คอลัมน์ ต้น...ทางฟุตบอล by ต้น วโรดม : อวสานโลกสวย


โดย PPTV Online

เผยแพร่




คอลัมน์ ต้น...ทางฟุตบอล by ต้น วโรดม

                คืนวันจันทร์ที่ผ่านมาคงเป็นอีกหนึ่งค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความผิดหวังสำหรับสาวก“หงส์แดง” ลิเวอร์พูล การพ่ายแพ้ต่อเลสเตอร์ ซิตี้ ที่แม้จะมีดีกรีเป็นถึงแชมป์เก่า แต่ในฤดูกาลนี้พวกเขาไม่ได้แสดงฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นสมฐานะแชมป์เปี้ยนทีมล่าสุดออกมาเลย มิหนำซ้ำยังแพ้ติดๆกันแบบไม่สามารถยิงประตูทีมไหนได้เลยในลีกตั้งแต่เปลี่ยนปีมาเป็นปี 2017 จนอันดับรูดลงมาอยู่ในโซนตกชั้น จนต้องปลดเคลาดิโอ รานิเอรี่

กุนซือคนที่พาพวกเขาสร้างเทพนิยายฤดูกาลก่อนออกไป พูดง่ายๆสำหรับเลสเตอร์แล้ว ก่อนเกมการแข่งขันไม่มีอะไรดีเข้าทางพวกเขาสักอย่าง ในทางตรงกันข้าม ลิเวอร์พูลทำผลงานล่าสุดได้อย่างดีเยี่ยมหลังเปิดบ้านทุบทีมที่กำลังลุ้นพื้นที่ท็อป 4 ด้วยกันอย่างท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ไป 2-0 หลังจากนั้นทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ ก็ได้พักผ่อนและเตรียมทีมในนี้นัดนี้นานถึง 16 วัน (ในขณะที่เลสเตอร์มีเวลาพักเพียง 5 วันเท่านั้น) แฟนบอลจึงคาดหวังว่าเกมนี้ไม่น่าจะเป็นเกมที่ยากเย็นนักสำหรับทีมเยือน ที่จะเดินทางมาแก้แค้นหลังจากฤดูกาลก่อนต้องพ่ายแพ้กับเจ้าถิ่นที่กำลังฟอร์มฮอตไปอย่างเจ็บช้ำ 2-0

          ผมเลือกที่จะเขียนคอลัมน์หลังเกมนี้ จุดประสงค์มีอยู่ 2 อย่าง 1) อยากเช็คฟอร์มลิเวอร์พูลให้ชัดๆว่า การที่พวกเขาได้พักผ่อนยาวๆ จะทำให้ผลงานพวกเขาดีขึ้นอย่างที่คล็อปป์หวังหรือไม่ 2) ผมอยากจะรู้ว่าเลสเตอร์ ซิตี้ เมื่อไม่มีเคลาดิโอ รานิเอรี่ แล้วจะเป็นอย่างไร ที่ผ่านมามีข่าวหลุดออกมาหลังปลดรานิเอรี่ว่า มีนักเตะในทีมบางคนตั้งใจที่จะเล่นไล่โค้ช เกมนี้จะเป็นเกมแรกหลังจากปลดกุนซืออิตาเลี่ยนออกไป ก็น่าจะเห็นอะไรบ้างหากคำกล่าวอ้างของสื่อผู้ดีเป็นจริง ... ดังนั้นเกมนี้จึงมีความหมายมากกว่าเกมลุ้นท็อป 4 หรือเกมของทีมลุ้นหนีตกชั้นทั่วไป

                และเมื่อจบการแข่งขัน คำตอบของคำถามที่ผมสงสัยก็ถูกเฉลยออกมาอย่าง“ชัดเจน” ยิ่งกว่าเพลงของพี่ติ๊ก ชีโร่ ซะอีก

