คอลัมน์ ต้น...ทางฟุตบอล by ต้น วโรดม : สู้ !! เพื่อแชมป์ ... เปี้ยนลีก หงส์ - ผี - ปืน ใครจะได้ไปต่อ ?


โดย PPTV Online

เผยแพร่




คอลัมน์ ต้น...ทางฟุตบอล by ต้น วโรดม

          ผลเสมอของแมนฯยูไนเต็ด แบบช็อกแฟนบอลปิศาจแดงเป็นอะไรที่ถือว่าน่า “เซอร์ไพรส์” แฟนฟุตบอลประจำสัปดาห์ที่ผ่านมามาก หลังจากคว้าแชมป์ อีเอฟแอล คัพ มาได้เมื่อสัปดาห์ก่อน ต่อด้วยความพ่ายแพ้อย่าง “พลิกล็อค” ของลิเวอร์พูลที่มีต่อแชมป์เก่า เลสเตอร์ ซิตี้ ทำให้แฟนบอล เร้ด อาร์มี่ ผู้ขายวิญญาณให้กับปิศาจแดงฮึกเหิมเป็นอย่างมาก ในเมื่อที่ 6 ไม่ใช่อันดับที่พวกเขาต้องการ การแซงมายืนอยู่เหนือกว่าในอันดับตาราง แถมยัดเยียด อันดับที่ 6 ให้กับคู่ปรับตลอดกาลซะ (หากลิเวอร์พูลแพ้อาร์เซน่อลคาบ้าน) คงเป็นอะไรที่สะใจครับ สะใจ จริงๆ การได้ลงสนามคู่แรกก่อนชาวบ้าน แถมยังเจอคู่แข่งอย่างบอร์นมัธที่เปลี่ยนศักราชปีมาเพิ่มคว้าได้แค่ 2 คะแนน แถมแพ้รวดมา 4 เกมติดต่อกันก่อนหน้า ที่ต้องมาเยือนโรงละครแห่งความฝัน ต้องบอกว่าทุกอย่างเป็นใจให้กับ แมนฯยูไนเต็ด เป็นอย่างมาก ... ลากันทีอันดับที่ 6 อันดับที่พวกเขาอยู่มานานถึง 138 วัน (4 เดือนกว่า)

          อนิจจาจันทร์ที่ผ่านมาฟ้าผ่าลงมาที่คิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยมแล้ว ใยจะต้องมาผ่าซ้ำที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ด้วย แมนฯยูไนเต็ดที่ถือความได้เปรียบอย่างเต็มกระบุง กลับไม่สามารถเอาชนะบอร์นมัธที่มีแค่ 10 คนได้ ทั้งๆที่ออกนำไปก่อนแถมยังได้จุดโทษในช่วงครึ่งหลัง จากสะใจครับ สะใจ กลายเป็นคำว่าเจ็บใจครับ เจ็บใจ จากที่วาดฝันว่าจะบอกลาอันดับ 6 กลายเป็นต้องอยู่ต่อที่เดิมไปอีกอย่างน้อย 14 วัน (สัปดาห์นี้แมนฯยูไนเต็ดมีคิวเตะเอฟเอ คัพ ไม่ได้ลงสนามเกมลีก)

