คอลัมน์ ต้น...ทางฟุตบอล by ต้น วโรดม : จุดกลับตัวของหงส์แดง...จบสักทีมกราอาถรรพ์


โดย PPTV Online

เผยแพร่




คอลัมน์ ต้น...ทางฟุตบอล by ต้น วโรดม

          พรีเมียร์ลีกนัดที่ 23 ทุกสายตาจับจ้องไปที่การฟาดฟันกันของ 2 ทีม ลุ้นแชมป์อย่างเชลซีและลิเวอร์พูล ... อ่านไม่ผิดหรอกครับ ผมยังคงใช้คำว่า “ทีมลุ้นแชมป์” เพราะว่า หากลิเวอร์พูลสามารถเก็บ 3 คะแนนเอาชนะได้ในเกมนี้ โอกาสในการลุ้นแชมป์ก็น่าจะเปิดกว้างให้กับพวกเขามากขึ้น กับการแข่งขันที่ยังเหลืออีก 15 เกม จนกว่าจะจบฤดูกาลอะไรก็เกิดขึ้นได้ กลับกันกับทางเชลซีที่หากพวกเขามีคะแนนในเกมนี้ พวกเขาก็ยิ่งเข้าใกล้สู่คำว่าแชมป์มากยิ่งขึ้นไปอีก

          และเป็นเชลซีที่ทำได้ตามเป้าหมาย บุกมาคว้า 1 คะแนนสำคัญจากถิ่นแอนฟิลด์ได้สำเร็จ เข้าใกล้คำว่าแชมป์เข้าไปอีกนิด ในขณะที่ทีมเจ้าบ้านแม้จะได้แค่ 1 คะแนน และดูเหมือนคำว่าลุ้นแชมป์จะไกลเกินเอื้อมสำหรับพวกเขาซะแล้ว(โดยเฉพาะด้วยฟอร์มปัจจุบัน) แต่อย่างน้อยผลเสมอในเกมนี้ก็หยุดสถิติที่ไม่น่าจดจำอย่างการพ่ายในรังแอนฟิลด์ติดต่อกันไว้ที่ 3 เกมเท่านั้น ด้วยสภาพทีมที่เล็กกว่าทีมอื่นๆ รวมไปถึงฟอร์มการเล่นที่เรียกได้ว่าหมดฟอร์มทีมลุ้นแชมป์ในระยะหลังๆ(เดือนมกราคมแพ้ 1 เสมอ 3 ไม่ชนะใครในเกมลีก ตกรอบบอลถ้วย 2 รายการ) การเสมอเชลซีทีมจ่าฝูงได้ก็น่าจะทำให้ฝั่งเจ้าบ้านพอใจกับ 1 คะแนนที่คว้ามาได้ในเกมนี้ไม่มากก็น้อย

          1 คะแนนที่ได้มาจากเกมเสมอเชลซีจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในฤดูกาลนี้ สำหรับทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ได้จริงหรือ? การตกรอบบอลถ้วย 2 รายการ แม้จะนำมาซึ่งความอับอายโดยเฉพาะการแพ้ วูลฟ์แฮมป์ตัน คาบ้าน แต่มันจะเป็นผลดีต่อการลุ้นติดท็อป 4 ในบั้นปลายใช่หรือไม่ ? ลิเวอร์พูลเป็นทีมเดียวหรือที่ฟอร์มย่ำแย่ในเดือนมกราคม? ถ้าอยากจะรู้เรื่องราวเหล่านี้ ผมพูดเลยว่า คุณต้องอ่านสิ่งที่ผมจะนำมาเล่าให้ฟังต่อจากนี้ครับ ถ้าพร้อมแล้ว ก็สูดหายใจลึกๆ แล้วลุยเลย
 

