คอลัมน์ ต้น...ทางฟุตบอล by ต้น วโรดม : Yes !! We Can (เยส !! วี ชาน)

โดย PPTV Online

เผยแพร่

คอลัมน์ ต้น...ทางฟุตบอล by ต้น วโรดม

คอลัมน์  ต้น...ทางฟุตบอล  by  ต้น วโรดม  :  Yes !! We Can (เยส !! วี ชาน)

          เล็กๆไม่ ใหญ่ๆ เอา ... หากจะพูดถึงฟอร์มของ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ในช่วง 2 เดือนกว่าที่ผ่านมา เชื่อว่าเหล่าบรรดาเดอะ ค็อป ทั้งไทยและเทศคงมึนตึ้บ เจอทีมใหญ่ในกลุ่มท็อป 6 ลิเวอร์พูลสามารถเก็บคะแนนได้เป็นกอบเป็นกำ ตรงกันข้ามกับเวลาเจอทีมที่อันดับต่ำกว่ากลับทำคะแนนหกเรี่ยราดชนิดทีมว่า ควานหาชัยชนะไม่ได้เลยตั้งแต่เปลี่ยนศักราชมาเป็นปี 2017 การพบกับเบิร์นลีย์ในบ้านเกมนี้จึงเป็นสิ่งที่ทีมเจ้าบ้านหนักใจไม่มากก็น้อย

คอลัมน์  ต้น...ทางฟุตบอล  by  ต้น วโรดม  :  Yes !! We Can (เยส !! วี ชาน)

          เบิร์นลี่ย์ แม้จะเป็นทีมที่ฟอร์มการเล่นห่วยแตกเวลาออกไปเล่นเป็นทีมเยือน เก็บได้เพียงแค่ 2 คะแนน จากการเสมอ 2 เกมที่เหลือแพ้รวด แต่ฟอร์มการเล่นไม่ได้ห่วยตามชื่อชั้นหรือสถิติที่ได้เห็น ก่อนเกมนี้ผลงานของเบิร์นลีย์ในการออกไปเยือนทีมท็อป 6 ทำได้อย่างน่าประทับใจ ทุกคนคงยังจำกันได้ 1 จาก 2 คะแนน ที่เบิร์นลีย์ได้มา คือ ออกไปยันเสมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0-0 ในขณะที่อาร์เซน่อลก็ต้องพึ่งจุดโทษนาที 90+7 ปล้นชัยชนะมาในวินาทีสุดท้าย ทางด้านสเปอร์ส และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็หืดจับกว่าจะเอาชนะได้ด้วยผลต่าง 1 ประตู อาจจะมียกเว้นเชลซี ที่สบายกว่าเพื่อนแต่โดยรวมในเกมก็ไม่ได้ง่ายเหมือนผลสกอร์ ด้วยเหตุนี้ เบิร์นลีย์จึงไม่ใช่ทีมที่กลัวในการลงเล่นพบทีมใหญ่แน่ ยิ่งมาพบกับลิเวอร์พูลชั่วโมงนี้ ผมเชื่อว่าเบิร์นลีย์ไม่ได้อยากมาแค่เอาผลเสมอแน่ เบิร์นลีย์รู้ดี เหมือนกับที่ทุกปีในลีกสูงสุด หากต้องการชนะลิเวอร์พูลพวกเขาต้องเล่นแบบไหน

          ตัดฉับกลับมาที่ทีมเจ้าบ้าน ลิเวอร์พูล อีกครั้ง ก่อนเกมนี้เจอข่าวร้ายทีมต้องเสียโรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ที่ฟอร์มกำลังกลับมาหลังยิง 1 จ่าย 1 ในเกมพบกับอาร์เซน่อลในเกมก่อนหน้า เมื่อรวมกับจอร์แดน เฮนเดอร์สัน และเดยัน ลอฟเรน ที่เจ็บไปก่อนหน้านี้ รายชื่อ 11 ตัวจริงของพวกเขาจึงไม่ใช่ทีมที่แข็งแกร่งที่สุด และยิ่งถ้ากวาดตาไปมองที่รายชื่อสำรองด้วยแล้ว ทีมต้องส่งชื่อผู้เล่นอายุต่ำกว่า 19 ปี มานั่งเป็นตัวเปลี่ยนเกมถึง 3 คน ! ไม่ใช่เรื่องที่เห็นกันบ่อยนักหรอกมีใหญ่ใน พศ นี้ ซึ่งมันก็สะท้อนกลับมาด้วยผลงานที่ไม่สม่ำเสมอนี่แหละ