          แฟนๆฟุตบอลคงได้ชมเกมนี้ผ่านการถ่ายทอดสดของทางพีพีทีวีไปกันแล้ว น่าจะคิดเหมือนกันกับผมว่ามูรินโญ่ประมาทบอร์นมัธเกินไปเลยจัด 11 ตัวผู้เล่นแบบไม่ยึดเอาทีมชุดเดิมที่ใช้ในช่วงหลังลงสนาม การส่งฟิล โจนส์ที่เพิ่งหายเจ็บ และลุค ชอว์ ที่ไม่ได้เล่นเลยในช่วงหลังๆ ทำให้แผงหลังต้องมาจูนกันใหม่เกือบยกแผง เช่นกันกับการส่งเวนย์ รูนีย์ลงสนามเป็นตัวจริง สุดท้าย 3 คนที่ว่านี่ นอกจากจะโชว์ฟอร์มไม่ได้เรื่องแล้ว ยังถูกเปลี่ยนออกหมดอีกต่างหาก เหมือนเป็นการยอมรับกลายๆของมูรินโญ่ว่า ไม่น่าส่ง 3 คนนี้ลงมาเลยจริงๆ ว่าผลเสมอ 1-1 นี่เสียหายแล้ว แต่การ “ฟันศอก” ของซลาตัน อิบราฮิโมวิช อาจจะเป็นเรื่องที่น่าเสียหายมากกว่า หลังคณะกรรมการควบคุมความประพฤติกรรมของเอฟเอ ออกมาตั้งข้อหาย้อนหลังกับอิบราฮิโมวิชและไทรอน มิงส์ คู่กรณี โทษฐานมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และน่าจะโดนโทษแบนกันไปคนละ 3 เกม ลองคิดภาพแมนฯยูไนเต็ดที่ไม่มีซลาตันเวลานี้ดูสิครับ ถึงแม้เกมล่าสุดจะเล่นไม่ดี แถมยิงจุดโทษไม่เข้า แต่การขาดซลาตันหมายถึงโอกาสอาจจะกลับไปตกลงที่เวนย์ รูนีย์ อีกครั้ง(แน่นอนว่ายังมีแรชฟอร์ดและมาร์กซิยาล ที่เล่นหน้าเป้าได้ด้วย) ก็อาจจะทำให้แฟนๆปิศาจแดงอกสั่นขวัญแขวนได้ ซึ่งถ้าหากซลาตันเลือกที่จะไม่อุทธรณ์ เกมที่จะโดนลงโทษห้ามลงสนามจะเริ่มตั้งแต่สัปดาห์นี้ที่ต้องออกไปเยือนเชลซีในเกมเอฟเอ คัพ ทันที รวมถึงอีก 2 เกมถัดไปในลีกที่ต้องพบกับมิดเดิ้ลสโบร์ช และเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน แค่คิดแฟนบอลก็สั่นแล้วววววววววววว ต้องรอดูว่ามูรินโญ่จะแก้ปัญหานี้อย่างไร

          จบแมนฯยูไนเต็ดไว้แต่เพียงเท่านั้น มาพูดถึงทีมลิเวอร์พูลกันบ้างดีกว่า ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเชื่อได้เลยว่าบรรยากาศที่เกิดขึ้นทั้งกับทีมก็ดี แฟนบอลก็ดี คงไม่พ้นมีแต่ความรู้สึกหดหู่ แพ้เลสเตอร์ยังไม่น่าเสียใจเท่ากับฟอร์มการเล่นที่ดูไร้ความหวัง เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็เป็นอีกคนที่โดนวิพากษ์วิจารณ์ถึงการจัดตัวผู้เล่นแบบขัดใจแฟนบอล เอากลางมาเล่นหลัง เอากลางไปเล่นหน้า สลับไปมาจนปวดหัว ถึงขั้นที่มีกลุ่มแฟนบอลที่ไม่พอใจคล็อปป์ออกมาขับไล่เลยทีเดียว ถ้าใครได้อ่านคอลัมน์ผมในสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมจะบอกไว้ว่าเกมพบกับอาร์เซน่อลนี่สำคัญมาก จะต้องชนะสถานเดียวเท่านั้น หากยังหวังอยากเป็นท็อป 4 ได้ไปแชมป์เปี้ยนส์ ลีก

