ชิลี ผ่านเข้ารอบมาด้วยการเอาชนะ ทีมชาติโคลัมเบียด้วยการยิงลูกที่จุดโทษไปด้วยสกอร์ 5-4 หลังเสมอกันในเวลา 0-0 ซึ่งในเกมดังกล่าวชิลีมีโอกาสเอาชนะในเวลา 90 นาทีแต่โดน VAR ปฏิเสธ ทำให้ต้องออกแรงถึงดวลลูกที่จุดโทษ
ซึ่งในเกมที่กำลังจะเกิดขึ้น กุนซือ เรย์นัลโด รูเอด้า ไม่มีปัญหาการขาดหายของนักเตะทั้งเจ็บและแบน ทำให้สามารถจัดชุดผู้เล่นที่ดีที่สุดลงสนามได้ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ อเล็กซิส ซานเชส แนวรุกตัวหลักที่โชว์ฟอร์มได้อย่างดีเยี่ยมตลอดทั้ง 4 เกมที่ผ่านมาโดยทำไปแล้วถึง 2 ประตูเช่นเดียวกันกับ เอดูอาร์โด้ วาร์กาส ที่จะลงเล่นเป็นศูนย์หน้าตัวเป้าอย่างต่อเนื่อง
ข้ามมาดูทางฝั่ง เปรู ที่หักปากกาเซียนแหกด่านอีกหนึ่งตัวเต็งอย่าง อุรุกวัย ผ่านเข้ามาสู่รอบรองชนะเลิศได้ด้วยการชนะลูกที่จุดโทษ 5-4 หลังเสมอกันในเวลา 0-0 ซึ่งก่อนหน้านั้นในเวลา 90 นาที เปรู โดนทีมจอมโหดส่งบอลเข้าไปตุงตาข่ายถึง 3 ครั้ง แต่โชคดีที่ VAR ยึดคืนประตูเหล่านั้นทั้งหมด
มาในเกมนี้ ริคาร์โด้ กาเรก้า หัวเรือใหญ่ของเปรูจะยังหมดสิทธิ์ใช้ เจฟเฟอร์สัน ฟาร์ฟาน แนวรุกตัวเก๋าที่ยังมีปัญหาอาการบาดเจ็บ ภาระหนักในเกมรุกต้องพึ่งพา เปาโล เกร์เรโร่ ที่จะยืนในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้าโดยมี อังเดร คาร์ริโญ่ , คริสเตียน คูเอว่า และ เอดิสัน ฟลอเรสร่วมกันล่าประตู
11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม
ชิลี (4-3-3)
ผู้รักษาประตู กาเบรียล อาริอาส
กองหลัง เมาริซิโอ อิสลา - แกรี่ เมเดล – กิเญร์โม มาริปาน - ฌอง โบเซชูร์
กองกลาง ชาร์ลส์ อารากีซ - เอริค ปุลการ์ - อาร์ตูโร่ วิดัล
กองหน้า โฮเซ่ ฟูเอนซาลิด้า - เอดูอาร์โด้ วาร์กาส - อเล็กซิส ซานเชส
เปรู (4-2-3-1)
ผู้รักษาประตู เปโดร กัลเลเซ่
กองหลัง หลุยส์ อัดวินคูล่า - คาร์ลอส ซัมบราโน่ – หลุยส์ อบรัม - มิเกล ทราโก
กองกลางตัวรับ เรนาโต้ ทาเปีย – โยชิมาร์ โยตุน
กองกลาง อังเดร คาร์ริโญ่ - คริสเตียน คูเอว่า - เอดิสัน ฟอลเรส
กองหน้า เปาโล เกร์เรโร่
สถิติน่าสนใจ
- การพบกันทั้งหมดของทั้ง 2 ทีม 40 เกม เป็นทางด้าน ชิลี ชนะ 21 นัด เปรู ชนะ 11 เสมอกัน 8 นัด
- เอดูอาร์โด้ วาร์กาส คือผู้ทำประตูมากที่สุดเมื่อทั้งสองทีมพบกันที่ 7 ประตู
- การเจอกัน 10 นัดหลังสุดของทั้ง 2 ทีม ชิลี สามารถเอาชนะไปได้ถึง 9 ครั้ง และเป็นชัยชนะของเปรู แค่ครั้งเดียว