สุขสันต์วันสงกรานต์ 2560 คุณผู้อ่านทุกท่านครับ ช่วงสงกรานต์หลายๆคนคงได้พักผ่อนหยุดพักในช่วงเทศกาล บ้างก็พาครอบครัวไปเที่ยว บ้างก็นัดเพื่อนๆออกไปเล่นน้ำ หรือบางคนเลือกที่จะพักผ่อนใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์อยู่ที่บ้าน ไม่ว่าจะแบบไหนก็ตามทุกคนคงมีความสุขได้ชาร์ทแบตเตอรี่ชีวิตกับวันหยุดอย่างเต็มที่ ตอนนี้ดีใจด้วยนะครับ ต้องกลับมาทำงานแล้ว 555 มั่นใจว่ากลับมาทำงานรอบนี้ กว่าจะสลัดตัวขี้เกียจออกได้ นานแน่นอน ส่วนสำหรับบางอาชีพ(โดยเฉพาะอาชีพทางการสาธารณสุขและอาชีพบริการ) ที่ต้องทำงานช่วงสงกรานต์ วันหยุดยาวของชาวบ้าน คือ งานของเรา ตอนนี้คงได้เป็นฝ่ายหัวเราะบ้างแล้ว เพราะหลังจากนี้คงได้พักผ่อนบ้าง แถมข้อดี คือ ไม่ต้องไปแย่งกันกินแย่งกันใช้ในช่วงเทศกาลอีกต่างหาก เข้าทำนองหัวเราะที่หลังดังกว่า อิอิ
พูดถึงอาชีพที่ไม่ได้หยุดตามเทศกาลแบบชาวบ้านชาวช่องเขา “นักฟุตบอลอาชีพ” ก็เป็นหนึ่งในอาชีพเหล่านั้น โดยเฉพาะนักฟุตบอลที่ค้าแข้งอยู่ในประเทศอังกฤษ เป็นอันรู้กันว่าทุกเทศกาลวันหยุด นั่นคือวันทำงานของพวกเขา งานเพื่อสร้างความบันเทิงให้กับแฟนฟุตบอลที่อาศัยช่วงวันหยุดเข้ามาชมทีมที่พวกเขาชื่นชอบ เสาร์-อาทิตย์ ก็เตะฟุตบอล วันหยุดราชการตามปฎิทินก็เตะฟุตบอล แม้แต่ช่วงคริสมาสต์ต่อด้วยปีใหม่ที่ถือว่าเป็นช่วงวันหยุดยาวก็ยังต้องเตะฟุตบอล น่าสงสารไหมละครับ สัปดาห์นี้ก็เช่นกัน ที่อังกฤษกำลังอยู่ในช่วงเฉลิมฉลองเทศกาลอีสเตอร์ หรือ วันที่พระเยซูฟื้นขึ้นมาจากความตาย ซึ่งวันนี้ถือว่าเป็นวันที่มีความสำคัญที่สุดทางศาสนาคริสต์เลยทีเดียว ชาวคริสต์ต่างชื่นชมยินดีและเฉลิมฉลองกันอย่างเต็มที่ในเทศกาลนี้ เกมฟุตบอล ก็เป็นหนึ่งในการละเล่นที่ต้องลงเล่นเพื่อสร้างความบันเทิงให้กับเหล่าแฟนฟุตบอลด้วย ในอดีตไม่ต้องย้อนไปไกลมากสมัยผมยังเด็กๆ (สัก 15 ปีที่แล้วเอ๊งงงง) โปรแกรมวันอีสเตอร์ คือ การที่ทีมจะต้องเตะ 2 เกม ในช่วงเวลา 3-4 วัน เหมือนกับช่วงบ็อกซิ่ง เดย์ ฟุตบอลจะเตะกันวันเสาร์ เว้นวันอาทิตย์เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลอีสเตอร์ซันเดย์ และกลับมาลงสนามสร้างความสุขให้กับแฟนๆอีกครั้งในวันจันทร์ที่เราเรียกกันติดปากว่า อีสเตอร์มันเดย์ ซึ่งถือว่าเป็นวันหยุดตามปฎิทินที่อังกฤษ การเตะถี่ๆแบบนี้ แถมเป็นช่วงท้ายฤดูกาล โอกาสพลิกล็อคทีมเล็กโค่นทีมใหญ่มีโอกาสเกิดขึ้นสูง จึงเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ทำให้ฟุตบอลอังกฤษยากกว่าที่อื่น