          แต่เอาจริงๆแล้ว  สิ่งที่แฟนบอลชาวไทยกลัว ไม่ใช่ฟอร์มการเล่นที่ไม่สม่ำเสมอหรือปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บหรอกครับ สิ่งที่กลัวที่สุดก็คือ เกมนี้ พีพีทีวี ช่อง 36 ดั้น ถ่ายทอดสดต่างหาก 5555 แบบนี้จากที่เสียวอยู่แล้ว ยิ่งเสียวไปกันใหญ่ ! เอาตามตรงผมเองก็งงๆ กับเรื่องอาถรรพ์พีพีทีวีนี้อยู่พอสมควร ภาพเกมแพ้เบิร์นลี่ย์ 2-0 รวมไปถึงเกมโดนบอร์นมัธไล่แซงชนะ 4-3 ยังติดตาอยู่ถึงทุกวันนี้ แต่ก็ดีไปอีกแบบนอกจากกองเชียร์จะได้ลุ้นแบบเสียวสันหลังแล้ว ยังเผื่อพื้นที่ให้กองแช่งมาได้ลุ้นบ้าง ในวันที่ทีมตัวเองไม่ได้แข่ง อิอิ

          สุดท้ายอาถรรพ์พีพีทีวีก็ไม่ทำงาน ผลการแข่งขันเมื่อจบเกมเบิร์นลีย์ทำได้แค่เกือบเพิ่มชื่อตัวเองลงไปใน Class of 2017 ที่เอาชนะลิเวอร์พูลได้แบบที่สวอนซี, ฮัลล์ และเลสเตอร์ ซิตี้ ทำได้ จริงๆถ้าเบิร์นลีย์คิดได้และทำการบ้านมาดีกว่านี้อีกสักนิด สั่งพักงานฌอน ไอซ์ แล้วตั้งกุนซือชั่วคราวมาคุมทัพแทนในเกมนี้ พวกเขาอาจจะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะไปแล้วก็ได้ ฮ่าๆ ชัยชนะของลิเวอร์พูลที่เจอร์เก้น คล็อปป์บอกว่าเป็น Ugly Winner หรือ ชนะแบบไม่สมควรจะชนะ เป็นอย่างไร ฟอร์มลิเวอร์พูลของจริงกลับมาแล้วใช่หรือไม่ ลองมาว่ากันเป็นข้อๆ ดังนี้

1. Ugly Winner

          ขึ้นชื่อว่าชัยชนะจะสวยงามหรือไม่สวยงามมันก็คือ 3 คะแนน เท่ากัน ในเกมตั้งแต่ผู้ตัดสินเป่าเริ่มเกมจนกระทั่งเป่าจบการแข่งขัน ใครทำประตูได้เยอะกว่าทีมนั้นคือฝ่ายชนะ เกมนี้สิ่งที่ลิเวอร์พูลดีกว่าเบิร์นลีย์จริงๆคือ การส่งบอลเข้าไปนอนที่ก้นตาข่าย ที่เหลือเบิร์นลีย์มาดีจริงๆ อย่างที่บอกเวลานี้ทุกทีรู้แล้วว่าถ้าจะต้องเล่นกับลิเวอร์พูลให้ได้ชัยชนะต่อเล่นอย่างไร อย่าว่าแต่โค้ชทีมอื่นเลย แฟนบอลอย่างเราๆยังดูออกว่า เล่นกับลิเวอร์พูลแค่เล่นรับให้แน่นแล้วโยนบอลไปข้างหน้าให้ศูนย์หน้าหรือปีกที่มีความเร็ววิ่งแข่งกับกองหลัง ก็มีโอกาสแล้ว สวอนซี, ฮัลล์, เลสเตอร์ รวมถึงซันเดอร์แลนด์ 4 ทีมนี้เก็บคะแนนจากลิเวอร์พูลได้มากถึง 10 จาก 12 คะแนนเต็ม ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ทั้งหมดเกิดจากการโจมตีแบบเดิมๆทั้งสิ้น เบิร์นลีย์ก็เช่นกัน ตลอดทั้งเกมเบิร์นลีย์มีโอกาสยิงถึง 11 ครั้ง ขณะที่เจ้าบ้านมีโอกาสยิงแค่ 10 ครั้งเท่านั้น(ยิงตรงกรอบครั้งแรก คือ ไวจ์นาลดุมยิงประตูได้นาที 45+1) เป็นปัญหาที่คล็อปป์และลูกทีมพบเสมอเวลาเจอทีมเล็ก คือ ครองบอลได้ ขึงเกมได้ แต่หาจังหวะจบไม่ได้ ซ้ำร้ายยังโดนจังหวะสวนกลับบุกมายิงอีกบ่อยๆ ต่างจากเวลาเจอทีมใหญ่ที่จะเปิดเกมเปิดแลกกันมากกว่า ดังนั้นชัยชนะในเกมที่น่าอึดอัดเช่นนี้จึงถือว่าน่ายินดีด้านผลการแข่งขันแบบที่คล็อปป์บอกจริงๆ การลุ้นอันดับท็อป 4 เหลืออีกแค่ 10 เกม (บางทีม 11-12 เกม) ด้วยจำนวนเกมน้อยขนาดนี้ ไม่มีเวลาจะมานั่งคิดแล้วว่าจะชนะสวยงามหรือไม่ หวังว่าชัยชนะนัดนี้ จะทำให้วิญญาณเพชรฆาตทีมเล็กที่หลับอยู่ในตัว กลับมาบ้างไม่บ้างก็น้อยนะ ท่องเอาไว้ อีก 10 ทีมมันทีมใหญ่ๆๆๆๆๆ

