คอลัมน์ ต้น...ทางฟุตบอล by ต้น วโรดม : ทำไมจึงควรภูมิใจกับ 1 แต้มเกมแมนยู ... บททดสอบต่อไปรออยู่ที่นี่

โดย PPTV Online

เผยแพร่

คอลัมน์ ต้น...ทางฟุตบอล by ต้น วโรดม

คอลัมน์  ต้น...ทางฟุตบอล  by  ต้น วโรดม  :  ทำไมจึงควรภูมิใจกับ 1 แต้มเกมแมนยู ... บททดสอบต่อไปรออยู่ที่นี่
         

          เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก เผลอแปปเดียวพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ก็เดินทางผ่านหลักไมล์ 1 ใน 4 ของฤดูกาลมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และนี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่ก่อตั้งลีกมาในปี 1992/93 ที่ถึงนัดที่ 9 แล้วมีจ่าฝูงร่วมกันมากถึง 3 ทีม (ขออนุญาตไม่นับประตูได้เสีย) และหากจะพูดให้สูสีมากกว่านั้น ต้องบอกว่าอันดับ 1-5 มีคะแนนห่างกันเพียงแค่ “แต้มเดียว” เท่านั้น เป็นอะไรที่บีบหัวใจแฟนบอลของทีมกลุ่มนำแต่ละทีมมาก ใครพลาดท่าโดนแซงทันที !! นี่ทำให้การลุ้นแชมป์ ณ เวลานี้ ยังไม่มีทีมไหนที่จะบอกได้ว่า ทีมนี้แหละคือ “เต็งแชมป์” ของจริง

          ในบรรดา 5 ทีมหัวตารางต้องบอกว่าทีมที่ดูมีสง่าราศีมากที่สุด ณ ตอนนี้ คือ ลิเวอร์พูล อันนี้พูดกันแบบไม่ได้อวยนะ แต่ผลงาน 7 เกมหลังสุดยังไม่พบกับความปราชัยชนะ 5 เสมอ 2 โดยทั้ง 2 เกมที่เสมอเป็นการเสมอทีมอย่างท็อทแน่ม ฮอตสเปอร์ส และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2 ทีมยักษ์ใหญ่ ถือว่าเป็นผลงานที่น่าพอใจ แม้แฟนบอลหลายๆคนอยากจะเห็นทีมเอาชนะแมนฯยูไนเต็ดมากกว่า แต่ผมว่า 1 แต้มที่ได้มาถือว่าเป็นอะไรที่ดีแล้วกับสถานการณ์ตอนนี้ ผมตามดูลิเวอร์พูลมา 20 ปี เห็นมานักต่อนักแล้วเวลาทีมเล่นดีแต่ยิงไม่ได้สุดท้ายโดนสวนกลับท้ายเกมแล้วแพ้ไป ไม่ต้องถอยไปไกล แดงเดือดฤดูกาลที่แล้วที่แอนฟิลด์นี่แหละ ผมอยู่ในสนามด้วยในวันนั้น เราเล่นดี คุมเกมได้ แต่สุดท้ายแพ้ภัยตัวเองโดนเวนย์ รูนีย์ ยิงประตูชัยช่วงท้ายเกมจากลูกเตะมุม ไม่ได้สักแต้มแม้จะครองเกมอยู่แทบจะฝั่งเดียวทั้งเกม และนี่เป็นบทเรียนที่เจอร์เก้น คล็อปป์ และผู้เล่นลิเวอร์พูลได้เรียนรู้จากเกมก่อน ช่วงทดเวลาบาดเจ็บเราจึงได้เห็นจอร์แดน เฮนเดอร์สัน เลือกที่จะจ่ายบอลคืนหลังมากกว่าเสี่ยงเปิดบอลไปเล่นเกมรุกเพราะผู้เล่นในเกมรับเราเหลือเพียงแค่ 2 คนเท่านั้นหลังเฮนโด้ ในจังหวะที่แมนฯยูไนเต็ด ตั้งรับแล้วรอสวนกลับอย่างมั่นใจ ที่พูดประเด็นนี้ขึ้นมา เพราะอยากจะสนับสนุนในสิ่งที่เฮนโด้ทำ ในเมื่อไม่ได้ เราก็ไม่ควรจะเสีย 1 แต้มจึงเป็นอะไรที่น่าพอใจสำหรับทีมตามที่เจอเก้น คล็อปป์บอก ... 1 แต้ม ยามนี้อาจจะดูน้อยนิด แต่เมื่อยามจำเป็น นี่แหละคือสิ่งที่จะตัดสินแชมป์