  • คะแนนแห่งความหวัง

              ท่ามกลางกระแสวิพากย์วิจารณ์ที่ถาโถมเข้ามาสู่ทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ หลังประสบวิกฤตศรัทธาพ่ายแพ้ 3 เกมติดต่อกันในบ้านในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ เท่านั้น การเจอกับทีมอันดับ 1 อย่างเชลซี ในเกมที่หลังชนฝาแพ้ไม่ได้เป็นอันขาด (หากแพ้จะทำสถิติแพ้ในบ้าน 4 เกมติด เป็นครั้งแรกในรอบ 94 ปี) เป็นอะไรที่ดูไม่น่าสนุกแน่ๆโดยเฉพาะกับกองเชียร์อย่าง เดอะ ค็อป เมืองไทย ที่ขนาดแพ้ 3 นัดติดในบ้าน ยังโดนล้อยับเยินจากทั่วทุกสารทิศ ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้ามีนัดที่ 4 เพิ่มขึ้นมาจนกลายเป็นสถิติอันไม่น่าจดจำ จะโดนล้อกันขนาดไหน แต่ในสายตาของกุนซืออย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์ การพบเจอเชลซีในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ น่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่าการเจอทีมท้ายตาราง เพราะ คล็อปป์มีสถิติในการเล่นกับทีมท็อป 6 ได้ดีมาก พลาดท่าพ่ายไปแค่เกมเดียว จาก 14 เกม (ชนะ 6 เสมอ 7 แพ้ 1) และนี่คือ ข้อได้เปรียบอันเดียวก่อนเกมที่ทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ มีเหนือเชลซี เพราะหากกวาดตาไปดูถึงเรื่องอื่นๆแล้ว ดูประตูไหนลิเวอร์พูลก็เป็นรอง ไม่ว่าจะเป็นฟอร์มการเล่น, ชื่อชั้นของผู้เล่น, ขนาดทีม ขนาดที่จะเป็นจุดแข็งอย่างการลงเล่นในแอนฟิลด์ยังต้องกลายเป็นจุดอ่อนหลังจากพลาดท่าพ่ายในรังมาติดต่อกัน 3 เกม ติดต่อกัน สถานการณ์ของลิเวอร์พูลก่อนเกม เหมือนคนที่โดนรถชน เลือดออกไม่หยุด สิ่งที่จำเป็นที่สุดในเวลานั้นคือ ทำอย่างไรก็ได้ให้เลือดหยุดไหล

          คล็อปป์เลือกที่จะจัดทีมแบบรัดกุมอีกครั้ง แดนหลังได้โจเอล มาติปกลับมาลงเป็นตัวจริงอีกครั้งหลังจากหายหน้าไปเกือบ 2 เดือน ตรงกลางสนามคล็อปป์ส่งเอมเร่ ชานและจอร์จินโญ่ ไวจ์นาลดุม ลงสนามพร้อมกันในแดนกลางอีกครั้ง ซึ่งผมเคยเขียนไปเมื่อสัปดาห์ก่อนแล้วว่า 2 คนนี้เล่นทับตำแหน่งกันมากเกินไป แต่กับเกมเช่นนี้ การเปิดหน้าแลกโดยส่งกองหน้าลงไปอีกตัวถือว่าเสี่ยงเกินไปที่จะแลกหมัด การมีกองกลางเยอะๆอาจจะช่วยให้ครองเกมได้ดีกว่า แดนหน้าแม้จะได้ซาดิโอ มาเน่ กลับคืนมาสู่ทีม แต่มาเน่เพิ่มซ้อมได้แค่ครั้งเดียวคือเช้าวันก่อนเตะ บวกกับความล้าและสภาพจิตใจที่ยังไม่ปกตินัก หลังพลาดจุดโทษจนทีมชาติเซเนกัลตกรอบ คล็อปป์ จึงเลือกที่จะให้มาเน่นั่งเป็นสำรองไปก่อน ซึ่งแม้จะเรียกว่าเป็นชุดใหญ่ที่สุดของทีมในเวลานี้ไม่ได้ (มาเน่สำรอง) แต่นี่ก็ดีที่สุดเท่าที่มีแล้วในเวลานี้ จริงๆดูจากช่วงออกสตาร์ทเกม ผมว่าทีมนี้ไม่ได้ขี้เหร่นะ มีจังหวะบุกเชลซีสวยๆหลายครั้ง แต่การเจอกับทีมระดับนี้ สิ่งที่ต้องท่องขึ้นใจเอาไว้เสมอ คือ คุณต้อง มีสมาธิกับเกมตลอดจนกว่าการแข่งขันจะจบลง ความผิดพลาดเล็กๆน้อยนำไปสู่การเสียประตูได้เสมอ

