ศึกเมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บี้แมตช์ครั้งที่ 228 จบลงด้วยชัยชนะของทีมเจ้าบ้านอย่าง ลิเวอร์พูล เหนือทีมพี่น้องอย่างเอฟเวอร์ตัน 3-1 กับเกมที่สนุกและตื่นเต้นตลอด 90 นาที สมชื่อดาร์บี้แมตช์ ผมเชื่อว่าแฟนคอลัมน์ผมทุกคนคงได้ดูเกมถ่ายทอดสดจากหน้าจอพีพีทีวีของเรากันแล้ว คงได้เห็นกันว่าลิเวอร์พูลเวลานี้ 3 ประสานอย่างมาเน่ – ฟีร์มิโน่ – คูตินโญ่ ดูเขาขารู้ใจกันจริงๆ
แต่น่าเสียดาย เวลาที่ลิเวอร์พูลกำลังจะเล่นดีทีไรก็มักจะต้องมีปัญหาเข้ามาขัดจังหวะเสมอ แม้ตารางแข่งขันลิเวอร์พูลดูจะได้เปรียบทีมคู่แข่งทีมอื่น แต่ปัญหาเรื่องอาการบาดเจ็บของตัวผู้เล่นก็ยังตามมาหลอกหลอนอย่างไม่ลดละ ล่าวุด ซาดิโอ มาเน่ เจ็บจนถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนามไป และยังไม่ทราบว่าต้องพักรักษาตัวนานขนาดไหน แต่เบื้องต้นลิเวอร์พูลจะไม่มีมาเน่ตลอดสัปดาห์นี้อย่างแน่นอน เมื่อรวมกันกับตัวหลักที่พากันเจ็บไปก่อนหน้านี้อย่างจอร์แดน เฮนเดอร์สัน และอดัม ลัลลาน่า เท่ากับ 3 ตัวจริงที่ถ้าสบายดีต้องได้ลงสนามแน่ๆ หายไปถึง 3 คน นี่ไม่นับพวกเล่นเกมเจ็บ 3 เกมอย่างดาเนียล สเตอร์ริดจ์ หรือโจเอล มาติป อีก เท่ากับว่าในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่จะวัดว่าลิเวอร์พูลจะได้ไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หรือไม่ ลิเวอร์พูลต้องฝากอนาคตไว้กับตัวสำรอง และเด็กๆจากทีมเยาวชน โดยที่ต้องภาวนาให้ตัวหลักที่เหลืออย่ามีใครต้องเจ็บซ้ำอีก ... ไม่ใช่เรื่องที่แฟนบอลและเจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องการเลยจริงๆ เป็นบทเรียนที่ล้ำค้าและน่าสนใจมากว่าตลาดนักเตะหน้าร้อนที่จะถึงนี้ คล็อปป์ จะใช้เงินแก้ปัญหาขนาดทีมที่เล็กเกินไปของทีมได้ดีขนาดไหน
จั่วหัวมาแบบนี้ ผมไม่ได้จะมาเขียนเรื่องตลาดนักเตะ วันนี้ผมจะเขียนถึงเรื่อง 60 เกมในลีกของเจอร์เก้น คล็อปป์ กับลิเวอร์พูลต่างหาก 60 เกมที่ว่า แบ่งออกเป็น 30 เกม เมื่อฤดูกาลก่อนหน้า กับ 30 เกมในฤดูกาลนี้ นั่นเอง
เจอร์เก้น คล็อปป์ เริ่มเข้ามาคุมทีมลิเวอร์พูลตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2015 หรือเมื่อ 16 เดือนก่อนหน้า คุมลิเวอร์พูลเล่นเกมลีกนัดแรก พาทีมออกไปยันเสมอกับสเปอร์สที่ไวท์ ฮาร์ท เลน ได้ 0-0 นับจากเกมนั้นจนถึงเสาร์ที่ผ่านมาในเกมไล่ทุบเอฟเวอร์ตัน คล็อปป์คุมลิเวอร์พูลครบ 60 เกม ในพรีเมียร์ลีกพอดี
30 เกมแรกของคล็อปป์กับลิเวอร์พูลเมื่อฤดูกาลก่อน พาทีมชนะได้ 13 เกม เสมอ 9 และแพ้ 8 ยิงได้ 55 เสีย 40 เก็บได้ 48 คะแนน คิดเป็น 1.6 คะแนนต่อเกม ด้วยสถิติเช่นนี้ลิเวอร์พูล จึงไม่สามารถทำอันดับในตารางคะแนนติดพื้นที่ไปเล่นฟุตบอลยุโรปได้
ขณะที่ 30 เกม ในฤดูกาลนี้ พวกเขาชนะ 17 เสมอ 8 และแพ้ 5 ยิงได้ 64 เสีย 37 เก็บได้ 59 คะแนน หรือคิดเป็น 1.97 คะแนนต่อเกม รั้งอันดับ 3 ของตารางคะแนนอยู่ในเวลานี้ แค่ฤดูกาลเดียว ลิเวอร์พูลมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ทั้งๆที่ผู้เล่นตัวจริงฤดูกาลก่อนและฤดูกาลปัจจุบันแทบจะยกชุดกันมา แตกต่างแค่ 3 นักเตะใหม่ที่คล็อปป์นำเข้ามาในช่วงก่อนเปิดฤดูกาล ซาดิโอ มาเน่, จีนี่ ไวจ์นาลดุม และโจเอล มาติป เท่านั้น ตรงนี้แสดงให้เห็นว่าการเสริมทีมที่ดี ส่งผลลัพธ์ต่อฟอร์มโดยรวมของทีมได้จริง และตลาดนักเตะหน้าร้อนนี้ หากทีมต้องการยกระดับไปอีกขั้น คล็อปป์ก็ต้องซื้อผู้เล่นในระดับค่าตัว 25-40 ล้านปอนด์ เข้ามาเสริมทีมอีกอย่างน้อย 2-3 คน (อ้างอิงจากค่าตัวของไวจ์นาลดุลและมาเน่)
