こんにちは (คอนนิจิวะ) สวัสดีตอนเย็นครับ ห่างหายจากงานเขียนไปสัปดาห์นึง หลายๆคนที่ตามฟอลโลว์ facebook และ IG ของผมคงจะทราบเพราะเห็นรูปกันแล้วว่าผมแอบหนีมาแบกเป้เที่ยวญี่ปุ่นคนเดียวครับ ช่วงนี้ถือว่าเป็นการพักผ่อนเติมพลังงานไปในตัวก่อนที่จะต้องกลับไปบู๊กับศึกลูกหนังลีกยุโรปต่อในช่วงปลายเดือน ไม่รู้ว่าตอนนี้อากาศที่เมืองไทยจะเป็นอย่างไรบ้าง แต่ที่ญี่ปุ่นนี่ลมเย็นสบาย อาหารอร่อย อาหารตาก็เยอะ(ฮรี่ๆ) อย่าให้ผมพูดมากไปกว่านี้เลย ขออนุญาตลงรูปสักเล็กน้อย เพื่อยั่วน้ำลายต่อมความอยากเที่ยวของพี่น้องกันดีกว่า Lol ใครอยากได้ลายแทงไว้คุยกันนอกรอบ แฮร่
เมื่อเช้าหลายคนคงได้ข่าวกันไปบ้างถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบริหารของสโมสรลิเวอร์พูล ที่กำลังจะมีการเปิดตำแหน่งใหม่ขึ้น นั่นคือตำแหน่ง Sporting Director หรือพูดง่ายๆก็คือ ผู้อำนวยการกีฬา นั่นเอง ... ว่าแต่ตำแหน่งนี้ทำอะไรได้บ้าง จะใช้ไปซื้อข้าว ซื้อน้ำให้กับเจอร์เก้น คล็อปป์ ได้รึเปล่า แล้วการมีอยู่ของไอ้ตำแหน่งที่ว่านี้จะทำให้คล็อปป์ทำงานยากขึ้นหรือไม่ เรามาลองดูกันครับ
Sporting Director เป็นตำแหน่งสากลที่จริงๆมีมานานแล้วในวงการฟุตบอลครับ หน้าที่ก็คือ คอยทำงานด้านธุรการต่างๆเพื่อแบ่งเบาหน้าที่และความรับผิดชอบของโค้ช (ในอังกฤษนิยมเรียกผู้จัดการทีม) มองภาพง่ายๆก็เหมือนทีมชาติไทยเรามีโค้ชคือ ซิโก้ เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอน ส่วนงานธุรการอื่นๆเป็นหน้าที่ของผู้จัดการทีมเป็นต้น เชื่อว่ายกตัวอย่างแบบนี้น่าจะเห็นภาพกัน อ้าว แล้วเมื่อดูแล้วมันดีนะ ทำไมถึงไม่มีตำแหน่งอะไรแบบนี้ในประเทศอังกฤษเลย สาเหตุเป็นเพราะธรรมเนียมปฏิบัติของลีกที่นี่ครับ ที่อังกฤษจะให้อำนาจผู้จัดการทีมเป็นคนจัดการหรือตัดสินใจทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับนักเตะหรือการซ้อมในสโมสร ผู้จัดการมีหน้าที่ตั้งแต่เช้าคุมทีมลงฝึกซ้อม บ่ายอาจจะเจรจาสัญญากับนักเตะ ตกหัวค่ำอาจจะประชุมทีมแมวมองเพื่อดูว่าดาวรุ่งคนไหนน่าสนใจ จะได้ไปจีบพ่อแม่เผื่อเอาเข้ามาสโมสรได้ นี่คือ หน้าที่ของผู้จัดการทีมในระบบฟุตบอลอังกฤษมาแต่ยาวนาน จะสังเกตว่าหากผู้จัดการทีมเป็นคนในสหราชอาณาจักรจะไม่คุ้นชินกับระบบสากลมากนัก เพราะเคยชินกับระบบบ้านตัวเองนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ที่ปฎิเสธการมีอยู่ของตำแหน่งนี้ จนเป็นที่มาของ Transfer Committee คณะกรรมการการซื้อขายนักเตะสุดยุ่งเหยิง ที่เราทราบกันนั่นเอง
จริงๆต้องบอกว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ของลิเวอร์พูลเลยเพราะครั้งหนึ่งสโมสรเคยมีตำแหน่ง Managing Director มาแล้วในยุคที่ Fenway Sports Group (FSG) เข้ามาซื้อกิจการทีมใหม่ๆ โดยในครั้งนั้น FSG นำเข้า ดาเมียน โคมอลลี่ อดีตผู้อำนวยการของทีม ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เข้ามารับตำแหน่งนี้ หลายคนบอกว่าการมาของโคมอลลี่ คือ ความล้มเหลวของทีม เพราะโคมอลลี่เปลี่ยนลิเวอร์พูลเร็วจนเกินไป โคมอลลี่นำเข้าระบบ scout ที่เก็บข้อมูลโดยคอมพิวเตอร์เข้ามา มีการดึงเอาอดีตทีมงานของตัวเองจากท็อตแน่มมาหลายคน 1 ในนั้นก็คือ ไมเคิ่ล เอ็ดเวิร์ดส์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติฟุตบอล และเป็นบุคคลที่จะเป็นพระเอกในคอลัมน์วันนี้นี่เอง