          ข้ามมาดูฝั่งอาร์เซน่อลกันบ้าง ถือว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของทีมอย่างแท้จริง กระแสไล่อาร์แซน เวนเกอร์ ออกจากทีมกำลังมาแรง ก่อนหน้านี้ในลีก 3 เกมหลัง พลาดท่าพ่ายถึง 2 เกม เท่านั้นยังไม่พอยังออกไปโดนบาเยิร์น มิวนิค ถล่มมาถึง 5-1 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย โอกาสเข้ารอบริบหรี่ จนแฟนบอลแห่กันขายตั๋วเกมที่ 2 ที่จะกลับมาเล่นที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ชนิดที่ว่าสนามว่างเลยทีเดียว ซ้ำยังมีข่าวเรื่องบรรดานักเตะตัวเก่งอย่างอเล็กซิส ซานเชส หรือเมซุส โอซิล ต้องการอยากจะย้ายทีมออกมาเป็นระยะด้วย การพบกันของทั้งคู่ในเวลานี้เลยถือว่าเป็นมวยถูกคู่ ถูกเวลาอย่างแท้จริง ไม่ต้องมีใครได้เปรียบใคร เพราะต่างอยู่ในช่วงฟอร์มไม่ดีด้วยกันทั้งคู่

          เจอร์เก้น คล็อปป์ เลือกที่จะจัดทีมแบบถูกใจแฟนส่งรักนาร์ คลาวาน ลงมาแทนลูคัส ที่เหลือยังใช้ผู้เล่นชุดเดิมจากเกมที่แล้ว แต่เท่านี้ก็ทำเอาสาวกเดอะ ค็อป ปลื้มปริ่มแล้วที่คล็อปป์ยอมส่งเซนเตอร์อาชีพลงมาสักที ตรงกันข้ามกับเวนเกอร์ที่ทำช็อกแฟนบอลด้วยการดรอป อเล็กซิส ซานเชส นักเตะที่ดีที่สุดของทีมไว้บนม้านั่งสำรอง แล้วส่งมหาเทพ แดนนี่ เวลเบ็ค ลงสนามกะใช้ความเทพของท่านมหาเทพเวลบิอุสทำลายล้างคู่แข่งเต็มที่ ผมเชื่อว่า ณ เวลานั้นทั้งแฟนบอลลิเวอร์พูลและอาร์เซน่อลต่าง “งง” ไปตามๆกันว่าเหตุไฉนเวนเกอร์ถึงกล้าดรอปอเล็กซิสไว้ตรงที่ม้านั่งสำรอง ข่าวที่ว่าเวนเกอร์และอเล็กซิสมีปัญหากันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นอีกเมื่อมาถึงจุดนี้ ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่เวนเกอร์ทำจะถูกต้องหรือไม่ในเวลานั้น หากปืนใหญ่เป็นฝ่ายเอาชนะได้นั่นคือ เวนเกอร์ถูก แต่ถ้าผลออกมาตรงกันข้าม สิ่งที่รอเวนเกอร์อยู่มันหนักหนาสาหัสกว่าการแพ้แบบธรรมดามากนัก

          แน่นอนถึงเวลานี้เราทราบกันแล้วว่า เวนเกอร์ “คิดผิด” ที่ดรอปอเล็กซิสไว้ข้างสนาม อาร์เซน่อลเมื่อยามที่ไม่มีอเล็กซิสไม่สามารถทำให้เจ้าบ้านระคายเคืองได้เลยแม้แต่น้อย อาร์เซน่อลครองเกมไม่ได้ เปิดเกมบุกไม่ได้ และกลายเป็นฝ่ายที่โดนเจ้าบ้านที่กำลังต้องการความมั่นใจไล่ทุบอยู่ฝ่ายเดียวตลอดครึ่งแรก สกอร์ 2-0 ที่จริงแล้วอาจจะมากกว่าหากคูตินโญ่ไม่พลาดจังหวะเดี่ยวๆกับปีเตอร์ เช็ก ในช่วงนาทีสุดท้าย บาดลึกลงไปถึงหัวจิตหัวใจแฟนบอลปืนใหญ่ทุกคน และเวนเกอร์ก็เหมือนมูรินโญ่(และเจอร์เก้น คล็อปป์ในเกมแพ้เลสเตอร์) ที่ต้องยอมรับกับแทคติกที่ผิดพลาดนำมาสู่ผลการแข่งขันที่ไม่ต้องการ ครึ่งหลังอเล็กซิสได้ลงสนาม เกมของอาร์เซน่อลดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน และก็เป็นอเล็กซิสนี่แหละที่จ่ายให้เวลเบ็คหลุดไปยิงตีตื้นมาเป็น 2-1 เกมเปิดมากขึ้น แต่สุดท้ายแล้วก็ไล่ไม่ทันโดนเจ้าบ้านทำประตูย้ำชัยจากจังหวะโต้กลับในช่วงทดเวลาบาดเจ็บพ่ายไป 3-1 เพิ่มความโกรธเกรี้ยวของแฟนปืนใหญ่ที่มีต่ออาร์แซน เวนเกอร์ ยิ่งขึ้นไปอีก แน่นอนเราได้เห็นป้าย Wanger Out ถูกชูขึ้นอีกครั้งในเกมนี้