คอลัมน์  ต้น...ทางฟุตบอล  by  ต้น วโรดม  :  ทำไมจึงควรภูมิใจกับ 1 แต้มเกมแมนยู ... บททดสอบต่อไปรออยู่ที่นี่

          จบเกม “แดงเดือด” ลิเวอร์พูล มีโปรแกรมการแข่งที่เมื่อเทียบกับทีมอื่นแล้ว ต้องบอกว่า “เบากว่า” ทีมลุ้นแชมป์ด้วยกันเอามากๆ เพราะจะเจอทีมที่เป็นทีมครึ่งล่างของตารางแทบทั้งสิ้น ในสายตาแฟนๆเดอะ ค็อป ด้วยกันเองแล้ว 8 นัดต่อไปที่จะเจอทีมนอกกลุ่มลุ้นแชมป์นี่แหละ ที่จะเป็นตัวตัดสินว่าทิศทางในฤดูกาลนี้ของลิเวอร์พูลเป็นเช่นไร แฟนบอลลิเวอร์พูลต่างรู้ดีกันอยู่แก่ใจว่า ที่ผ่านมาไม่ใช่เกมที่พบกับทีมใหญ่หรอกที่ทำให้ลิเวอร์พูลชวดแชมป์ แต่เป็นเกมที่ทีมต้องพบกับทีมเล็กๆเหล่านี้ต่างหากที่เรายังทำได้ไม่ดีพอ ดังนั้นแม้จะเป็นโปรแกรมที่ดูง่ายตามหน้ากระดาษแต่พอเอาเข้าจริง ไม่มีอะไรง่ายเลย กับเกมฟุตบอลโดยเฉพาะพรีเมียร์ลีก พ.ศ. นี้ บททดสอบแรกของลิเวอร์พูล นั่นคือการเปิดบ้านรับการมาเยือนของ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ที่คุมทีมโดยตัวแสบอย่างโทนี่ ปูลิส ที่พกสถิติคุมทีมพบลิเวอร์พูลมา 8 เกม ไม่เคยแพ้ (เสมอ 6 แพ้ 2) และเมื่อฤดูกาลก่อนก็พาทีมมาเกือบชนะที่แอนฟิลด์ด้วยซ้ำ ต้องขอบคุณดิวอก โอริกี้ ที่ยิงตีเสมอได้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บพาทีมแบ่งแต้มได้ในที่สุด นี่ไง เหตุผลที่ผมบอกว่า เสมอแมนฯยูไนเต็ดไม่ใช่เรื่องน่าวิตก แต่ถ้าเราเสมอหรือแพ้ทีมเล็กๆบ่อยๆแบบที่เกิดขึ้นเป็นประจำ นี่แหละคือสิ่งที่น่ากังวล นี่คือการบ้านของคล็อปป์ที่ต้องแก้ให้ได้

คอลัมน์  ต้น...ทางฟุตบอล  by  ต้น วโรดม  :  ทำไมจึงควรภูมิใจกับ 1 แต้มเกมแมนยู ... บททดสอบต่อไปรออยู่ที่นี่

          เกมกับเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน คล็อปป์เปลี่ยน 1 ตำแหน่ง โดยส่งอดัม ลัลลาน่า ที่กลับมาฟิตสมบูรณ์ลงสนามอีกครั้ง ทำให้เกมรุกของลิเวอร์พูลกลับมาเป็นผู้เล่นชุดที่ดีที่สุดในเวลานี้อีกครั้ง 4 ประสาน ฟีร์มิโน่ – คูตินโญ่ – มาเน่ – ลัลลาน่า คือ การประสานงานที่ลงตัวในซีซั่นนี้ ก่อนเกมนี้ทั้ง 4 คนยิงประตูรวมกันได้ทั้งสิ้น 12 ประตู จาก 18 ประตูที่ทีมยิงได้ทั้งหมดในลีก และนี่คือ จุดที่คู่แข่งไม่ว่าทีมไหนต่างลำบากใจที่จะเล่นกับลิเวอรพูลชุดนี้ เพราะการที่จะทำให้ทั้ง 4 คนสิ้นฤทธิ์พร้อมกัน เป็นเรื่องที่ยากเอามากๆ ต่างจากทีมอื่นที่มักจะมีตัวทีเด็ดจริงๆในเกมรุก 1-2 คนหรือมากสุดจริงๆเพียง 3 คนเท่านั้น แค่นี้ลิเวอร์พูลก็เหมือนมีตัวพิเศษเพิ่มขึ้นอีก 1 แล้ว ฮ่าๆ