ไมเคิ่ล เอ็ดเวิร์ดส์ อดีตนักเตะทีมสำรองของเซ้าท์แธมป์ตันที่ไม่เคยมีประสบการณ์การลงเล่นในเกมอาชีพมาก่อน ปัจจุบันเอ็ดเวิร์ดส์อายุ 37 ปี จบทางด้านบริหารธุรกิจ มีความเชี่ยวชาญพิเศษทางด้านคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ ไม่รู้ไปไงมาไง ก็ได้งานเป็นนักวิเคราะห์ข้อมูลการแข่งขันให้กับทีม พอร์ทสมัธในช่วงปี 2003 จนถึงปี 2009 ก่อนจะย้ายไปทำงานในลักษณะเดียวกันที่ท็อตแน่มจนถึงปี 2011 จึงถูกดึงมาเพื่อเป็น 1 ในดรีมทีมของโคมอลลี่ที่ลิเวอร์พูล แม้โคมอลลี่จะถูกปลอดในเวลาต่อมา แต่เอ็ดเวิร์ดส์กลับเติบโตสวนทาง ปี 2013 เอ็ดเวิร์ดส์ได้เลื่อนขึ้นไปเป็น ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูล ที่ไม่เพียงแต่จะวิเคราะห์ข้อมูลนักเตะทีมตัวเองเท่านั้น ยังต้องวิเคราะห์ทีมคู่แข่ง วิเคราะห์ถึงนักเตะที่น่าซื้อเข้ามาร่วมทีม และรวมไปถึงค่าตัวที่เหมาะสมด้วย โดยอาศัยตัวแปรทางคณิตศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยนอกจากได้เลื่อนตำแหน่งแล้ว เอ็ดเวิร์ดส์ยังเป็น 1 ใน 5 บุคคลที่อยู่ใน Transfer Committee อีกด้วย ซึ่งแหล่งข่าวเม้าท์กันว่า ที่ร็อดเจอร์สตกงานก็เพราะว่าเจอรายงาน “ปกดำ” ของตาเอ็ดเวิร์ดส์ส่งตรงไปถึง FSG ที่นิวยอร์คนี่แหละ ที่เขียนถึงความไม่พัฒนาของทีมและมีการคาดการณ์ผลงานในอนาคตไว้ว่าทีมจะโชว์ฟอร์มได้ไม่ดีอย่างต่อเนื่องหากยังอยู่ในยุคของรอดเจอร์ส ... ฟังๆดูนี่ตาเอ็ดเวิร์ดส์ เหมือนจะเป็นลูกรักของ FSG เหมือนกันนะเนี่ย
ถ้าใครจำกันได้ตอน FSG เข้ามาเทคโอเวอร์ทีม Boston Red Sox จนพาทีมคว้าแชมป์ world series ได้ FSG ณ เวลานั้นคำว่า Money ball โด่งดังไปทั่ววงการอเมริกันเกมส์ ทุกคนต่างยกย่องในวิสัยทัศน์ของ FSG ที่กล้าเชื่อมั่นในคอมพิวเตอร์มากกว่าที่จะเชื่อข้อมูลจากคน แน่นอนว่าเอ็ดเวิร์ดส์ตอบโจทย์นี้ของ FSG ทุกอย่างที่ลิเวอร์พูล การเป็นคนพูดภาษาเดียวกัน เชื่อมั่นในหลักคล้ายกัน ทำให้ช่องว่างระหว่าง FSG และเอ็ดเวิร์ดสแคบลงมาก จนเหมือนเอ็ดเวิร์ดส์เป็น 1 ใน FSG ด้วยจริงๆ กับตำแหน่งใหม่นี้ มีตัวเลือกที่มีความรู้ ความสามารถมากมายที่ว่างงาน แต่ FSG กลับชี้ไปที่เอ็ดเวิร์ดส์ ตรงนี้น่าจะคลายข้อสงสัยจุดนี้ได้