แต่ด้วยระยะหลังมานี่ โปรแกรมการเตะทั้งบอลในประเทศ และบอลยุโรป โดยเฉพาะบอลยุโรปที่ถือว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ อีกทั้งเรื่องโปรแกรมที่ถี่เกินไปจนทำให้นักเตะบาดเจ็บได้ง่าย เพราะกรำศึกหนักมาตลอดทั้งปี ทำให้การจัดตารางเกมในวันอีสเตอร์ถูกยกเลิกไป กลับมาเตะเพียงแค่เกมเดียวต่อสัปดาห์เหมือนสัปดาห์ปกติ ปิดตำนานเตะแหละแจกเบนซ์ 2 เกม ใน 3-4 วัน ไว้เหลือแค่ช่วงบ็อกซิ่ง เดย์ และปีใหม่เท่านั้น (ช่วงนั้นไม่มีบอลยุโรปมาบีบเลยยังคงประเพณีไว้ได้)
เว้นวรรคคอลัมน์ไปแค่สัปดาห์เดียว ลิเวอร์พูลเตะที 3 เกมรวดเลย 555 เริ่มจากเปิดบ้านเสมอบอร์นมัธ 2-2 ออกไปเยือนชนะสโต๊ค 2-1 และล่าสุดอีสเตอร์ซันเดย์ที่ผ่านมา บุกไปยัดเยียดความปราชัยให้กับเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน 1-0 ... 7 คะแนน จากการเจอ 3 ทีมที่อันดับต่ำกว่า ถือเป็นเรื่องที่น่าพอใจมาก แม้อาจจะไม่มากเท่า 9 คะแนนเต็ม แต่มันก็ทำให้ลิเวอร์พูลอยู่ในอันดับที่ควรจะเป็น นั่นคือ ท็อป 4
การเสมอบอร์นมัธ 2-2 ในบ้าน สร้างความหัวร้อนให้กับบรรดากองเชียร์เดอะ ค็อป เป็นอย่างมาก การขาดซาดิโอ มาเน่ ที่เจ็บจนต้องปิดเทอมก่อนใครเพื่อน ทำให้การเล่นของลิเวอร์พูลมีปัญหาทั้งเกมรุกและรับ หลายคนอาจจะงง อ้าว มาเน่มันเป็นปีก เกี่ยวอะไรกับเกมรับ อย่าลืมว่าระบบของเจอร์เก้น คล็อปป์ ที่เรียกว่ากีเก้นเพรชซิ่ง คือการให้ผู้เล่นทุกคนไล่บอล ในจุดที่เหมาะสม การแซะบอลของมาเน่เคยทำให้ลิเวอร์พูลได้ประตูมาแล้วในเกมกับสเปอร์ การลงไปช่วยเกมรับก็เช่นกัน เวลาตัดบอลได้เพื่อนๆมักจะคิดถึงมาเน่เสมอ เพราะด้วยสปีดต้นที่เร็วหาตัวจับยาก มาเน่จะมีประโยชน์มากในเกมสวนกลับ ซึ่งถือว่าเป็นหมัดน็อคสำคัญของ เจอร์เก้น คล็อปป์ เลยทีเดียว มาเน่คือผู้เล่นที่คล็อปป์เลือกมาเพื่อใส่กับระบบ 4-3-3 แล้วทำให้ระบบมันสมบูรณ์ เมื่อฟันเฟืองสำคัญอย่างมาเน่เจ็บ รวมกับตัวสำคัญที่เจ็บไปก่อนหน้าอย่าง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ที่เป็นเหมือนตัวคุมจังหวะของเกม และ อดัม ลัลลาน่า คอนดักเตอร์ประจำทีม แผน 4-3-3 ของคล็อปป์จึงเป็นเหมือนระบบที่ไม่สมบูรณ์ คือ มันดี แต่ไม่ใช่ดีที่สุด โดยเฉพาะเกมรับที่มักจะมีปัญหาเสมอ และยิ่งเกมกับบอร์นมัธยังต้องเสียคูตินโญ่ที่ไม่สบายจนต้องเปลี่ยนตัวออก การขาด 4 ผู้เล่นตัวหลักที่ไม่มีใครทดแทนได้ในนาทีนั้น มันยากที่จะบุกทำสกอร์เพิ่มเสี่ยงกับหลังลอยแล้วโดนสวน (เวลาบุกแบ็ค 2 ข้างลิเวอร์พูลจะเติมสูงเสมอ) การส่งโจเอล