คอลัมน์  ต้น...ทางฟุตบอล  by  ต้น วโรดม  :  ทำไมจึงควรภูมิใจกับ 1 แต้มเกมแมนยู ... บททดสอบต่อไปรออยู่ที่นี่

          รูปเกมที่เกิดขึ้นก็เป็นไปอย่างที่หลายคนคาดหมายนั่นแหละครับ การเล่นกับลิเวอร์พูลชุดนี้ยากแต่ไม่ได้หมายความว่าจะรับมือไม่ได้ โชเซ่ มูรินโญ่ แสดงวิธีการให้ทั่วโลกได้ประจักษ์แล้ว นั่นคือ แผนเล่น “เกมรับ” นั่นเอง ใครจะบอกว่ามูไม่ได้มารับ เป็นแค่แทกติกระหว่างเกมเท่านั้น ผมขอแนะนำให้เปิดใจกว้างๆแล้วคิดใหม่นะครับ การเล่นเกมรับไม่ใช่เรื่องน่าอาย การไม่รับความจริงที่เกิดขึ้นมากกว่าที่เป็นเรื่องน่าอาย มูรินโญ่ วางแผนมารับเพื่อโต้กลับชัดเจน ซึ่งแทกติกแบบนี้มูรินโญ่เคยใช้และเอาชนะลิเวอร์พูลมาได้แล้วแม้จะไม่ใช่ในสมัยที่คล็อปป์คุมทีมก็ตาม ได้เห็นตัวอย่างดีดีจากมูรินโญ่แบบนี้แล้ว ถ้าทีมไหนมาเยือนแอนฟิลด์แล้วไม่เล่นแบบนี้ ถ้าไม่ได้มั่นใจในเกมรุกตัวเองแบบสุดขั้วแล้ว คงต้องมั่นใจในผู้รักษาประตูทีมตัวเองเอามากๆ เดอะ เบ็กกี้ส์ ทำได้ค่อนข้างดีในช่วงต้นเกม แต่ด้วยรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ทำให้ลิเวอร์พูลสามารถทะลวงกำแพงเกมรับของทีมเยือนได้ ต้องยกเครดิตให้เจอร์เก้น คล็อปป์ ด้วยเช่นกันที่ซ้อมรูปแบบการเล่นมาเพื่อรับกับสถานการณ์แบบนี้โดยเฉพาะ การเล่นบอลแบบเท้าสู่เท้า หรือ one touch ของลิเวอร์พูล มีแต่ดีขึ้นตามลำดับ และน่าจะดียิ่งขึ้นอีกในอนาคตอันใกล้ อีกเรื่องหนึ่งที่ผมรู้สึกประทับใจเป็นพิเศษ นั่นคือ ฟอร์มการเล่นของ โจเอล มาติป กองหลังที่เราคว้าตัวมาแบบฟรีๆจากชาลเก้ 04 นั่นเอง นิ่ง แม่นยำ และที่สำคัญที่สุด คือ เล่นบอลด้วยเท้าดีมาก ในเกมที่เราต้องบุก เราจะเห็นมาติปขึ้นมายืนเหมือนเป็นกองกลางอีกคน คอยถ่ายบอลไปมา หรือในบางโอกาสก็พาบอลไปข้างหน้าด้วยตัวเอง ก่อนจ่ายทะลุช่องให้กองหน้าสวยๆได้หลายครั้ง ... กับค่าตัวที่ได้มาฟรี ต้องยอมรับว่า ดีลนี้เป็นหนึ่งในดีลแห่งฤดูกาลอย่างแท้จริง

คอลัมน์  ต้น...ทางฟุตบอล  by  ต้น วโรดม  :  ทำไมจึงควรภูมิใจกับ 1 แต้มเกมแมนยู ... บททดสอบต่อไปรออยู่ที่นี่