          ประเด็นอเล็กซิส ซานเชสกับอาร์เซน่อล นี่ก็น่าสนใจ เพราะสุดท้ายนักข่าวก็ไปขุดคุ้ยออกมาจนได้ว่า สาเหตุที่เวนเกอร์ตัดสินใจดรอปเจ้าตัว มีสาเหตุมาจากการที่อเล็กซิสมีปากเสียงกับเพื่อนร่วมทีมระหว่างฝึกซ้อมก่อนที่เจ้าตัวจะฉุนขาดเดินออกจากสนามทันที มากกว่านั้นในห้องแต่งตัวก็ยังมีการฟาดปากกับเพื่อนร่วมทีมอีกครั้ง จนเหมือนว่าทีมสปิริตของทีมปืนใหญ่จะแตกคอจนต่อกันไม่ติดเสียแล้ว ... สุดท้ายเพื่อรักษาสปิริตของทีมเวนเกอร์ก็เลยต้องเลือกดรอปอเล็กซิส แล้วใช้นักเตะเท่าที่มีลงเล่น ก่อนที่จะโดนลิเวอร์พูลไล่ทุบ จนต้องหันไปพึ่งอเล็กซิสในที่สุด

          เรื่องทำนองนี้ทำให้ผมคิดถึงกรณี หลุยส์ ซัวเรซ กับลิเวอร์พูลในช่วงฤดูกาล 2012/13 เลย ที่เจ้าตัวจงใจทำตัวมีปัญหา เพื่อขอย้ายทีมหลังจากผิดหวังกับผลงานของทีมที่ดูเหมือนว่าตัวเองเล่นดีให้ตายยังไง ทีมก็ฟอร์มไม่กระเตื้องสักที ในเมื่อความสำเร็จไม่มาถึง เติมเต็มความต้องการไม่ได้ ก็คงต้องไปตามหาต่อที่ใหม่ เรื่องนี้จะจบลงแบบซัวเรซหรือไม่ เช่นเดียวกันกับอนาคตของอาร์แซน เวนเกอร์ ที่ยังเป็นเครื่องหมายปริศนาอยู่ คงต้องรอดูตำแหน่งของทีมเมื่อจบฤดูกาลว่าเป็นอย่างไรถึงจะตอบคำถามนี้ได้ การได้โควต้าไปเล่นแชมป์เปี้ยนส์ ลีก เท่านั้น ที่อาจจะรั้งอเล็กซิสเอาไว้ได้ ณ เวลานี้