          และก็เป็นฝั่งเจ้าบ้านที่พลาดท่า(อีกแล้ว)จากจังหวะที่ไม่น่าจะมีอะไรให้พูดถึง นั่นคือการลักไก่ยิงฟรีคิกของดาวิด ลุยช์ ที่ซัดข้ามกำแพงเสียบเสาเข้าไปแบบงามหยด เป็นจังหวะเดียวกับที่ ซิมง มินโญเล่ต์ กำลังสั่งกำแพงเพราะไม่ได้ยินเสียงนกหวีดจากกรรมการ ! ซึ่งถ้าถามว่าความผิดตรงนี้อยู่ที่มินนี่ไหม ก็ต้องบอกว่าผิดเต็มๆ เพราะ เมื่อกรรมการเป่านกหวีดแล้ว หมายความว่าคู่แข่งพร้อมจะเล่นบอลได้เสมอ งานนี้จึงต้องถือว่ามินนี่พลาดเต็มๆ ที่ไม่ได้ยินเสียงนกหวีด และเป็นเหตุให้ทีมเสียประตูอย่างไม่ต้องสงสัย อย่าเข้าใจผิดว่าผมตำหนิมินนี่ เพราะผมไม่ชอบมินนี่ หรือชอบคาริอุสมากกว่านะ คาริอุสเองก็เคยมีดราม่าฟรีคิกทำนองนี้เหมือนกันในเกมพบกับเวสต์แฮมเมื่อ 2 เดือนก่อน ซึ่งแม้ทั้ง 2 กรณี จะเป็นลูกยิงที่สวยงามจากทั้งปาเยต์และลุยซ์ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนที่จะมาเป็น ผู้รักษาประตูของลิเวอร์พูลควรจะทำหน้าที่ได้ดีกว่านี้ หากอยากจะเห็นทีมประสบความสำเร็จ หลังจากเสียประตูก็เหมือนเกมของลิเวอร์พูลที่เริ่มมาด้วยความดุดันเหมือนจะช๊อตลงไปซะดื้อๆ โดนเชลซีครองเกมได้เกือบหมด และเกือบจะได้ประตูที่ 2 หลายครั้ง แผงหลังของลิเวอร์พูลในเกมนี้ถือว่าค่อนข้างมั่วมากทั้ง โจเอล มาติป และ เดยัน ลอฟเรน โดยเฉพาะรายแรกที่ส่งผิดส่งถูก ไปเข้าทางฝั่งเชลซีหลายครั้งจนเกือบโดนประตูที่ 2 ยังดีที่เพื่อนๆยังช่วยไล่ ช่วยบีบ รวมถึงมินโญเล่ต์ที่ถ้าไม่พูดถึงจังหวะฟรีคิกแล้ว เกมนี้ก็ถือว่าทำหน้าที่ได้อย่างน่าพอใจนะ แม้จะเสียประตูไปแบบดูเหมือนจะเสียค่าโง่ แต่หลังจากนั้นเจ้าตัวก็ไม่ได้มีอาการแกว่ง หรือสั่นให้เห็น ยังคงเล่นได้ตามมาตรฐานในช่วงหลังของตัวเองได้ต่อไป ตรงนี้เองที่แตกต่างจากทางคาริอุส(ในตอนนั้น) ที่พอพลาดปุ๊บ จะลนลาน ดูหมดความมั่นใจ และมักจะเสียประตูอีกในช่วงเวลาที่เหลือ ด้วยเหตุนี้เป็นเหตุผลว่าทำไมทีมถึงต้องให้มินโญเล่ต์เป็นมือ 1 ยืนยันได้ด้วยลูกจุดโทษในช่วงท้ายเกมที่มินโญเล่ต์เซฟลูกยิงของดีเอโก้ คอสต้า ได้ ทำให้มินโญเล่ต์เป็นผู้รักษาประตูที่ เซฟจุดโทษ ให้กับทีมได้มากที่สุดนับตั้งแต่เปลี่ยนมาเป็นยุคพรีเมียร์ลีก ด้วยจำนวน 6 ครั้ง จาก 14 ครั้ง (43%) ที่ต้องเผชิญหน้าตัวต่อตัวกับคู่แข่ง