          ถ้าจะพูดถึงแต่ข้อดีของทีม ก็คงจะอวยกันมากจนเกินไปนัก ทุกคนทราบกันดีว่าจุดอ่อนของลิเวอร์พูลชุดนี้ คือ เกมรับ โดยเฉพาะตำแหน่งผู้รักษาประตู ที่ยังหามือ 1 ที่ไว้ใจได้จริงๆไม่ได้ ตรงนี้อาจจะต้องขอโทษแฟนคลับของลอริส คาริอุส ด้วย แต่ ณ เวลานี้ คาริอุส ก็ยังไม่ใช่คนที่ทีมจะฝากผีฝากไข้ได้ในภาวะคับขัน เช่นเดียวกันกับ ไซม่อน มินโญเล่ต์ ที่ตกเป็นมือ 2 ของทีมในเวลานี้ อนาคตอาจจะมีใครสักคนใน 2 คนนี้ ที่พัฒนาขึ้นมาจนเป็นแกนหลักของทีมได้ อย่างครั้งที่ทีมเคยมีประตูชั้นยอดอย่างเจอซี่ ดูเด็ก หรือ เปปเป้ เรน่า ได้ ซึ่งถ้าถึงขั้นนั้นได้ จะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับทีมขึ้นอีกเยอะเลย อีกจุดอ่อนหนึ่งซึ่งเป็นผลพวงมาจากตำแหน่งผู้รักษาประตู นั่นก็คือ การรับมือกับลูกตั้งเตะของทีมฝ่ายตรงข้ามนั่นเอง เป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกสักที นับตั้งแต่เปลี่ยนกุนซือจากราฟาเอล เบนิเตซ เป็นต้นมา การตั้งรับแบบเล่นแบบประกบตัวต่อตัวกับทีมคู่แข่งยังเป็นคำถามที่รอให้เจอร์เก้น คล็อปป์ แก้ไข ซึ่งคล็อปป์เองก็บอกว่า พยายามติวเข้มในส่วนของการรับมือลูกตั้งเตะในทุกครั้งของการฝึกซ้อม เราคงได้แต่ภาวนาแล้วว่า ขอให้ผลลัพธ์ของการฝึกซ้อมออกมาดีด้วยเถอะ ทุกวันนี้แฟนบอลเห็นทีมโดนเตะมุม โดนฟรีคิก ขวัญหนีดีฝ่อเหมือนโดนจุดโทษกันไปหมดแล้ว

          อีกหนึ่งเครื่องหมายคำถามที่หลายคนยังตั้งคำถาม นั่นคือ การยืนระยะของทีมชุดนี้ ในสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจ เช่นมีผู้เล่นบาดเจ็บ หรือไปเล่นทีมชาติ โดยเฉพาะในช่วงมกราคมที่ซาดิโอ มาเน่ มีคิวต้องกลับไปรับใช้ชาติในศึกแอฟริกัน เนชั่น คัพ ตัวทดแทนอย่างดาเนียล สเตอริดจ์ หรือ ดิวอก โอริกี้ จะสามารถเติมเต็มในส่วนนี้ได้หรือไม่ ในขณะที่ปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บก็ยังเป็นอะไรที่ควบคุมไม่ได้ อย่างในซีซั่นก่อนช่วงเดือนมกราคม ลิเวอร์พูลเคยประสบปัญหามีผู้เล่นชุดใหญ่และชุดเล็กเจ็บพร้อมกันถึง 10 คนมาแล้ว บางทีทีมที่จะลุ้นแชมป์ก็ต้องอาศัยโชคเรื่องนี้ แบบเดียวกับที่เลสเตอร์ แทบจะไม่ประสบกับปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บเลยตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา จนเข้าป้ายเป็นแชมป์ไปในที่สุด ด้วยผู้เล่น 11 คนแรกที่แทบจะเป็นชุดเดิมทุกเกม

          โบราณมีสำนวนบอกว่า “เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง” กับฤดูกาลที่ผ่านมา 1 ใน 4 ของทาง ลิเวอร์พูล เริ่มต้นได้ดีมากกว่าที่แฟนๆ และอาจจะรวมถึงเจอร์เก้น คล็อปป์ คาดการณ์เอาไว้ในตอนแรก ระยะทางอีก 3 ใน 4 ที่เหลือ จะเป็นเรื่องของคำว่า “สม่ำเสมอ” ที่คล็อปป์และลูกทีมจะต้องสร้างขึ้นมาเพื่อให้ทีมรักษาฟอร์มการเล่น และผลการแข่งขันที่ดีเอาไว้ คำว่า “ลุ้นแชมป์” แม้ไม่ได้ห่างไกลจากความจริงที่เกิดขึ้นในช่วงต้นซีซั่น แต่ก็ยังมีบทพิสูจน์อีกเยอะที่คล็อปป์และลูกทีมจะต้องผ่านไปให้ได้

อีก 7 นัดจากนี้แหละจะบอกว่า ลิเวอร์พูล ทีมนี้ พร้อมที่จะลุ้นแชมป์เต็มตัวได้หรือยัง ?