ตลอด 60 เกมของคล็อปป์กับลิเวอร์พูลในลีก สิ่งหนึ่งที่เป็นเครื่องหมายการค้าของคล็อปป์นั่นคือ เกมรุกที่มีความจัดจ้าน ยิงประตูได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ตั้งแต่คล็อปป์เข้ามาคุมทีม ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่ทำประตูได้สูงที่สุดในลีก คือ 119 ประตู หรือตก เกมละ 2 ประตู มากกว่าทีมดังๆที่มีกองหน้าแพงๆอย่างเชลซี, แมนฯซิตี้ หรือแมนฯ ยูไนเต็ด
119 ประตูในเกมลีกยุคเจอร์เก้น คล็อปป์ มาจากนักเตะทั้งสิ้น 19 คนด้วยกัน (ถ้ารวมฝั่งตรงข้ามทำเข้าประตูตัวเองจะเป็น 20) ถือว่าหลากหลายมากต่างทำประตูได้ในยุคของคล็อปป์ทั้งสิ้น เป็นข้อดีที่หาได้ยากในทีมสมัยนี้ที่จะมีผู้เล่นที่ทำประตูได้ในทุกตำแหน่ง โดยที่ดาวซัลโวสูงสุดในยุคของคล็อปป์ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ กองหน้า False 9 ขวัญใจคล็อปป์ทำไป 19 ประตู !! 19 ประตู จาก 119 ประตูทั้งหมด ก็ได้อันดับ 1 แล้ว ลองคิดภาพทีมอื่นอย่างเชลซีก็ได้ ถ้ายิง 119 ประตู ทุกคนต้องคาดหวังแน่นอนว่าจะเป็นดีเอโก้ คอสต้าที่จำนวนราว 30-40 ประตู แต่ที่ลิเวอร์พูล มันไม่ใช่ !! ส่วนอันดับ 2 คือ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ 14 ประตู ตามติดมาด้วยอันดับ 3 ซาดิโอ มาเน่ ที่แม้จะพึ่งย้ายมาร่วมทีมแต่ก็กดไป 13 ประตูแล้ว ... 3 อันดับแรกผ่านไป ไม่มีกองหน้าอาชีพจริงติดอยู่ในรายชื่อสักคน !! โดยกองหน้าอาชีพจริงๆที่ติดอันดับเข้ามา คือ ดิวอก โอริกี้ ยิงได้ 10 ประตู น้อยกว่าลัลลาน่าและเจมส์ มิลเนอร์ ด้วยซ้ำ !! ลองคิดภาพหากลิเวอร์พูลสามารถติดปีกกองหน้าที่สามารถรับประกันประตูมากกว่า 20 ประตูต่อฤดูกาลแบบที่คล้อปป์เคยมีโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้หรือโอบาเมยังเข้ามาเสริมทัพในตลาดนักเตะที่จะถึงนี้ดู แค่คิดก็สนุกแล้วใช่มั้ยครับ
ทั้งหมดที่เขียนมานี่ ตอนแรกบอกว่าจะไม่เกี่ยวกับตลาดนักเตะ สุดท้ายก็ทำไม่ได้ต้องโยงเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยจนได้ ลิเวอร์พูลจะพัฒนาขึ้นได้ การเสริมทีมในตลาดนักเตะถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา แม่ทัพดีจำเป็นต้องได้ขุนพลดีคู่ใจฉันใด โค้ชฟุตบอลเองก็ต้องการนักเตะชั้นดีมาร่วมทีมฉันนั้น
ดังนั้นเพื่อที่จะได้นักเตะชั้นดีมาร่วมทีม การได้เข้าร่วมศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สำหรับลิเวอร์พูลถือว่าเป็น “ไฟท์บังคับ” ที่ทีมต้องทำให้ได้ 8 เกมสุดท้าย แม้ทีมจะพิการขนาดไหน คล็อปป์ก็ต้องปลุกใจลูกทีมให้สู้ให้มากที่สุด ชะตาอนาคตของทีมอยู่ในมือตัวเองแล้วครับ ขอแค่ชนะให้มากที่สุดในนัดที่เหลือ ก็ไม่ต้องสนใจผลการแข่งขันของทีมอื่นให้เมื่อยตุ้ม
ว่าแล้วก็สัปดาห์นี้ 2 เกม (เหย้าบอร์นมัธ เยือนสโต๊ก) อย่าทำให้ผิดหวังนะ
ปล 1. เรื่องเกมรับ ไว้จะมาพูดถึงวันหลัง มันยาวขอแยกแตกประเด็นออกไป
ปล 2. เกม สโต๊ค ซิตี้ พบ ลิเวอร์พูล มีถ่ายทอดสดทาง พีพีทีวี ช่อง 36
ต้น วโรดม
AFP Photo / PAUL ELLIS
AFP Photo / GLYN KIRK