          ทางด้านลิเวอร์พูล กับฟอร์ม 3 วันดี 4 วันไข้ เล็กๆไม่ ใหญ่ๆเอา ก็ยังคงเป็นปัญหาที่เจอร์เก้น คล็อปป์ ปวดหัวอยู่ ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ลิเวอร์พูลเจอกับทีมระดับเดียวกันอย่างแมนฯยูไนเต็ด, เชลซี, สเปอร์ส และอาร์เซน่อล พวกเขาสามารถเก็บได้ 8 คะแนนจาก 12 คะแนนเต็ม ตัดคะแนนจากทีมลุ้นท็อป 4 ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ แต่กับการเจอทีมระดับล่างแล้ว ลิเวอร์พูลยังไม่สามารถสะกดคำว่า “ชัยชนะ” ได้เลยตั้งแต่เปลี่ยนปฏิทินมาเป็นปี 2017 เก็บได้เพียง 1 คะแนน จาก 12 คะแนนเต็ม ย้ำว่าแค่ 1 คะแนน จาก 4 เกม (เสมอ 1แพ้ 3) และหากคล็อปป์ยังไม่รู้วิธีที่จะหยุดสถิติอันเลวร้ายนี้ ลิเวอร์พูลก็คงไม่สามารถทำอันดับติด 1 ใน 4 ได้แน่นอน การที่คล็อปป์ออกมาบอกผู้เล่นล่วงหน้าว่า “ถึงเวลาที่พวกเขาต้องเล่นเพื่อตัวเองมากกว่าเล่นเพื่อได้ทีมแล้ว” มันก็คือ สัญญาณบอกว่า ใครที่ไม่สามารถโชว์ฟอร์มให้คล็อปป์ประทับใจได้ เตรียมตัวเก็บกระเป๋าย้ายทีมออกไปได้เลย มีเวลาอีก 11 เกม ให้ได้พิสูจน์ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าด้วยไม้นี้ลูกทีมของคล็อปป์จะวิ่งลืมตาย พาทีมไปถึงฝั่งฝันหรือไม่ ถ้าใครดูลิเวอร์พูลเล่นมาตลอด มักจะตั้งคำถามถึงความมุ่งมั่นของผู้เล่นที่มีต่อเกมในสนามที่มักจะเปลี่ยนแปลงไปตามคู่แข่ง ยิ่งไปกว่านั้นกับเกมที่คู่ต่อสู้มาเน้นเกมรับแบบรถบัส ก็ยังเป็นของแสลงให้ได้ลุ้นกันต่อไปว่า คล็อปป์ จะแก้ปัญหาอย่างไร

          ในขณะที่ลิเวอร์พูล, อาร์เซน่อล และแมนฯยูไนเต็ด กำลังลุ่มๆดอนๆ ทีมในกลุ่มนำอย่างแมนฯซิตี้ และท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ กลับมาฟอร์มการเล่นที่ต่างออกไป แมนฯซิตี้หลังจากยอมดรอป เคลาดิโอ บราโว่ แล้วส่ง วิลลี่ กาบาเยโร่ ลงเฝ้าเสาแทน พวกเขาชนะรวด 4 เกมติดต่อกันในลีก ดูเหมือนว่าเปป กวาดิโอล่า จะเข้าใจแล้วว่าจุดอ่อนที่แท้จริงของทีมอยู่ที่ไหน ทีมแมนฯซิตี้ในเวลานี้จึงเป็นทีมที่ค่อนข้างลงตัว ทั้งเกมรุก เกมรับ ที่สำคัญพวกเขารู้ว่าจะเอาชนะทีมเล็กอย่างไร แต่ก็เช่นกันในการเจอกับทีมใหญ่ก็ยังเป็นคำถามอยู่ น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งเพราะแมนฯซิตี้ มีคิวที่ต้องเปิดบ้านรับการมาเยือนของลิเวอร์พูลที่เล็กๆใหม่ ใหญ่ๆเอา ในวันอาทิตย์ที่ 19 มีนาคม 60 เวลา 23.30 น. สาวก พีพีทีวี เอชดี เตรียมลุ้นทีมรักผ่านหน้าจอช่อง 36 ได้เลย ทางด้านสเปอร์ส ที่ แฮรี่ เคน, เดเล่ อัลลี่ รวมไปถึง คริสเตียน อิริคเซ่น กำลังเข้าฝัก ถ้าคู่แข่งไม่เล่นท็อปฟอร์มจริงๆ บอกเลยว่าเคี้ยวสเปอร์สยากมาก และด้วยฟอร์มสม่ำเสมอแบบนี้ ก็ทำให้สเปอร์สน่าจะตีตั๋วไปยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก ได้ไม่ยาก หากไม่พลาดแพ้ภัยตัวเอง