อดทนรออีกนิด ไม่นานเกินรอ เราก็จะได้รู้แล้วว่า รอบนี้มา “จริง” หรือไม่ ??

 

 

20 คะแนน จาก 9 นัด ดีที่สุดที่เคยเล่นมา ??

               20 คะแนน จาก 9 นัด ในฤดูกาลนี้ที่ลิเวอร์พูลทำได้ เป็นเพียงสถิติคะแนนสูงที่สุดเป็นอันดับ 3 เท่านั้น ที่ลิเวอร์พูลเคยทำได้ตั้งแต่เปลี่ยนเป็นพรีเมียร์ ลีก ในฤดูกาล 1992/93 โดย 20 คะแนนที่ลิเวอร์พูลทำได้ในฤดูกาลนี้ เท่ากับที่เคยทำได้ในฤดูกาล 1996/97 และ 2013/14 โดย 2 อันดับแรกที่ครองตำแหน่งคะแนนสูงสุด ได้แก่ 23 คะแนน ในฤดูกาล 2008/09 และ 21 คะแนน ในฤดูกาล 2002/03 เป็นที่น่าเสียดายว่า แม้ลิเวอร์พูลจะทำคะแนนได้ดีใน 9 นัดแรก แต่ยังไม่สามารถคว้าแชมป์ได้ในบั้นปลายเลยสักครั้ง โดยทำได้ดีที่สุดเพียงอันดับ 2 เท่านั้น (2008/09 และ 2013/14) เช่นเดียวกับฤดูกาล 2001/02 ที่ได้อันดับ 2 เช่นกัน (9 นัดแรก เก็บได้ 19 คะแนน)

สรุป 5 อันดับแรก คะแนนสูงที่สุดที่ลิเวอร์พูลทำได้เมื่อผ่านไป 9 นัด (ในวงเล็บคืออันดับเมื่อจบซีซั่น)

1) 23 คะแนน ฤดูกาล 2008/09 (จบฤดูกาลได้อันดับ 2)

คอลัมน์  ต้น...ทางฟุตบอล  by  ต้น วโรดม  :  ทำไมจึงควรภูมิใจกับ 1 แต้มเกมแมนยู ... บททดสอบต่อไปรออยู่ที่นี่

 

 

2) 21 คะแนน ฤดูกาล 2002/03 (จบฤดูกาลได้อันดับ 5)

คอลัมน์  ต้น...ทางฟุตบอล  by  ต้น วโรดม  :  ทำไมจึงควรภูมิใจกับ 1 แต้มเกมแมนยู ... บททดสอบต่อไปรออยู่ที่นี่

 

 

3) 20 คะแนน ฤดูกาล 1996/97 (จบฤดูกาลได้อันดับ 4)

คอลัมน์  ต้น...ทางฟุตบอล  by  ต้น วโรดม  :  ทำไมจึงควรภูมิใจกับ 1 แต้มเกมแมนยู ... บททดสอบต่อไปรออยู่ที่นี่

 

 

20 คะแนน ฤดูกาล 2013/14 (จบฤดูกาลได้อันดับ 2)

คอลัมน์  ต้น...ทางฟุตบอล  by  ต้น วโรดม  :  ทำไมจึงควรภูมิใจกับ 1 แต้มเกมแมนยู ... บททดสอบต่อไปรออยู่ที่นี่

 

 

20 คะแนน ฤดูกาล 2016/17 (จบฤดูกาลได้อันดับ ???)

คอลัมน์  ต้น...ทางฟุตบอล  by  ต้น วโรดม  :  ทำไมจึงควรภูมิใจกับ 1 แต้มเกมแมนยู ... บททดสอบต่อไปรออยู่ที่นี่

 

ต้น วโรดม

AFP Photo / PAUL ELLIS

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