          ครึ่งหลังลิเวอร์พูลตอบโต้ได้ดีขึ้น แต่การที่ทีมไม่มีกองหน้าอาชีพจริงๆลงสนาม มันก็ยากมากที่จะเปลี่ยนโอกาสเพียง 1-2 ครั้งให้เป็นประตู โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ เป็นนักเตะที่มาก เคลื่อนที่ฉลาด และเล่นได้ตามแทคติกที่คล็อปป์ต้องการ แต่ก็ไม่ใช่กองหน้าอาชีพประเภทหลุดเดี่ยวไปใส่สกอร์ได้เลย คล็อปป์จำเป็นต้องมี กองหน้า ที่คมกว่านี้ลงสนาม ผมเสียดายโอกาสหลายๆครั้งของฟีร์มิโน่มาก อย่างเช่นในเกมนี้กับโอกาสทอง 2 ครั้ง คือ ต้นครึ่งหลังที่บอลหลุดมาถึงตัวคนเดียวโล่งๆแทนที่จะจับก่อน ดันยิงสวนออกไปไหนก็ไม่รู้ กับอีกครั้งคือจังหวะลูกโหม่งในช่วงทดเวลาที่ดันโหม่งไปตรงตัวธิโบต์ กูร์ตัวส์อย่างน่าเสียดาย ซึ่งถ้าเปลี่ยนเป็นกองหน้าคมๆอย่างที่คล็อปป์เคยใช้อย่างเลวานดอฟสกี้แล้ว ลิเวอร์พูลคงจะคว้า 3 คะแนนได้ในเกมนี้อย่างแน่นอน สำหรับฤดูกาลนี้คงไม่ทันเพราะตลาดนักเตะปิดลงไปอย่างเป็นทางการแล้ว แต่เชื่อว่าหากทีมผ่านเข้าไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก ได้ในฤดูกาลหน้า กองหน้าตัวจบสกอร์นี่แหละที่สำคัญที่สุดที่ควรจะเสริมทีมก่อนตำแหน่งอื่นๆ

