หลังจากจบการรับใช้ทีมชาติก็มีคิวที่ลิเวอร์พูลจะเปิดบ้านเจอกับนิวคาสเซิ่ล ในถิ่น แอนฟิลด์ เวลา 18.30 น. ตอนนี้คงต้องบอกว่าเจ้าบ้านอย่างหงส์แดงฟอร์มยังร้อนแรงไม่มีหยุด โดยหลังจากที่นักเตะกลับมาเล่นจากทีมชาติก็ยังไม่มีรายงานนักเตะเจ็บเพิ่มเติมใดๆ
โดยแนวรุกยังคง 3 ประสาน ทั้ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต เฟอร์มิโน,ซาดิโอ มาเน่ ขุมกำลังกองกลางยังสามารถเลือกใช้งานได้หลากหลาย แต่ตัวหลักๆยังคงเป็น ฟาบินโญ่ ไวนัลดุม และ กัปตันทีมอย่าง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ส่วน เกอิต้า ยังคงไม่ฟิตและต้องให้เวลาในการฟื้นฟูอีกสักหน่อย ด้านกองหลังนำทีมโดย เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ที่ยังคงเล่นได้อย่างมาตรฐาน แบคซ้ายและขวายังคงเป็นเจ้าเก่าอย่าง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสันและเทรนท์ อเล็กซานเดอร์ ด้านผู้รักษาประตูยังเป็น อาเดรียน นายด่านมือ 2 ของทีม
ส่วนความคืบหน้าอาการบาดเจ็บของ อลิสซอน เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูมือ 1 ของทีมนั้น ด้านตัวแทนของ ลิเวอร์พูล เปิดเผยว่าพวกเขาไม่มีแผนเร่งรีบพาตัว กลับมาประจำการแบบเร่งด่วน เพื่อให้เจ้าตัวได้พักฟื้นร่างกายอย่างเต็มที่จนกว่าจะกลับมาฟิตได้อย่างสมบูรณ์เต็มรูปแบบ
ทางฝั่ง นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด คู่แข่งของพวกเขาในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในวันเสาร์ที่ 14 กันยายนนี้ จะขาดผู้เล่นตัวหลักไปถึง 8 คน
สตีฟ บรูซ กุนซือของทีมยืนยันแล้วว่า เขาจะไม่มี 6 นักเตะตัวหลักทั้ง แอนดี้ คาร์โรล, ดไวท์ เกย์ล, แม็ตต์ ริชชี่, กี ซุง ยอง, เอมิล คราฟธ์ และ อัลล็อง แซงต์-มักซิงแม็ง รวมถึงยังต้องรอเช็กความฟิตของ ฟาเบียร์ ชาร์ เซนเตอร์แบ็กตัวเก่ง กับ มิเกล อัลมีรอน กองกลางคนสำคัญอีกด้วย
สำหรับเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คู่ระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ นิวคาสเซิ่ล สามารถรับชมการถ่ายทอดสดได้ทาง พีพีทีวี เอชดี ช่อง 36 ในวันที่ 14 ก.ย. ตั้งแต่เวลา 18.30 น.เป็นต้นไป
สถิติการพบกับของ ลิเวอร์พูล พบ นิวคาสเซิ่ล 152 เกม เป็น ลิเวอร์พูล ที่ทำได้ดีกว่าเอาชนะได้ 72 นัด เสมอ 38 นัด และ นิวคาสเซิ่ลที่เอาชนะไปได้ 42 นัด