          หงส์, ผี, ปืน อาจจะมีแค่ 1 หรือ 2 ทีมเท่านั้นที่ได้ตั๋วนี้ไป จากสถานการณ์ตอนนี้ (เหลือ 11-12 เกม) ก็ยังไม่มีใครตอบได้ว่าจะเป็นทีมไหน งานนี้ผมภาวนาอย่างเดียว ขออย่าให้ทีมที่ต้องผิดหวังเป็นลิเวอร์พูลเลย

         ใช่ครับ ผมไม่อยากเห็นทีมรักโดนทีมคู่แข่งทิ้งห่างทางด้านการเงิน แต่ที่สำคัญกว่าสำหรับคนไทย คือ การโดน “ล้อ” นี่แหละ และเชื่อว่างานนี้ทั้งแฟนเดอะ ค็อป และสาวกเร้ด เดวิลล์ ก็คิดคล้ายๆกัน

            ไม่ได้ไปแชมเปี้ยนส์ ลีก ว่าเจ็บแล้ว แต่การโดนล้อ “ใต้ teen” นี่อาจจะเจ็บมากกว่า

            ว่าแล้วก็กดดูตารางคะแนนแปปนึง ไหนใคร “ใต้ teen” นะ อิอิ

 

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ... สิ่งที่เย้ายวนมากกว่าแชมป์บอลถ้วย

          การได้ไป ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สำหรับสโมสรแล้ว นอกจากชื่อเสียงที่จะทำให้ดึงดูดนักเตะฝีเท้าดีดีให้มาร่วมทีมได้แล้ว ยังหมายถึงเม็ดเงินจำนวนมหาศาล ที่สโมสรจะได้จากการเข้าร่วมแข่งขันด้วย โดยเฉพาะเงินอุดหนุนและค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดที่แค่เข้ารอบแบ่งกลุ่มก็จะมีเงินตุนอยู่ในกระเป๋าแน่นอนแล้วราวๆ 40 ล้านยูโร (อ้างอิงจากรายได้ของแมนฯยูไนเต็ด ที่ตกรอบแรกเมื่อฤดูกาล 2015/16 มีรายรับจากยูฟ่าราว 38.1 ล้านยูโร) เงินจำนวนนี้มากพอๆกับรายรับที่ลิเวอร์พูลได้รับแต่ต่างตรงที่ลิเวอร์พูลต้องเตะถ้วยยูโรป้า ลีก จนถึงรอบชิงชนะเลิศเลย ขณะที่แมนฯยูไนเต็ดเล่นแค่รอบแบ่งกลุ่มแชมป์เปี้ยนส์ ลีก ก็ได้มาแล้ว 40 ล้านยูโร หรือประมาณ 35 ล้านปอนด์ คือ ส่วนต่างขั้นต่ำที่สโมสรที่ได้ไปร่วมศึกยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก ได้รับ นี่ยังไม่รวมรายได้จากช่องทางอื่นเช่น การขายตั๋วเข้าชมการแข่งขัน, การขายของที่ระลึก และการขายสปอนเซอร์ในเกมยุโรป ทั้งหมดรวมกันแล้วถือว่าเป็นเงินก้อนที่มหาศาลที่สามารถเอามาลงทุนเล่นแร่แปรธาตุเป็นค่าตัวและค่าเหนื่อยของนักเตะฝีเท้าดีระดับสตาร์ได้สบาย