          เวลาผ่านไปลิเวอร์พูลเริ่มเล่นดีขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมาได้ประตูตีเสมอจากจังหวะสอดมาโหม่งเต็มๆหัวของ จอร์จินโญ่ ไวล์นาลดุม ที่ดูเหมือนว่าจะมาเป็นนักเตะบิ๊กเกมคนใหม่ให้กับทีมแทนรุ่นพี่ในทีมชาติอย่าง เดริก เค้าท์ คือ เล็กๆดุ้มไม่ ใหญ่ๆดุ้มเอา 2 ประตูล่าสุดจากไวล์นาลดุมที่ทำได้มาจากลูกโหม่งใส่ทีมอย่างแมนฯซิตี้ และเชลซี และนี่ก็น่าจะเป็นคำตอบให้กับเจอร์เก้น คล็อปป์ได้รับรู้แล้วว่า ระหว่างไวล์นาลดุมและเอมเร่ ชาน ใครกันที่สมควรจะได้เป็นตัวจริงในตำแหน่ง 1 เดียวที่ว่างอยู่ ทีเด็ดในการสอดเข้าเขตโทษของไวล์นาลดุม เป็นสกิลที่ยากที่จะลอกเลียนแบบ ตรงนี้ทำให้เมื่อผู้เล่นตัวจริงทุกคนฟิตกลับมาสมบูรณ์ เอมเร่ ชาน ก็จะโดนดรอปไปเป็นสำรองอีกครั้ง จบปัญหาที่แฟนๆชอบบ่นว่า ทำไมต้องเอาชานลงมาทำลายจังหวะทีมตัวเองด้วย 555 จบจริงๆครับ ขอแค่ทีมตัวจริงไม่มีใครเจ็บไข้อะไรอีกนะ

          1 คะแนน ที่ได้จากเกมนี้ ถ้าเป็นสถาการณ์ปกติ ก็คงต้องบอกว่า น่าผิดหวังสำหรับลิเวอร์พูลเป็นอย่างมาก การโดนเชลซีทิ้งห่างถึง 10 คะแนน ในขณะที่เหลือเกมเตะอีกแค่ 15 เกม เท่ากับว่าต้องให้เชลซีพลาดถึง 4 เกม จาก 15 เกมที่เหลือ ในขณะที่ลิเวอร์พูลห้ามพลาดเลย มันดูห่างไกลเกินไป เกินกว่าที่จะไปกดดันให้เชลซีพลาดในแบบที่เราต้องการได้ แต่ในขณะนี้ สถานการณ์ของลิเวอร์พูลไม่ใช่ช่วงปกติ แต่เป็นช่วงฟอร์มตกที่อย่าว่าแต่นักเตะจะท้อแท้เลย บรรดาแฟนบอล เดอะ ค็อป ต่างพากันจิตตกตามผลงานของทีมไปด้วย 1 คะแนนที่ได้จากเกมนี้ ถือว่าเป็น “จุดเปลี่ยน” ที่สำคัญสำหรับลิเวอร์พูลอย่างแน่นอน อย่างน้อยก็หยุดสถิติไม่ให้ลุกลามไปกว่าการแพ้ 3 นัดติดในบ้านไปได้ การตกรอบบอลถ้วยแต่เนิ่นๆหมายความว่า หลังจากเดือนมกราคมนี้เป็นต้นไป ลิเวอร์พูลจะลงเล่นแค่สัปดาห์ละ 1 เกม เท่านั้น พวกเขามีเวลาพักเต็มที่ ซ้อมเต็มที่ แตกต่างจากทีมลุ้นท็อป 4 ทีมอื่นๆที่ต้องลงเล่น 3-4 ถ้วยพร้อมกันในช่วงเวลาที่เหลือ อันนี้ก็ถือว่าเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ ที่น่าจะนำพาลิเวอร์พูลของคล็อปป์ให้กลับคืนฟอร์มเก่งได้ และที่สำคัญที่สุดก็คือ ณ ตอนนี้ บรรดานักเตะตัวหลักของทีมสามารถลงสนามได้ครบทุกคนแล้ว ผมเคยเขียนไปเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ครั้งสุดท้ายที่ 4 มหัศจรรย์ อย่าง มาเน่, คูตินโญ่, ลัลลาน่า และฟีร์มิโน่ ลงสนามพร้อมกันนั้น พวกเขาพาลิเวอร์พูลไปได้ไกลถึงตำแหน่ง จ่าฝูง เลยทีเดียว (ถล่มวัตฟอร์ด 6-1) ตรงนี้ก็น่าจะถือว่าเป็นข่าวดี ให้กับแฟนๆของทีมได้