ขึ้นชื่อว่า Sporting Director งานของเอ็ดเวิร์ดส์คงไม่ใช่แค่มานั่งวิเคราะห์ข้อมูลนักเตะในตลาดแน่ แต่จะต้องเพิ่มบทบาทในการบริหารงานเข้าไป โดยเฉพาะตำแหน่งนี้ จะต้องรับหน้าที่เป็นตัวแทนสโมสรในการเจรจาซื้อขายตัวผู้เล่น, เจรจากับเอเย่นต์เมื่อต้องการต่อสัญญากับนักเตะ ซึ่งเดิมแล้วหน้าที่พวกนี้เป็นของเอียน อายร์ CEO ของทีม แต่อย่างที่เราทราบกันดีแล้วว่าอายร์จะขอลาออกหลังจากจบฤดูกาลนี้ เพื่อไปหาประสบการณ์ใหม่ที่เครียดน้อยกว่า และโดนด่าน้อยกว่าอย่างทีม 1860 มิวนิค ซึ่งจากข่าวบอกว่า เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาเอ็ดเวิร์ดส์เองก็ได้ชิมลางในการเป็นหัวหน้าทีมเจรจาไปบ้างแล้ว ภายใต้การเทรนงานของเอียน อายร์ (เห็นไหมว่ามันหวยล็อก ล็อกตัวมานานแล้ว) ก็น่าทำให้เชื่อว่า ในซัมเมอร์หน้าเมื่อไม่มีอายร์แล้ว เอ็ดเวิร์ดส์จะทำงานต่อไปได้แบบไม่สะดุดแน่นอน
แล้วเรื่องความสัมพันธ์กับเจอร์เก้น คล็อปป์ หล่ะ ??? ต้องบอกว่าเป็นคำถามที่ไม่มีใครสามารถตอบแทนได้ครับ คือ ข่าวตอนนี้บอกว่าเอ็ดเวิร์ดส์และคล็อปป์ มีความสนิทสนมกันไปในทิศทางที่ดี ตลอด 13 เดือนที่ผ่านมา คล็อปป์กับเอ็ดเวิร์ดส์เองก็ทำงานร่วมกันได้ไม่มีปัญหาอะไร(ถ้ามีคงมีข่าวหลุดออกมาบ้าง) และสถานภาพตอนนี้ของเจอร์เก้น คล็อปป์ แตกต่างกับตอนร็อดเจอร์สถูกไล่ออกมาก คล็อปป์เปรียบประดุจเทพเจ้าในใจของแฟนลิเวอร์พูลทุกคน ผมเชื่อว่าสถานการณ์ที่แอนฟิลด์ในเวลานี้ คล็อปป์สามารถกุมอำนาจไว้ได้หมดแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอิทธิพลหลักจากทีมก็คงอยู่ที่เจอร์เก้น คล็อปป์ เป็นหลักครับ คล็อปป์คงคิดว่าดีซะอีกที่ได้คนใกล้ตัว(เคยทำงานร่วมกัน)มาช่วยแบ่งเบาภาระในหน้าที่นี้ จะได้มาสมาธิในการคุมทีมซ้อม อีกอย่างคล็อปป์เองก็เคยเรียกร้องว่า สโมสรควรมีตำแหน่งนี้ เหมือนที่โบรุสเซีย ดอร์ทมุนต์ มีมิชาเอล ซอร์ค อดีตแข่งตำนานเสือเหลืองคอยดูแลงานบ้านงานเรือนให้คล็อปป์ใช้สมองในการวางหมากเต็มที่จนประสบความสำเร็จคว้าแชมป์บุนเดสลีกาได้ 2 สมัย ติดต่อกัน และแม้ถึงจะมี Sporting Director แล้วก็ตาม สิทธิ อำนาจในการตอบใช่หรือไม่ใช่ในการซื้อขายนักเตะก็ยังคงอยู่ที่คล็อปป์อยู่ดีครับ คงไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอะไรที่จะลองอะไรให้มันถูกต้องและเหมาะสมตามสมัยนิยม สุดท้ายแล้วถ้าผลลัพธ์ออกมาดีดังที่ควรเป็น มันก็เป็นผลดีต่อทุกฝ่าย
Sporting Director จะเป็นตำแหน่งใหม่ที่พร้อมจะพาลิเวอร์พูลให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างถูกทิศ ถูกทาง หรือจะเป็นตำแหน่งดราม่า ที่พาทีมถอยหลังเข้าคลอง คงไม่มีใครตอบได้ในเวลานี้ หากแต่จะลองมองย้อนกลับไปถึงสมัยโคมอลลี่ หลายสิ่งที่เวลานั้นมันไม่เห็นผล ในเวลาต่อมามันก็ออกดอกเบ่งบานได้อย่างน่าฉงน เพราะฉะนั้นกับตอนนี้ สิ่งเดียวที่เราพอจะสรุปได้ นั่นคือ เวลา คือ สิ่งที่จะบอกทุกอย่างครับ ... เชื่อในคล็อปป์ เชื่อในทีมงาน เชื่อในลิเวอร์พูล
We'll never trust alone. เราจะเชื่อและศรัทธาไปด้วยกัน ... ว่าแต่ตอนนี้ใครได้กลิ่นไอแห่งความสำเร็จโชยมาแตะจมูกแบบผมบ้างมั้ยครับ ???
ต้น วโรดม
AFP Photo / PAUL ELLIS
AFP Photo / OLI SCARFF
AFP Photo / PATRIK STOLLARZ
ภาพ - www.liverpoolfc.com