          ขอเอาตัวอย่างผลงานและรายรับของทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลยุโรปในฤดูกาลที่แล้ว (2015/16) มาให้ได้รับชมกันครับ ทีมที่มีรายรับสูงที่สุดกลับไม่ใช่ทีมแชมป์อย่างเรอัล มาดริด หรือรองแชมป์อย่างแอตเลติโก้ มาดริด 2 ทีมดังจากสเปน แต่กลับกลายเป็น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เข้าถึงรอบ 4 ทีมสุดท้าย ที่ซัดรายได้ไปทีมเดียวสูงถึง 83.9 ล้านยูโร (72.5 ล้านปอนด์) แบ่งเป็นเงินรางวัลจากทางยูฟ่า (เข้าถึงรอบ 4 ทีม) 36.9 ล้านยูโร และส่วนแบ่งการถ่ายทอดสด 46.9 ล้านยูโร ในขณะที่ทีมแชมป์อย่างเรอัล มาดริด ฟาดเงินจากทางยูฟ่าไป 80.1 ล้านยูโรเท่านั้น (เงินรางวัล 54 ล้านยูโร + ส่วนแบ่งการถ่ายทอดสด 26 ล้านยูโร) ส่วนแบ่งการถ่ายทอดสดของแต่ละประเทศ คือ ตัวแปรสำคัญที่ทำให้เงินรายได้ของแต่ละทีมสูงต่ำไม่เท่ากัน ทั้งนี้ที่แต่ละประเทศได้ไม่เท่ากันนั้น ยูฟ่าอิงมาจากราคาประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดของประเทศนั้นๆ ที่อังกฤษปัจจุบัน บีที สปอร์ต เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในสัญญา 3 ปี (2015-2018) ที่ทุ่มทุนประมูลมาในราคาซีซั่นละ 300 ล้านยูโร (รวมราคาจ่าย 900 ล้านยูโรตลอด 3 ปี) และล่าสุดเมื่อวานนี้ บีที สปอร์ต ประกาศความเป็นเจ้ายุโรปในประเทศอังกฤษอีกครั้ง เมื่อประมูลลิขสิทธิ์การแข่งขันฟุตบอลถ้วยยุโรป(ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก + ยูโรป้า ลีก) ได้อีก 3 ฤดูกาลต่อไป (2018-21) โดยใช้เงินทุนมากเป็นประวัติการณ์ถึง 456 ล้านยูโรต่อฤดูกาล หรือเพิ่มจากสัญญาเดิมอีก 52% เลยทีเดียว นั่นเท่ากับว่าส่วนแบ่งการถ่ายทอดสดของทีมจากอังกฤษก็จะเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมแน่นอน และนี่คือ ขุมทรัพย์ที่บรรดาทีมชั้นนำต้องเข้ามามีส่วนร่วมให้ได้ หากไม่อยากโดนคู่แข่งทีมอื่นๆฉีกหนีออกไป

          จะเห็นได้ว่านอกจากศักดิ์ศรีของแฟนบอลแล้ว ในฐานะสโมสรเองก็ยอมไม่ได้เช่นกันหากไม่ได้ไปเล่นแชมป์เปี้ยนส์ ลีก การต่อสู้ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่ความสะใจของแฟนบอลที่ “ใครจะอยู่เหนือใคร” แต่เป็นโอกาสในการ “ทิ้งห่าง” ทีมอื่นๆทั้งทางด้าน ชื่อเสียง เกียรติยศ และที่สำคัญคือ “ฐานะทางการเงิน” ที่ทำให้ช่องว่างระหว่างทีมที่เข้าร่วมและไม่เข้าร่วมห่างกันมากขึ้นทุกที

 

ต้น วโรดม

 

AFP Photo / PAUL ELLIS
AFP Photo / OLI SCARFF
AFP Photo / SCOTT HEPPELL
AFP Photo / FILIPPO MONTEFORTE
www.swissramble.blogspot.com

TOP บทความกีฬา
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