       ขอเริ่มจากข้อ 2 ก่อน ที่ว่าจริงหรือไม่ที่นักเตะเลสเตอร์บางคนมีปัญหากับรานิเอรี่ ความสัมพันธ์ที่แตกร้าว ส่งผลต่อฟอร์มการเล่นในสนาม ที่แถวบ้านผมเรียกว่า“เตะไล่โค้ช” นั่นแหละ ข้อนี้ไม่ต้องชมเกมเมื่อคืนจบ ผมก็ฟันธงได้เลยว่า“จริง” มันไม่มีทางเป็นไปได้เลย ที่เวลาเพียง 2-3 วัน เคร็ก เช็กสเปียร์ อดีตมือขวาของรานิเอรี่ ที่รับบทกุนซือขัดตาทัพ จะสามารถเปลี่ยนแปลงทีมที่ไม่แม้แต่จะยิงประตูสักลูกในเกมลีกกว่า 2 เดือน ให้กลับมาเป็นทีมที่มีเกมรุกน่ากลัวเช่นฤดูกาลก่อนที่พวกเขาคว้าแชมป์ได้ แต่เกมเมื่อคืน เชกสเปียร์ ทำได้ และไม่ใช่แค่คล้ายคลึงแต่เลสเตอร์ที่เล่นกับลิเวอร์พูลเมื่อคืน คือ เลสเตอร์ ซิตี้ ของจริง ที่เล่นด้วยฟอร์มเดียวกันกับทีมในฤดูกาลก่อน เจมี่ วาร์ดี้, แดนนี่ ดริ้งวอลเตอร์, มาร์ค อัลไบร์ทตัน และคริสเตียน ฟุคส์ เป็น 4 คนที่พลิกฟอร์มจากแมวเหมียวในยุคของรานิเอรี่ช่วงปลาย กลับมาเป็นราชาจิ้งจอกอีกครั้ง โดยเฉพาะ 2 คนแรก ที่ทำประตูได้ในเกมนี้ โดดเด่นจนยากที่จะเชื่อว่าเป็นคนเดียวกันกับเมื่อเดือนก่อน ผู้เล่นเลสเตอร์ ซิตี้ เมื่อคืนนี้มีความกระหายในการเล่นอย่างมาก เข้าบอลทุกจังหวะ วิ่งไล่บีบบอลตั้งแต่หน้าประตูลิเวอร์พูล ทำเอาลิเวอร์พูลตั้งเกมไม่ได้เลย สุดท้ายก็เอาชนะลิเวอร์พูลได้สำเร็จ แบบที่เรียกได้ว่าหมดจดเลยทีเดียว จากสถิติบอกว่าผู้เล่นเลสเตอร์วิ่งทั้งเกมเป็นระยะทางรวมกัน 117.75 กิโลเมตร เมื่อเทียบกับเกมในบ้านก่อนหน้าที่แพ้แมนฯยูไนเต็ด 0-3(109.58 กิโลเมตร) พวกเขาวิ่งมากกว่าเดิมเกือบ 10 กิโลเมตร  แล้วแบบนี้จะไม่ให้คิดได้อย่างไรว่าที่ผ่านมานี่ไม่ได้เตะไล่โค้ช ในเมื่อทั้งตาตัวเองและสถิติหลังเกมต่างยืนยันอย่างเป็นเอกฉันท์แบบนี้ น่าสงสารเคลาดิโอ รานิเอรี่ เหลือเกิน ที่โดนนักเตะที่ตัวเขาเองร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันมา“แทงข้างหลัง” แบบนี้ ถ้าผมเป็นรานิเอรี่ ได้เห็นผลงานของทีมตัวเองเมื่อคืนนี้คงต้องเอ่ยคำสบถ แจกกล้วย แจกอ้อย อดีตลูกทีมบางคนในใจบ้างหล่ะ

                ส่วนเรื่องที่กลัวว่าแชมป์เก่าจะตกชั้นกัน ก็คงลืมไปได้เลย ถ้าพวกเขาเล่นด้วยฟอร์มแบบเมื่อคืนนี้ได้สม่ำเสมอ เผลออาจจะมีเซอไพร์สกลับมายืนครึ่งบนของตารางโชว์หล่อแบบเชลซีในฤดูกาลก่อนก็เป็นได้

