ลิเวอร์พูลกับภารกิจไล่ล่าท็อป 4 ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องง่ายอีกแล้ว หลังโดนคริสตัล พาเลซ บุกมายัดเยียดความปราชัยถึงรังแอนฟิลด์เป็นฤดูกาลที่ 3 ติดต่อกัน คริสเตียน เบนเทเก้ ใช้กฎยิงประตูทีมเก่าเหมาคนเดียว 2 ประตู มามาดู ซาโก้ แม้จะไม่ได้ลงสนามแต่ก็ถูกพูดถึงยิ่งกว่านักเตะคนอื่นที่ลงสนาม เจอร์เก้น คล็อปป์ กับความกดดันที่พุ่งสูงปรี๊ดกับ 4 เกมที่เหลือที่แม้จะชนะหมด ก็ไม่รับประกันโอกาสติดท็อป 4 อีกต่อไป ... เรื่องเหล่านี้ คือ พาดหัวและหัวข้อที่ผมจับประเด็นได้จากการพูดคุยกับแฟนลิเวอร์พูลทั้งทางโซเชียล มีเดีย ก็ดี หรือ พบปะเจอหน้าค่าตากัน ก็ดี ด้วยทุกคนกังวลในสถานการณ์ของทีมในตอนนี้เสียเหลือเกิน ผมเลยกลายเป็นที่ปรับทุกข์ให้กับแฟนบอลลิเวอร์พูลไปโดยปริยาย หลายๆคนบอกลิเวอร์พูลแพ้ยังไม่เครียดเท่าเห็นแมนฯยูไนเต็ดชนะเลย (ฮา) แบบนี้มันเครียดคูณ 2 ชัดๆ การที่แมนฯยูไนเต็ดชนะ ทำให้บัลลังก์การลุ้นท็อป 4 ของลิเวอร์พูลสะเทือนได้ถึงขนาดที่แฟนบอลหงส์แดงเอากลับไปนอนเครียดได้ขนาดนั้นเลยหรือ เรื่องทั้งหมดที่เกริ่นมานี่ เราจะมาคุยกันในคอลัมน์วันนี้ครับ
แฟนลิเวอร์พูลคงได้ชมหรือติดตามข่าวเกมที่ลิเวอร์พูลเปิดบ้านรับการมาเยือนของคริสตัล พาเลซ กันไปหมดแล้ว ลิเวอร์พูลแม้ว่าจะออกนำไปก่อนจากจังหวะปั่นฟรีคิกสุดสวยของฟิลิปเป้ คูตินโญ่ แต่ก็มาโดนเด็กเก่าอย่างคริสเตียน เบนเทเก้ ยิงคนเดียว 2 ประตู พาพาเลซพลิกแซงกลับมาชนะ 2-1 โดยรูปเกมวันนี้เป็นวันที่ลิเวอร์พูลเล่นไม่ออกอีกวันหนึ่งในฤดูกาลนี้ ทีมดูเหมือนจะมีปัญหาไปหมดในทุกขุมกำลัง อาการบาดเจ็บของผู้เล่นเป็นปัญหาที่อยู่กับลิเวอร์พูลมาตั้งแต่เริ่มต้นจบเกือบจะจบฤดูกาลก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด เกมนี้ไม่มีมาเน่, เฮนเดอร์สัน และอดัม ลัลลาน่า 3 ตัวหลักที่บาดเจ็บ ยังไม่พอก่อนเกม 1 วัน ดาเนียล สเตอริดจ์ อีกหนึ่งตัวรุกที่พอจะฝากความหวังได้ก็มาเจ็บซ้ำ ทำให้ลิเวอร์พูลขาดตัวเลือกในเกมรุกจนต้องไปดึงตัวเรียน บริวสเตอร์ หัวหอกดาวรุ่งวัย 17 ปี จากทีมสำรองมานั่งอยู่ในซุ้มมานั่งสำรองเป็นอะไหล่ให้กับทีม เมื่อรวมกับดาวรุ่งที่ขึ้นมาก่อนอย่างเทรน อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ (18 ปี) และเบน วู้ดเบิร์น (17 ปี) และโจ โกเมซ (19 ปี) อายุเฉลี่ยของผู้เล่นในม้านั่งสำรองของลิเวอร์พูลในวันนั้นอยู่ที่ 19.86 ปี เท่านั้น กับทีมยักษ์ใหญ่อย่างลิเวอร์พูล นี่อาจจะเป็นชุดผู้เล่นสำรองที่อายุเฉลี่ยน้อยที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรมาเลยก็ว่าได้ เห็นแบบนี้แฟนๆคงได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้ทีมชุดแรกเกิดอาการสะดุด หรือต้องมีผู้เล่นบาดเจ็บเพิ่มเติมอีกเลย น่าเสียดายที่สิ่งที่แฟนๆภาวนาไม่เป็นผล แม้ลิเวอร์พูลจะได้ประตูออกนำไปก่อน แต่ยิ่งเล่นยิ่งตัน บุกเจาะกำแพงแนวรับของคริสตัล พาเลซที่มาตั้งโซนกันหน้าปากประตูตัวเองไม่ได้ แซม อัลลาไดซ์ ให้สัมภาษณ์หลังเกมว่า เวลานี้กุนซือทีมฝั่งตรงข้ามต่างรู้จุดอ่อนของลิเวอร์พูลกันหมดแล้ว โดยเฉพาะการเล่นในรังแอนฟิลด์ที่เสียงเชียร์บังคับให้พวกเขาต้องบุก บิ๊กแซมแค่ให้ลูกทีมเล่นเกมรับให้แน่น แล้วรอจังหวะสวนกลับตรงช่องว่างที่แบ็กลิเวอร์พูลอย่างไคลน์และมิลเนอร์เปิดพื้นที่ว่างเอาไว้ และเล่นงานเซนเตอร์อย่างลอฟเรนและมาติปด้วยกองหน้าตัวใหญ่ที่รอเข้าฮอสอย่างเบนเทเก้ นอกจากจังหวะสวนกลับที่ซ้อมมาเป็นอย่างดีแล้ว อีกหนึ่งจุดอ่อนของลิเวอร์พูลที่บิ๊กแซมเน้นย้ำให้ลูกทีมฝึกมาไว้โจมตีนั่นก็คือ ลูกตั้งเตะ นั่นเอง ทุกคนทราบว่าลิเวอร์พูลมักจะมีปัญหากับการเล่นเกมรับยามต้องรับมือกับลูกตั้งเตะเสมอ ไม่ว่าจะเตะมุมหรือฟรีคิกที่โยนบอลเข้ามา จะปั่นป่วนแนวรับของลิเวอร์พูลได้ทุกครั้ง และวันนี้ก็เป็นอีกครั้งที่ลิเวอร์พูลเสียประตูจากลูกเตะมุม ที่แนวรับประกบตัวผิดพลาด ปล่อยเบนเทเก้ยืนโล่งๆโขกเข้าไปไม่เหลือ การตั้งเกมรับแบบ Zone Marking ของลิเวอร์พูลไม่สามารถรับมือกับคู่แข่งได้เลย และดูเหมือนมันจะยังเป็นปัญหาต่อเนื่องไปถึงฤดูกาลหน้า หากเจอร์เก้น คล็อปป์ ไม่เลือกที่จะปรับเปลี่ยนอะไรบางอย่าง ในวันที่เล่นไม่ออก ทีมโดนนำ การหาทางเลือกใหม่จากม้านั่งสำรองจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าจำกันได้สถานการณ์แบบนี้ลิเวอร์พูลเพิ่งเจอมาในเกมเยือนสโต๊ค เมื่อตัวจริงตัน เปลี่ยนตัวสำรองมาแล้วยิงแซงได้ แต่กับเกมในวันนี้อย่างที่เห็นกัน แนวรุกมีแต่เด็กดาวรุ่งที่ประสบการณ์รวมกันไม่ถึง 10 เกมในลีกอยู่ในม้านั่งสำรอง จริงๆตั้งแต่เจอร์เก้น คล็อปป์เข้ามาคุมทีม ลิเวอร์พูลมีสถิติที่ดีในการเป็นทีมจอม “คัมแบ็ค” หรือ การเปลี่ยนตัวสำรองเพื่อลงยิงให้ทีมได้ 1 หรือ 3 คะแนน ถ้าเป็นฤดูกาลก่อนลิเวอร์พูลจะคิดถึงคริสเตียน เบนเทเก้ (ที่ตอนนี้หันมาสนุกในการยิงลิเวอร์พูลแทน) เช่นเดียวกับในฤดูกาลนี้ดิวอก โอริกี้ ก็ทำหน้าที่ได้ดีในหลายๆเกมที่ได้โอกาสจากม้านั่งสำรอง แต่ด้วยปัญหาบาดเจ็บที่ผมคิดว่าเจอร์เก้น คล็อปป์เองก็คงคิดไม่ถึงว่าจะเจ็บกันที 4-5 คนพร้อมกันแบบนี้ ทำให้กำลังเสริมของลิเวอร์พูลมีไม่เพียงพอที่จะรักษาระดับของทีมได้ ความผิดพลาดในส่วนนี้ จึงเป็นเรื่องที่โทษใครไม่ได้นอกจากเจอร์เก้น คล็อปป์ ที่เลือกที่จะไว้ใจผู้เล่นที่มีอยู่มากจนเกินไป แน่นอนว่าในวันที่ผู้เล่นลิเวอร์พูลทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตากัน ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่สามารถเอาชนะทุกทีมในประเทศนี้ได้ ตรงนี้ไม่มีใครสงสัย แต่การเล่นฟุตบอลลีก นอกจากตัวจริงแล้ว ตัวสำรองก็สำคัญไม่แพ้กัน จริงอยู่แม้ทีมที่จะเป็นแชมป์จะต้องมีดวงด้านปัญหาอาการบาดเจ็บด้วย แต่หากมีผู้เล่นบาดเจ็บพวกเขาก็ยังมีผู้เล่นคุณภาพที่คอยสลับสับเปลี่ยนไม่ให้ทีมมีมาตราฐานตกลงจากเดิม
ฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูลนอกจากจะไม่มีความพร้อมในการรับมือในส่วนนี้แล้ว ยังไม่มีโชคเรื่องอาการบาดเจ็บของนักเตะอีกด้วย 4 ผู้เล่นตัวหลักในเกมรุก “Fantastic Four” อย่างคูตินโญ่, ฟีร์มิโน่, มาเน่ และอดัม ลัลลาน่า มีโอกาสออกสตาร์ทเป็นตัวจริงเล่นร่วมกันในลีกเพียงแค่ 12 เกมเท่านั้น (จากทั้งหมด 34 เกม) หรือแค่ 1 ใน 3 ของเกมที่เล่นไปทั้งหมด แต่ 12 เกมที่เล่นร่วมกันพวกเขาพาทีมกวาดชัยชนะได้ถึง 8 เกม หรือราว 66.97% แต่เมื่อขาดคนใดคนหนึ่งใน 4 คนนี้ไป สถิติในการคว้า 3 คะแนนลดลงเหลือแค่ 56.25% เท่านั้น และยิ่งหากขาดไป 2 จาก 4 คน สถิติในการลงเล่นยิ่งพบกับชัยชนะยากไปกันใหญ่ (20%) สถิติเหล่านี้สะท้อนถึงคุณภาพของ 11 ผู้เล่นตัวจริง เทียบกับขุมกำลังสำรองได้เป็นอย่างดี
เมื่อเกมรุกประสบปัญหาบาดเจ็บเล่นงานแบบหนักหน่วง แผลเกมรับที่เคยถูกปกปิดด้วยเกมรุกมันก็เปิดเผยเป็นธรรมดา โดยเฉพาะเกมที่ต้องเจอกับทีมอันดับล่างๆ 6 เกมที่ลิเวอร์พูลพลาดท่าพ่ายในฤดูกาลนี้ ล้วนเกิดจากทีมที่อยู่ใน 8 อันดับสุดท้ายทั้งสิ้น (เบิร์นลีย์, บอร์นมัธ, สวอนซี, ฮัลล์, เลสเตอร์ และคริสตัล พาเลซ) นั่นยังไม่น่าตกใจเท่า 4 ใน 6 ทีมเหล่านี้ อยู่ในอันดับ 18-20 หรืออยู่ในโซนตกชั้น ก่อนที่จะเตะกับลิเวอร์พูล จะเป็นด้วยทีมเหล่านี้ต่างใช้แทกติกเดียวกับที่บิ๊กแซมให้สัมภาษณ์ไว้ คือ รับแล้วรอลิเวอร์พูลพลาดแล้วสวนตูม เป็นประตู หรือเกิดจากความผิดพลาดเล็กน้อยๆส่วนบุคคลของผู้เล่นลิเวอร์พูลก็ตาม แต่สถิติเหล่านี้ชี้ให้เห็นเลยว่า เมื่อเทียบกับทีมที่ลุ้นแชมป์ทีมอื่น ลิเวอร์พูล ไม่ดีพอที่จะพูดถึงคำว่าแชมป์ด้วยการเล่นสไตล์ปล้นคนรวย ช่วยคนจนแบบทุกวันนี้ 29 ประตู (69%) จาก 42 ประตูทั้งหมดที่เสียในฤดูกาลนี้ คือ เสียให้กับทีม 8 อันดับสุดท้าย เรื่องมันเศร้านะ พอจะมีเหล้าเข้มๆให้คนเขียนหน่อยมั้ย เขียนไปปาดน้ำตาไป TT
