ทั่วโลกต้องหันกลับมามองที่จีน นั่นคือ “ไชนิส ซุปเปอร์ ลีก” นั่นเอง

 

“เจ้าบุญทุ่มรายใหม่ ... ไชนีส ซุปเปอร์ ลีก”

               การจะทำให้คนในประเทศตื่นตัวเรื่อง “ฟุตบอล” นั่นคือการ ทำลีกในประเทศให้แข็งแกร่งและเต็มไปด้วยซุปเปอร์สตาร์เสียก่อน ว่าแล้ว “ไชนีส ซุปเปอร์ ลีก” หรือลีกแห่งชาติของประเทศจีนก็กว้างซื้อนักเตะดังจากทีมยุโรปเข้ามาร่วมทีมกันอย่างคึกคัก เงินกว่า 214 ล้านปอนด์ ถูกใช้จ่ายไปในตลาดหน้าหนาวที่ผ่านมา มากที่สุดเมื่อเทียบกับลีกดังๆอย่างพรีเมียร์ลีก,  ลา ลีกา หรือบุนเดสลีกา ผู้เล่นอย่าง แซจินโญ่, แจ็คสัน มาร์ติเนซ, รามิเรส รวมไปถึงอเล็กซ์ เตเซร่า ถูกซื้อมาจากลีกยุโรปด้วยค่าตัวมหาศาล ไม่เพียงแต่นักฟุตบอลเท่านั้น บรรดาโค้ชชือดังอย่าง สเวน โกรัน อิริคสัน และหลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ ต่างก็ข้ามน้ำข้ามทะเลมาขุดทองที่ประเทศจีนด้วยเช่นกัน ฟุตบอลลีกจีน ยกระดับขึ้นมาในระยะเวลาที่รวดเร็ว จนเป็นหนึ่งในมหาอำนาจประจำทวีปเอเชีย ณ ชั่วโมงนี้

 

“ร่วมลงทุนกับทีมดัง ปลุกกระแสฟีเวอร์”

              นอกจากการซื้อผู้เล่นระดับท็อปเข้ามาเสริมลีกในประเทศแล้ว อีก 1 กลยุทธ์ ที่ทางจีนวางไว้นั่นคือการส่งเสริมในนักธุรกิจและเจ้าสัวชาวจีนทั้งหลาย ขยับขยายไปซื้อหุ้นทีมสโมสรชั้นนำในต่างประเทศเพื่อนำเอาความรู้และความสามารถจากบุคลากรของแต่ละสโมสรมาพัฒนาวงการฟุตบอลประเทศจีน สโมสรกว่างโจว เอเวอร์แกรนด์ ที่มีแจ็ค หม่า สุดยอดอภิมหาเศรษฐีโลก เจ้าของอาณาจักรอาลี บาบา เป็นเจ้าของ เป็นทีมแรกที่เริ่มขยับตัวในเรื่องนี้ เมื่อเซ็นสัญญาความร่วมมือกับสโมสรเรอัล มาดริด ในการพัฒนาและสร้างอะคาร์เดมี่ โดยทางเรอัล มาดริด ได้ส่งทีมงานมาประจำที่ประเทศจีนมากถึง 24 คน เพื่อวางโครงสร้างและคัดเลือกเยาวชนทั่งประเทศจีนที่มีความสามารถทางด้านฟุตบอลมาขัดเกลา โดยมีโอกาสที่จะได้เป็นนักเตะสังกัดเรอัล มาดริด เป็นสิ่งล่อใจ

              แอต มาดริด, อินเตอร์ มิลาน, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ปัจจุบันต่างมีหุ้นส่วนเป็นชาวจีน(ส่วนมากมีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลจีน) ที่ถือหุ้นอยู่ราว 15-20% ในแต่ละทีม ทีมดังอีกทีมอย่างเอซี มิลาน ก็ใกล้จะบรรลุข้อตกลงขายหุ้นให้กับกลุ่มทุนจากจีนเข้ามาบริหารสโมสรแล้ว ทีมระดับกลางๆหลายทีมในอังกฤษอย่างเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน และแอสตัน วิลล่า ก็กลายเป็นสมบัติของกลุ่มทุนจากจีนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งหมดนับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตาว่าก้าวต่อไปของกลุ่มทุนจีนกับฟุตบอลยุโรป จะเป็นอย่างไรต่อไป

 

ต้น วโรดม

AFP Photo/PAUL ELLIS, MARK SCHIEFELBEIN

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