   จบเรื่องเลสเตอร์แล้ว ก็ถึงเวลา“ชำแหละ” ลิเวอร์พูล บ้างแล้ว ... ผมเชื่อว่าแฟนบอลลิเวอร์พูลที่ว่าโมโหกับฟอร์มวันแพ้ฮัลล์ 2-0 แล้ว หากได้ชมเกมนี้พวกเขาจะโมโหมากกว่าเดิม 2 เท่า โชคดีของหลายๆคน เพราะเกมนี้เตะดึกมาก จึงน่าจะมีบางส่วนที่พลาดชมเกมนี้ไป ต้องบอกว่า“บอลเปลี่ยนโค้ช” ถือเป็นของแสลงของลิเวอร์พูล พศ นี้อย่างแท้จริง ภายในระยะเวลาเดือนเศษๆมานี่ ลิเวอร์พูลพลาดท่าพ่ายทีมที่มีการเปลี่ยนแปลงโค้ชไปแล้วถึง 3 ทีม (สวอนซี ฮัลล์ และเลสเตอร์) แถมเป็นการพ่ายชนิดที่ว่า“หมดรูป” เหมือนกันหมด 2 ครั้งแรก คล็อปป์ยังพออ้างได้ว่าเป็นเพราะโปรแกรมการแข่งขันทีแข่งถี่มาก จนลูกทีมมีเวลาพักผ่อนน้อย เรี่ยวแรงเลยอาจจะไม่เต็มร้อยสักเท่าไหร่ อันนี้ยังพอทำใจเชื่อได้บ้าง แถมคู่ต่อสู้ยังมาเล่นเกมอุดแบบไม่มีช่องให้ทีมได้เจาะอีก แต่กับเกมเมื่อคืนนี้ ลิเวอร์พูลมีเวลาพักเพื่อเตรียมแผนในการรับมือเลสเตอร์มากถึง 16 วัน เราได้เห็นพวกเขาไปเข้าค่ายเก็บตัวฝึกซ้อมที่สเปน ได้เห็นนักเตะหลายๆคนพักผ่อนไปดูคอนเสิร์ต ไปชอปปิ้ง เล่นกับหมา ฯลฯ ตรงนี้ความคาดหวังของแฟนมันต้องแบบ เฮ้ย กลับมาเล่นแบบดุดัน เรี่ยวแรงเหลือล้น วิ่งกันหูตั้ง ความเข้าใจในเกมของผู้เล่นแต่ละคนทั้งเกมรับ เกมรุก ต้องเป๊ะ เพราะซ้อมกันมาเป็นสิบๆวัน ... ที่เขียนมานี่ ไม่มีมันสักอย่าง รูปแบบการเล่นสะเปะสะปะ จ่ายบอลขาดๆเกินๆ ความเข้าใจกันระหว่างผู้เล่นต่ำ แถมยังฟิตสู้นักเตะเลสเตอร์ที่พักมาเพียงแค่ 5 วันไม่ได้ มันน่าผิดหวังนะ ผิดหวังดอกแรก คือ ผิดหวังที่ 16 วันที่ผ่านมาไม่มีเกมการแข่งขันได้ชม สำหรับแฟนบอลแล้ว มันนานมาก เห็นทีมอื่นเขาเตะเอาๆ แต่ทีมตัวเองเชียร์ไม่มีโปรแกรมเตะ (ผลกรรมจากฟอร์มไม่เอาอ่าว ตกรอบบอลถ้วยหมด) และยิ่งได้เห็นเซาท์แธมป์ตัน ที่ได้พักพอๆกับเรา สู้กับแมนฯยูไนเต็ดได้อย่างสูสี มีลูกสูตร ลูกเปิดสวยๆหลายครั้ง มันก็ยิ่งทำให้คิดว่า เฮ้ย โอโห้ ทีมได้พักนี่เขาต้องไปซ้อมแบบนี้มาแน่ๆ แน่นปึกแน่นอน