มาติป ลงมาแทนคูตินโญ่พร้อมปรับแทคติกเป็นยืนหลัง 3 ตัว เพื่อแพ็คเกมรับให้แน่นมันก็เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ แต่ฟุตบอลเล่นที่อย่างไรที่สุดก็แพ้ดวง บอร์นมัธ มีดวงในวันนั้น 2 ประตูที่เกิดขึ้น คือ โอกาสยิงเข้ากรอบ 2 ครั้งตลอดทั้งเกม และเป็น 2 ครั้งที่ลิเวอร์พูลหยิบยื่นโอกาสให้กับทีมเยือนด้วยตนเอง สำหรับผมความโชคร้ายมักจะมากับความประมาทเสมอ และนี่คือ บทเรียนที่คล็อปป์ต้องแก้ไขให้ไวที่สุด จะทำอย่างไรให้เกมรับดีขึ้นไม่ผิดพลาดง่ายๆ ก่อนที่จะต้องเจอเกมเยือนหนักๆ 2 เกมติดต่อกัน
ก่อนเกมออกไปเยือนสโต๊ค ผมได้โอกาสเขียนแสดงความเห็นก่อนเกมให้กับเวบไซด์สโมสรลิเวอร์พูล ภาคภาษาไทย หลายๆคนที่ติดตามอยู่อาจจะทราบและได้อ่านแล้ว ผมเขียนในทำนองที่ว่า “ลิเวอร์พูลต้องลืมเรื่องทีมเล็กหรือทีมใหญ่ไปให้หมด เวลานี้ทุกทีมใหญ่เท่ากันไม่ว่าจะเป็นเชลซีหรือสโต๊ค สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือ แก้ปัญหาเกมรับที่เสียประตูง่ายๆก่อน บางทีเกมนี้เราอาจจะได้เห็นหลัง 3 คน แบบท้ายเกมที่แล้วก็ได้ การเล่นแบบบุกแหลกไม่น่าจะใช่คำตอบ ลิเวอร์พูลต้องทิ้งสไตล์แล้วหันกลับมาเล่นเพื่อชัยชนะ” ซึ่งผมก็เดามาจากคำใบ้ในเกมก่อนที่คล็อปป์ลองส่งหลัง 3 คนมาเล่นช่วงท้ายเกมนี่แหละ การจะรับมือกับทีมอย่างสโต๊ค ถ้าเล่นหลัง 4 คน เวลาโดนสวนตัดหลังแบ็ค ก็จะมีแต่เซนเตอร์ การเพิ่มจำนวนเซนเตอร์เข้าไปอีก 1 คน อาจจะช่วยได้ คิดแบบอดีตโค้ชยอดเยี่ยม FM ซึ่งคล็อปป์ก็ดั้นคิดคล้ายๆกัน คือ ส่งหลัง 3 คน พร้อมเปลี่ยนระบบเป็น 3-4-3 แต่ที่เซอไพร์สหนักก็คือ การส่งเทรน อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ และเบน วู้ดเบิร์น ลงสนามแทนตัวเก่งอย่างคูตินโญ่ และฟีร์มิโน่ ที่มีอาการไม่สบายและอ่อนล้าจากการกรำศึกหนักตามลำดับ ในเกมวันนั้นลิเวอร์พูลสู้กับสโต๊คได้อย่างไม่เป็นรองเลย และเกือบขึ้นนำด้วยซ้ำจากเบน วู้ดเบิร์น ที่หลุดเดี่ยวไปแล้ว แต่ด้วยประสบการณ์ที่ยังน้อยไป เลยทำให้เลือกจังหวะเล่นไม่ได้เปรียบ ตรงนี้น่าเสียดายในอดีตลิเวอร์พูลเป็นทีมที่ปั้นกองหน้าฝีเท้าดีได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรุ่นร็อบบี้ ฟาวเลอร์ จนต่อมาถึงไมเคิ่ล โอเว่น ซึ่งถ้าวู้ดเบิร์น มีความเป็นเพชรฆาตอีกนิดเราคงได้ชื่นใจมากกว่านี้ แต่อนาคตของวู้ดเบิร์นยังอีกไกล คงยังรีบตัดสินจากผลงานในตอนนี้ไม่ได้ และเมื่อยิงเขาไม่ได้ การออกสตาร์ทด้วยหลัง 3 คนครั้งแรกของทีม ย่อมไม่ใช่เรื่องที่จะไม่มีข้อผิดพลาด