2. ร่างกายต้องการปะทะ

          นักเก็บสถิติฝรั่งหลายคนให้ประเด็นนี้ไว้น่าสนใจมากครับ นั่นคือ ทีมคู่ต่อสู้ที่มาเล่นกับลิเวอร์พูลมักจะใช้แทกติกบอลยาวรวมกับการเข้าปะทะหนักเพื่อสู้กับทีมหงส์แดงเสมอ จากสถิติที่เก็บรวบรวมตั้งแต่เปิดฤดูกาลมาลิเวอร์พูลเป็นทีมที่มีเปอร์เซนต์การแย่งโหม่งสำเร็จต่ำที่สุดในบรรดา 20 ทีม คือ 42.6% เท่านั้น ห่างจากอันดับ 1 อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ได้ 57.4% อยู่กว่า 15%

คอลัมน์  ต้น...ทางฟุตบอล  by  ต้น วโรดม  :  Yes !! We Can (เยส !! วี ชาน)

          ไม่แปลกใจที่ค่าเฉลี่ยการแย่งโหม่งต่อเกมของลิเวอร์พูลจะสูงถึง 37.7 ครั้งต่อเกม สูงที่สุดในบรรดาทีมครึ่งบนของตาราง เพราะโดนคู่ต่อสู้ถล่มด้วยลูกบอมรัวๆ ชนิดที่ว่าเกมนึงโหม่งกันหัวบวมเลย ที่เป็นเช่นนี้นอกจากความอ่อนเชิงในเรื่องการเล่นลูกกลางอากาศของลิเวอร์พูลแล้ว เหตุผลหลักๆอีกข้องหนึ่งยังเป็นเพราะ ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่มีค่าเฉลี่ยส่วนสูงและน้ำหนักต่ำที่สุดในพรีเมียร์ลีกอีกด้วย คิดภาพง่ายๆเวลาเจอทีมพวกสโต๊ก ซิตี้ หรือคริสตัล พาเลช เวลายืนกันในสนามเหมือนพ่อกับลูกลงไปปะทะกัน แบบนี้มันก็ลำบากครับ

คอลัมน์  ต้น...ทางฟุตบอล  by  ต้น วโรดม  :  Yes !! We Can (เยส !! วี ชาน)

3. เอมเร่ ชาน

          เอมเร่ ชาน บุตรแห่งเจอร์เก้น ชายผู้เป็นที่ถกเถียงกันในหมู่แฟนบอลเป็นวงกว้างว่า สรุปแล้วชายคนนี้ ของแท้ หรือ ของเทียม กันแน่ ทำไม เจอร์เก้น คล็อปป์ ถึงไว้วางใจให้ลงสนามจังเลย จริงๆคำตอบในเรื่องนี้มันสอดคล้องกับเรื่องที่ 2 ที่ผมกล่าวไปก่อนหน้านี้ นั่นก็คือ เรื่องลูกโหม่งนั่นเอง เอมเร่ ชาน เป็นนักเตะที่มีเปอร์เซนต์แย่งโหม่งสูงเป็นอันดับ 3 ของทีม (57%) เป็นรองแค่เดยัน ลอฟเรน (63%) และโจเอล มาติป (60%) เท่านั้น

คอลัมน์  ต้น...ทางฟุตบอล  by  ต้น วโรดม  :  Yes !! We Can (เยส !! วี ชาน)

          อย่างในเกมพบกับเบิร์นลีย์ล่าสุดก็เป็นเอมเร่ ชาน คนนี้นี่เองที่โหม่งเอาชนะคู่แข่งได้ถึง 7 ครั้ง สูงที่สุดในทีม โอเคถึงแม้ว่าดูชานแล้วจะหงุดหงิดไปบ้าง แต่ประโยชน์ตรงนี้ของชาน ทีมยังคงต้องพึ่งพาอยู่ จนกว่าจะมีนักเตะใหม่ที่ลงตัว การมีเอมเร่ ชาน ในสนามโดยเฉพาะเกมที่ต้องใช้ร่างกายเข้าปะทะหนักๆ ถือว่าจำเป็น