          ผมเปรียบฟอร์มการเล่นของลิเวอร์พูลที่แพ้ 3 เกมในบ้านติดต่อกัน เหมือนคนป่วยที่เลือดไหลไม่ยอมหยุดที่หากปล่อยไว้มีแต่ความตายที่รออยู่ แต่ ณ ตอนนี้ 1 คะแนนที่ได้มาจากเกมเชลซี ก็เหมือนสารห้ามเลือดที่ทำให้เลือดหยุดไหลแล้ว ทีนี้ก็อยู่ที่การรักษาของ คุณหมอที่ชื่อ เจอร์เก้น คล็อปป์ แล้วว่าจะใช้เวลาในการรักษาความบอบช้ำที่เกิดขึ้นอีกนานเท่าใด

ตอนนี้แหละที่เราจะได้วัดกึ๋นของคล็อปป์กันอีกสักที ผู้เล่นพร้อมหน้า + เวลาที่มีมากกว่าคู่แข่งทีมอื่นๆ

ท็อป 4 ฤดูกาลนี้ ยังไงก็พลาดไม่ได้แล้วหล่ะ คุณหมอคล็อปป์ ...

 

-  มกราอาถรรพ์

          เดือนมกราคม 2017 ไม่ใช่เดือนที่ดีนักของบรรดาทีมหัวตารางของพรีเมียร์ลีก ไม่มีทีมไหนสามารถทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ ทุกทีมทำแต้มหล่นกันหมด แม้แต่เชลซีที่ชนะรวดติดต่อกันมาเป็นระยะเวลาถึง 3 เดือน ( 13 เกม) ก็ต้องมาจบสถิติสุดโหดในเดือนนี้ด้วยความพ่ายแพ้ต่อทีมลุ้นแชมป์ด้วยกันอย่างท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 2-0 เช่นเดียวกันกับทีมฟอร์มแรงอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ทำผลงานได้อย่างสุดหรูในเดือนธันวาคม(ชนะ 5 เสมอ 1) ก็ต้องมาตกม้าตายในเดือนนี้เช่นกัน หลังชนะได้แค่เกมเดียวจากการลงเล่น 4 เกมในเดือนนี้ การที่ลิเวอร์พูลไม่สามารถเก็บชัยชนะได้เลยในเดือนมกราคม(เสมอ 3 แพ้ 1) จึงถือว่าไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายมากนัก ดูได้จากอันดับในตารางคะแนนที่แม้ลิเวอร์พูลจะเล่นแย่ตลอดเดือนมกราคม แต่กลับยังคงอยู่ใน 4 อันดับแรก แถมยังมีคะแนนตามหลังทีมอันดับ 2-3 อย่าง อาร์เซน่อล และ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เพียงแค่ 1 คะแนนเท่านั้น โดยทั้ง 2 ทีม ยังมีโปรแกรมที่จะมาเยือนแอนฟิลด์ ทำให้ลิเวอร์พูลยังมีโอกาสที่ดีที่จะติดอันดับ 1-4 ของตารางได้ หากสามารถปรับปรุงฟอร์มการเล่นให้กลับมาชนะได้อีกครั้ง ... เรื่องแบบนี้ เก่งอย่างเดียวอาจจะไม่พอ ยังต้องพึ่งฟ้าพึ่งฝนด้วย ใครจะไปคิดว่าผลการแข่งขันแบบนี้ โดนล้อหนักขนาดนี้ แต่ยังไม่ยักกะโดนแซง พวกที่แชวๆนี่ยังไม่เห็นจะแซงเลย 555

ลาทีมกราอาถรรพ์ ... สวัสดีกุมภาพันธ์ ขอแบบปังๆ ให้ชื่นใจเหล่าสาวกบ้างเหอะนะ ป๋าคล็อปป์ !!

 

ต้น วโรดม

 

AFP Photo / PAUL ELLIS

PR-โปรแกรมผลบอล-2_B PR-โปรแกรมผลบอล-2_B
TOP บทความกีฬา
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