                ลางบอกเหตุมันบอกมาตั้งแต่การจัดทีมแล้ว คล็อปป์ ยังคงวางใจในลูคัส เลว่า ให้เล่นในตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟต่อไปหลังโชว์ฟอร์มในเกมกับสเปอร์สได้อย่างโดดเด่น ผมไม่รู้ว่าอะไรดลใจคล็อปป์ให้เลือกลูคัสก่อนหน้าเซนเตอร์อาชีพอย่าง รักนาร์ คลาวาน ทั้งๆที่คลาวานเป็นนักเตะที่คล็อปป์ซื้อมาร่วมทีมเองด้วยซ้ำ ในรายของโจ โกเมซ ก็พอเข้าใจได้ว่ายังขาดแมทซ์ฟิตเนสเนื่องจากเจ็บไปนาน ยังไม่กล้าเสี่ยง แต่กลับน้าหงานี่ไม่เข้าใจจริงๆ กองหลังอาชีพมีแต่ไม่ใช่ ชอบใช้กองกลางลงมายืนเซนเตอร์ วันไหนฟอร์มดี วันนั้นทีมรอด แต่ถ้าวันไหนฟอร์มไม่ดี ผลกรรมก็ต้องตกลงสู่ทีมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ลูคัสเมื่อคืนมีส่วนร่วมกับทั้ง 3 ประตูที่เสียไป แน่นอนมันง่ายมากที่จะชี้คนผิดไปที่ลูคัส แต่สำหรับผม กรณีนี้เจอร์เก้น คล็อปป์ในฐานะของคนเลือกผู้เล่น ต้องรับผิดชอบไปเต็มๆครับ กองหลัง 4 คน ของลิเวอร์พูลเมื่อคืน มีกองหลังอาชีพจริงๆ แค่ 2 คนเท่านั้น คือ ไคลน์ (แบ็กขวา) และมาติป (เซนเตอร์) ที่เหลือเป็นกองกลางอาชีพทั้งสิ้น (ลูคัส และมิลเนอร์) เกมจะเปลี่ยนไปหรือไม่ หากเอากองหลังอาชีพอย่างคลาวาน และโมเรโน่ ลงมา ผมเองก็ไม่ทราบ แต่กองหลังแท้ๆน่าจะรับมือกับกองหน้าของเลสเตอร์ในบางจังหวะได้ดีกว่าแน่นอน พูดแล้วเสียดายมามาดู ซาโก้ ที่คล็อปป์เลือกที่จะหั่นออกจากทีมไปเพราะปัญหาด้านพฤติกรรม เพราะถ้าหากมีซาโก้ อย่างน้อยเราก็ยังพอมีทางเลือกที่มากกว่าน้าหงา และคงไม่ต้องเอาลูคัสถอยลงมาเล่นเซนเตอร์แบบเช่นทุกวันนี้ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน เป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องพูดถึง ลิเวอร์พูลเมื่อคืนลงสนามโดยที่ไม่มีกัปตันทีมตัวจริง เพราะเกิดบาดเจ็บขึ้นมาระหว่างฝึกซ้อม มีสถิติอยู่อันหนึ่งที่น่าสนใจบอกเอาไว้ว่า ลิเวอร์พูลเวลาที่มีเฮนเดอร์สันลงสนามด้วยจะพบกับชัยชนะ 61.5% ในทางตรงข้าม หากไม่มีเฮนเดอร์สันลงสนาม เปอร์เซนต์ชนะจะลดลงเหลือแค่ 33.3% เท่านั้น พูดง่ายๆคือ ลิเวอร์พูลเมื่อมีเฮนเดอร์สันลงสนามมีโอกาสชนะมากกว่าไม่มีเฮนเดอร์สันถึง 2 เท่า !! นี่แสดงถึงความสำคัญและอิทธิพลต่อผลการแข่งขันของเฮนโด้ได้เป็นอย่างดี น่าแปลกใจตรงที่ ทำไมนักเตะคนอื่นในทีมเวลานี้ ถึงไม่สามารถทดแทนเฮนโด้ได้เลย เอมเร่ ชาน เมื่อวานแม้จะไม่ได้มีอะไรที่ผิดพลาด แถมยังทำได้ 1 แอสซิส แต่ก็มักจะถูกมองว่าฉลาดน้อยและช้าเกินไปกับตำแหน่งนี้ ตรงนี้เป็นปัญหาที่คล็อปป์ควรจะคิดวิธีแก้ไขจริงจังได้แล้ว เพราะ เฮนเดอร์สัน กับอาการบาดเจ็บฝ่าเท้าเรื้อรัง ไม่ใช่อาการที่จะหายขาดได้ง่ายๆ

อีกเรื่องที่ผมรู้สึกขัดใจ และหงุดหงิด ทุกครั้ง นั่นคือ ตำแหน่งหมายเลข 9 ของทีม ลองกวาดตามองไปยังทีมระดับท็อปทุกทีมบนโลกใบนี้ดูครับ ทุกทีมล้วนแล้วแต่มีนักเตะหมายเลข 9 ที่สามารถยิงประตูได้ 20 ประตูต่อฤดูกาลทั้งสิ้น ซลาตัน อิบราฮิโมวิช (แมนฯยูไนเต็ด), ดีเอโก้ คอสต้า (เชลซี), เซอจิโอ กุน อเกวโร่ (แมนฯซิตี้) หรือแม้แต่ทีมอันดับ 7 อย่างเอฟเวอร์ตันก็ยังมี โรเมโอ ลูคากู แต่ที่ลิเวอร์พูล นับตั้งแต่หมดยุคหลุยส์ ซัวเรซ ก็ไม่มีใครแล้ว ดาเนียล สเตอริดจ์ ก็ไม่ได้อยู่ในฟอร์มที่ดี ทุกวันนี้แทบไม่ได้ลงสนาม โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ไม่ใช่หน้าอาชีพ และใช้โอกาสเปลืองเกินไป การมีกองหน้าที่ดี จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ทีมเก็บคะแนนที่ไม่ควรได้เพิ่มมากขึ้น อย่างน้อยๆก็ 3-6 คะแนน