          แล้วตำแหน่งของเอมเร่ ชาน จริงๆควรจะอยู่ตรงไหน ? เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย อย่างเจมี่ คาร์ราเกอร์ ก็ให้ความคิดเห็นไว้ว่า คล็อปป์ควรจะหยุดสลับตำแหน่งชานมั่วซั่วได้แล้ว ชานไม่ใช่นักเตะที่จะทำได้ดี 5-6 ตำแหน่ง ชานควรมีตำแหน่งเดียวแล้วปั้นให้ปังๆได้แล้ว อย่างในเกมกับเบิร์นลีย์ ชานเริ่มต้นในตำแหน่งกองกลางตัวกลาง แต่จบลงด้วยตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟตัวที่ 3 ซึ่งหลังเกมคล็อปป์ให้สัมภาษณ์ว่า เขาเองคิดว่าชานมีความสามารถที่จะช่วยแผงหลังให้แข็งแกร่งขึ้น (โดนเบิร์นลีย์บุกจนเซ) การถอยชานลงไปเล่นทำให้พื้นที่ระหว่าฃเซนเตอร์และฟูลแบ็ก 2 ข้าง แคบลง ปิดการโจมตีทางกราบของทีมเยือนได้ โดยเฉพาะตำแหน่งแบ็คซ้ายของทีมที่มิลเนอร์กับคลาวาน เอาชนะอังเดร เกร์ย ไม่ได้เลยซึ่งต้องชื่นชมคล็อปป์ที่กล้าทำแบบนั้นกับลูกรักเบอร์ต้นๆของตัวเอง

คอลัมน์  ต้น...ทางฟุตบอล  by  ต้น วโรดม  :  Yes !! We Can (เยส !! วี ชาน)

          แต่ถ้าให้พูดจริงๆ ผมว่าคล็อปป์มองเอมเร่ ชาน เป็นตำแหน่งกลางรุกนะ อย่างที่กล่าวไป ด้วยรูปร่างและเหลี่ยมบอลที่แม้จะดูช้า แต่ในจังหวะเข้าได้เข้าเข็ม ผมถือว่าชานมีทีเด็ดพอสมควร ลูกยิงจากแถว 2 ก็ถือว่าพอวัดได้เสียวเล็กๆ อย่าง 2 ประตูล่าสุดที่ลิเวอร์พูลทำได้จากนอกเขตโทษก็เป็นชานคนนี้แหละที่เหมาคนเดียว เกมแพ้บอร์นมัธ 4-3 และล่าสุดชนะเบิร์นลีย์ 2-1) แต่จนกว่าจะถึงเวลานั้น ฤดูกาลนี้อีก 10 เกม ก็ยังคงเป็นเรื่องหัวเลี้ยวหัวต่อของเอ็มเร่ ชานต่อไป เพราะถ้าหากยังโชว์ผลงานได้ไม่น่าประทับใจ กับสัญญาที่เหลืออยู่อีกปีเดียว มันก็พูดยากนะถึงเรื่องอนาคต

4. King of Come back

          ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี แต่หลังจบเกมลิเวอร์พูล VS เบิร์นลีย์ ลิเวอร์พูลก็ถีบตัวเองขึ้นสูงอันดับ 1 ของตารางทีมที่โดนนำแล้วพลิกสถานการณ์กลับมาเอาชนะคู่แข่งในฤดูกาลนี้ได้มากที่สุด จาก 11 เกมที่โดนคู่แข่งออกนำไปก่อน ลูกทีมของคล็อปป์สามารถพลิกกลับมาเป็นฝ่ายชนะได้ 4 เกม คิดเป็น 36% นอกจากนี้ยังตีเสมอได้อีก 2 เกม เก็บคะแนนคืนมาได้ 12 คะแนน เท่ากับสเปอร์ส (ชนะ 3 เสมอ 5 แพ้ 3)

คอลัมน์  ต้น...ทางฟุตบอล  by  ต้น วโรดม  :  Yes !! We Can (เยส !! วี ชาน)

          ไม่รู้จะดีใจกับสถิติแบบนี้ดีไหม แต่อย่างน้อยก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าลิเวอร์พูล ชั่วโมงนี้ ... ถ้าทุบต้องทุบให้ตาย เอาแบบให้หัวแบะแล้วย่างไฟร้อนๆไปเลย ... ไลเวอร์เบิร์ด กับ นกฟินิกซ์ อาจจะคนละสายพันธุ์แต่ก็เป็นนกในตำนานเหมือนกันนะ รู้ยัง ??

 

ต้น วโรดม

 

AFP Photo / PAUL ELLIS
www.tomkinstimes.com

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