แต่ช้าก่อน ความพ่ายแพ้แค่เกมเดียวของลิเวอร์พูล ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะหมดลุ้นติดท็อป 4 นั่นเป็นเรื่องที่แฟนลิเวอร์พูลเข้าใจผิด ลิเวอร์พูลยังมีโอกาสอันดีที่จะคว้าตั๋วไปยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อยู่ ทั้งนี้ต้องขอบคุณโปรแกรมพรีเมียร์ลีกในช่วงโค้งสุดท้ายของทีมคู่แข่งของลิเวอร์พูล ทั้งแมนฯยูไนเต็ด, แมนฯซิตี้, อาร์เซนอล รวมถึงท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ที่ยังเหลือเกมเจอกันเองไขว้กันไปมา โดยเฉพาะแมนฯยูไนเต็ด คู่แข่งคนสำคัญในการแย่งท็อป 4 ที่ยังมีโปรแกรมออกไปเยือนทีมอย่างแมนฯซิตี้, อาร์เซนอล และท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ซึ่งถ้าวัดกันตามหน้าเสื่อนาทีนี้ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ถือเป็นกระดูกชิ้นโต เช่นเดียวกับเกมแมนเชสเตอร์ดาร์บี้ ที่เหมือนเป็นด่านแรกที่จะพิสูจน์ว่า แมนฯยูไนเต็ด จริงจังกับการแย่งอันดับ 4 ในตารางลีกหรือไม่ อย่าลืมว่าแมนฯยูไนเต็ดเองก็ประสบปัญหาอาการบาดเจ็บเล่นงานคล้ายๆกับลิเวอร์พูล และยังต้องเตะเกมบอลถ้วยยุโรปรอบรองชนะเลิศอีกด้วย สมาธิของมูรินโญ่และลูกทีม อาจจะเป็นตัวแปรสำคัญที่เข้ามาตัดสินในเกมๆนี้ ดังนั้นทั้งแฟนลิเวอร์พูลและแมนฯยูไนเต็ด ก็อย่าเพิ่งตีโพยตีพายกัน เกมแย่งบัลลังก์ตรงนี้เพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นเอง
เจอร์เก้น คล็อปป์ อาจจะเป็นบุคคลที่น่าตำหนิในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้ แต่นั่นก็เป็นเพราะศรัทธาที่คล็อปป์เป็นคนสร้างกลับขึ้นมาในระยะเวลาเพียง 18 เดือน ที่เขาเข้ามาอยู่ในตำแหน่งนี้ คล็อปป์เปลี่ยนทีมที่ดูเหมือนจะแตก ให้กลับมาเข้ารูปเข้ารอย ถึงขั้นเป็นจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกได้ภายใน 12 เดือน นับตั้งแต่วันที่เดินเข้ามา นั่นชี้ให้เห็นว่าลิเวอร์พูลกำลังมาถูกทางแล้ว และไม่ว่าจะได้ไปยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในฤดูกาลหน้าหรือไม่ ฤดูกาลหน้าหวังว่าคล็อปป์จะแก้ไขเรื่องที่ผิดพลาดในฤดูกาลนี้ หาผู้เล่นที่มีคุณภาพเข้ามาเสริมทีมให้คงมาตราฐานเอาไว้ให้ได้
เห็นฟอร์มโหดของลิเวอร์พูลยามฟูลทีมแล้ว ใครกาชื่อลิเวอร์พูลออกจากทีมลุ้นแชมป์ในฤดูกาลหน้า คงบ้าเต็มทีละครับ
แต่ขอเหอะ … กัดฟันอีกนิด แค่ 4 เกม ช่วยกันเล่นหน่อยนะ พ่อคู๊ณณณณณณ !!
ต้น วโรดม
AFP Photo / RINGO CHIU
AFP Photo / GEOFF CADDICK