                เมื่อผลงานทีมไม่ได้ดังใจ แถมโค้ชก็ดูจะ“ดื้อ” และเชื่อมั่นในตัวเองมากไป จึงไม่แปลกใจที่จะมีขบวนการณ์“ไล่คล็อปป์” พาเหรดกันออกมา โดยส่วนตัวแม้ผมจะชี้เป้าว่าเป็นความผิดของคล็อปป์ในการเลือกตัวผู้เล่น แต่ก็ยังเชื่อใจ จริงๆต้องบอกว่ามั่นใจเลยแหละ ว่าคล็อปป์คือคนที่“ใช่” ที่จะมากอบกู้ลิเวอร์พูล เพียงแต่ปัญหาของคล็อปป์ในเวลานี้คือ ผู้เล่นที่มีนอกจากจะน้อยแล้ว ยังไม่มีคุณภาพมากพอที่จะเล่นในระบบที่คล็อปป์วางไว้ได้ หลังเกมผมได้ชมการแถลงข่าวของคล็อปป์ มีหลายสัญญาณส่งออกมาว่า ตลาดนักเตะรอบต่อไปนี้ เราอาจจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ลิเวอร์พูล สัญญาณที่ว่ามีทั้งสีหน้าของคล็อปป์ที่ดูจะเอือมเสียเหลือเกินกับฟอร์มการเล่นของลูกทีม โอเค ส่วนหนึ่งมาจากความผิดของโค้ช ซึ่งเจ้าตัวเองก็ยอมรับ อีกสัญญาณหนึ่งที่ชัดเจนมาก คือ การบอกลูกทีมว่าในอีก 12 นัดที่เหลือ พวกเขาจำเป็นต้องเล่นฟุตบอลเพื่ออนาคตตัวเองบ้างแล้ว และถ้ายังเล่นกันแบบนี้อีก แน่นอนว่าอนาคตกับลิเวอร์พูลคงจะมีถึงแค่สิ้นฤดูกาลนี้เท่านั้น

 

  ผมคงจะโกหกถ้าบอกว่า ณ เวลานี้ ลิเวอร์พูล ยังคงเป็นตัวเต็งในการจบ 4 อันดับแรก การมีคะแนนมากกว่าแมนฯยูไนเต็ดเพียง 1 คะแนน แต่เตะมากกว่า 1 เกม สุ่มเสี่ยงที่จะโดนแซงมาก แถมแมนฯยูไนเต็ด ยังมีคิวลงสนามเตะก่อนลิเวอร์พูลอีกในวันเสาร์หน้า นั่นหมายความว่ามีความเป็นไปได้เป็นอย่างมากที่ลิเวอร์พูลจะหล่นไปอยู่อันดับที่ 6 ก่อนเกมที่จะลงสนามพบกับอาร์เซน่อล อีกหนึ่งทีมคู่แข่งที่อยู่ในท็อป 4 และนี่คือสิ่งที่คล็อปป์ต้องการบอกผู้เล่นให้ “สู้เพื่อตัวเองซะ” ก่อนที่จะหมดโอกาส โชคดีเป็นของแฟนบอลที่ผลงานของทีม“ลิเวอร์พูล โรบินฮู้ด” ทีมนี้ ชอบปล้นคะแนนทีมใหญ่ แจกคะแนนทีมเล็ก เกมนี้จึงมีโอกาสที่พวกเขาจะกลับมาเก็บคะแนนได้อีกครั้ง เช่นเดียวกับเกมถัดไปที่ต้องออกไปเยือนแมนฯซิตี้ ข่าวดีของแฟนบอล คือ เกมลิเวอร์พูล ต้องออกไปเยือนแมนฯซิตี้วันที่ 19 มีนาคม เวลา 23.30น.นี่ จะมีถ่ายทอดสดทางช่อง พีพีทีวี เอชดี 36 ของเราด้วย

                เสาร์นี้ ถ้าแมนฯยูไนเต็ดชนะ แล้วลิเวอร์พูลก็ชนะ ก็ยังได้ลุ้นต่ออีกเฮือก แต่ถ้าลิเวอร์พูลเก็บ 3 คะแนนเต็มไม่ได้ละก็ ... เดากันออกใช่ไหมครับ ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

               

ต้น วโรดม 

AFP PHOTO  / Adrian DENNIS 
AFP PHOTO / Lindsey PARNABY 
AFP PHOTO / Ben STANSALL 
AFP PHOTO / Paul ELLIS 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

LiveScore-EURO2024 LiveScore-EURO2024

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