เมื่อความผิดพลาดเกิดก็นำมาสู่ประตูที่เสีย จากการประกบตัวที่ผิดพลาดปล่อยโจนาธาน วอลเตอร์ โหม่งโล่งๆ ตาข่ายแทบขาด งานยากสำหรับลิเวอร์พูลอีกครั้ง หากเป็นเกมอื่นๆลองกวาดตามองไปที่ม้านั่งสำรองเราจะไม่เห็นนักเตะที่เราเชื่อว่าจะลงมาเปลี่ยนเกมได้ แต่ในเกมนี้ต่างออกไปเมื่อ 2 ตัวจริงอย่างคูตินโญ่และฟีร์มิโน่ นั่งรอโอกาสอยู่ข้างสนาม และเมื่อเปลี่ยนตัวลงมาก็เป็นทั้งคู่ที่ช่วยกันเป็นซุปเปอร์ ซับ ช่วยกันยิงแซงชนะสโต๊คได้ 2-1 เก็บ 3 คะแนนกลับออกมาได้แบบทุลักทุเล งานนี้สิ่งที่คล็อปป์น่าจะได้เรียนรู้ ก็น่าจะเป็นเรื่องอะไหล่ในม้านั่งสำรองนี่แหละ หลายครั้งที่ลิเวอร์พูลเจอทีมอันดับต่ำกว่านอกบ้านแล้วทำอะไรไม่ได้ หมดไอเดียในการบุก ถ้าหากมีผู้เล่นสำรองที่สามารถลงมาแล้วสร้างความแตกต่างได้แบบที่ 2 คู่หูบราซิลทำได้ในเกมนี้ หลายๆเกมคงไม่ลงเอยจบลงที่น้ำตาแฟนบอลแบบในอดีต 23 คะแนน ที่ทำหล่นไปจากการเจอทีมอันดับที่ 8 หรือต่ำกว่า เมื่อเทียบกับทีมจ่าฝูงอย่างเชลซีที่ทำหล่นไปเพียงแค่ 7 คะแนน คือ จุดที่คล็อปป์ต้องปรับปรุงในฤดูกาลหน้า
ผ่านมา 2 เกม ลิเวอร์พูลทำได้ 4 คะแนน เหลือเกมสุดท้ายที่ยากที่สุดนั่นก็คือการออกไปเยือน เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ของกุนซือที่ได้ยินชื่อก็แสบทรวงอย่างโทนี่ ปูลิส เพราะในทุกโมเม้นท์ที่ลิเวอร์พูลพลาดมักจะมีชื่อของกุนซือตัวแสบคนนี้เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ฤดูกาล 2008/09 ปูลิสนำสโต๊คเสมอลิเวอร์พูล 0-0 ทั้งเหย้าและเยือน 4 คะแนนที่หล่นไปเท่ากับจำนวนคะแนนที่ลิเวอร์พูลห่างกับทีมแชมป์อย่างแมนฯยูไนเต็ดพอดี เช่นเดียวกับเมื่อฤดูกาล 2013/14 ปูลิสโยกมาคุมทีมคริสตัล พาเลซ พาทีมไล่ตามตีเสมอลิเวอร์พูล 3-3 จากที่โดนนำห่าง 3-0 หลายคนคงยังไม่ลืมภาพน้ำตาของหลุยส์ ซัวเรซ ในเกมนั้น มาครั้งนี้ปูลิสกับทีมใหม่ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ก็ยังคงเป็นของแสลงของลิเวอร์พูลอยู่เช่นเคย โดยเฉพาะเครื่องหมายการค้าของทีมอย่างลูกตั้งเตะ ที่ฤดูกาลนี้เวสต์บรอมได้ประตูจากลูกตั้งเตะมากถึง 18 ประตู นำโด่งเป็นอันดับ 1 ของลีก สวนทางกับทางลิเวอร์พูลที่เจอลูกตั้งเตะเหมือนเจอยาถ่าย โดนเล่นงานไปทั้งสิ้น 11 ประตูด้วยกัน เกมนี้สำหรับกองเชียร์ ได้สัก 1 คะแนนก็ถือว่าน่าพอใจแล้ว และถ้ามีคนบอกว่าลิเวอร์พูลจะชนะ 1-0 รักษาคลีนชีท โดยที่ประตูที่ได้มาจากลูกตั้งเตะ ผมว่าคนนั้นๆต้องบ้าแน่ๆ แต่ครั้งนี้คนบ้า เป็นฝ่ายถูก !!
ถ้าเปรียบ 3 เกมที่ผ่านมาของลิเวอร์พูลเป็นเหมือนหนัง ตอนจบของหนังเรื่องนี้คงเซอไพร์สแฟนหนังอย่างที่สุด เกมรับที่เปื่อยยุ่ยของลิเวอร์พูลกลายมาเป็นพระเอกในตอนจบ ไซม่อน มินโญเล่ต์ กับการคืนฟอร์มเทพประตู โจเอล มาติป กับ เดยัน ลอฟเรน กลับมายืนเป็นคู่เซนเตอร์ด้วยกันอีกครั้งโดยมีลูคัส เลว่า ลงมาช่วยในบทบาทเซนเตอร์ตัวที่ 3 ยามเล่นเกมรับ ทั้ง 3 คน เอาชนะลูกกลางอากาศในกรอบเขตโทษได้มากถึง 8 ใน 10 ครั้ง ยิ่งไปกว่านั้นเกมรับลิเวอร์พูลไม่เปิดโอกาสให้เวสต์บรอมได้มีโอกาสทำประตูจากลูกตั้งเตะเลยแม้แต่ครั้งเดียว ดักล้ำหน้าได้ 6 ครั้ง สิ่งเหล่านี้ลดความน่ากลัวในเกมรุกของเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยนลงไปได้แทบจะทั้งหมด และเมื่อเกมรับพลาด ก็ยังมีมินโญเล่ต์ ที่โชว์ซุปเปอร์เซฟกับจังหวะหลุดเดี่ยวเข้าไปล่อเป้าของแมท ฟิลลิปส์ อีก โดยรวมแล้วเป็นวันที่ดีของเกมรับลิเวอร์พูลอย่างแท้จริง เหมาะสมกับคลีนชีทที่ได้ในเกมนี้เป็นอย่างยิ่ง เมื่อเกมรับทำหน้าที่ได้ดี ก็เหลือแค่เกมรุกที่จะจัดการแล้ว และไม่น่าเชื่อว่าวิธีที่ลิเวอร์พูลซ้อมกันมาจะเป็นการใช้หนามยอก เอาหนามบ่ง อาศัยลูกสูตรฟรีคิกเล่นงานทีมเจ้าบ้าน การเปิดบอลไปแล้วให้เพื่อนโหม่งเช็ดไปเสา 2 ต้องมีการฝึกซ้อมความเข้าใจมาเป็นอย่างดี เพราะวิถีบอลที่เช็ดให้กับตำแหน่งการยืนของคนยิงต้องสัมพันธ์กัน ลูคัสโหม่งเช็ดให้ฟีร์มิโน่ เข้าฮอสเป็นประตู 1-0 ในช่วงเวลาที่ต้องบอกว่าพอเหมาะพอเจาะจริงๆ ทดเวลาบาดเจ็บครึ่งแรก ครึ่งหลังอย่างที่เขียนไปก่อนหน้า พอกองหลังดี ประตูมันก็ดีตามไปด้วย จบเกมด้วยชัยชนะคว้า 3 คะแนนจากสนามที่ยากที่สุดสนามหนึ่งในลีก
จากตรงนี้ เหลืออีกเพียง 5 เกมเท่านั้น ฤดูกาลของลิเวอร์พูลจะสิ้นสุดลง กับ 66 คะแนนที่มี ต้องบอกว่านาทีนี้ลิเวอร์พูลมีโอกาสที่ดีกว่าทีมอื่นๆอย่างแมนฯยูไนเต็ด หรือ อาร์เซน่อล ที่จะติดท็อป 4 เพื่อไปเล่นยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า อนาคตทุกอย่างอยู่ในกำมือของลิเวอร์พูล ชนะให้ได้มากที่สุดในเกมที่เหลือ และนั่งดูทีมอย่าง แมนฯยูไนเต็ด แมนฯซิตี้ อาร์เซน่อล ตัดคะแนนกันเอง
ลิเวอร์พูลชุดนี้ ควรจะได้รางวัลปลอมใจที่ยางแตกตอนเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ได้ไปเล่นบอลบิ๊กเอียร์ปีหน้าจริงๆ
ต้น วโรดม
ภาพ - AFP