เกมที่ ซาน ซีโร่ “ม่วงมหากาฬ” ออกสตาร์ทได้อย่างยอดเยี่ยมเมื่อมาได้จุดโทษตั้งแต่นาทีที่ 13 จากจังหวะที่ อิสมาแอล เบนนาเซอร์ ไปทำฟาวล์ เฟเดรีโก้ เคียซ่า ก่อนจะเป็น เอริค ปุลการ์ รับหน้าที่สังหารเข้าไปให้ ฟิออเรนติน่า บุกมานำ 1-0
นาทีที่ 55 สถานการณ์ของ ปีศาจแดงดำ แย่ลงไปอีกเมื่อต้องมาเหลือผู้เล่น 10 คน มาเตโอ มูซัคคิโอ ไปเสียบ ฟร้องก์ ริเบรี่ แบบน่าเกลียด โดยตอนแรกผู้ตัดสิน ปิเอโร่ จาโคเมลลี่ จะให้แค่ใบเหลือง แต่หลังจากไปดู วีเออาร์ ก็กลับคำตัดสินแจกแดงไล่ มูซัคคิโอ ออกไป
เมื่อได้เปรียบตัวผู้เล่น มิลาน ก็ฟิออเรนติน่า มาได้ประตูหนีห่างเป็น 2-0 ในนาทีที่ 66 จากจังหวะสวนกลับ ก่อนจะเป็น กาเอตาโน่ คาสโตรวิลลี่ ยิงเข้าไปไม่เหลือ
นาทีที่ 75 ทีมเยือนนำห่าง 3-0 เฟเดรีโก้ เคียซ่า พลิกหนีตัวประกบก่อนจะไหลให้ ฟร้องค์ ริเบรี่ ซัดไม่เหลือ
อย่างไรก็ตามเจ้าบ้านไม่ยอมแพ้ ตีไข่แตกไล่มา 1-3 ในนาทีที่ 80 จากจังหวะที่ ราฟาเอล เลเอา แหวก 3 ผู้เล่นฟิออเรนติน่า ก่อนจะจ่ายให้ บาร์ทโลเมียจ ดรากอฟสกี้ ยิงเข้าไปแบบเหนือชั้น
แต่ มิลาน ก็ทำได้แค่นั้นจบเกม ฟิออเรนติน่า บุกมาเอาชนะไปขาดลอย 3-1 เก็บเพิ่มเป็น 8 คะแนนอยู่อันดับ 9 ส่วน มิลาน มีแค่ 6 คะแนน อยู่อันดับ 16 นอกจากนี้ความพ่ายแพ้ดังกล่าวยังทำให้ เอซี มิลาน ปราชัยเป็นเกมที่ 4 ในปีนี้แล้ว นับเป็นสถิติที่แย่ที่สุดในรอบ 81 ปีของสโมสร โดยครั้งแรกที่ทีมแพ้ 4 นัดแรกของซีซั่นหลังผ่านไป 6 เกม ต้องย้อนไปไกลถึงปี 1931 เลยทีเดียว
นอกจากนี้ยังมีรายงานจาก ตุ๊ตโต้แมร์กาโต้เว็บ สื่อจากอิตาลี ด้วยว่า เอซี มิลาน ได้ติดต่อไปยัง อังเดร เชฟเชนโก้ กุนซือทีมชาติยูเครนให้มารับงานคุมทีมแทนที่ มาร์โก จามเปาโล เป็นที่เรียบร้อย แต่ต้องรอความคืบหน้าอีกครั้ง เพราะ เชฟเชนโก้ วัย 43 ปี ก็มีสัญญาอยู่กับทีมชาติยูเครนจนถึงปี 2020 และตอนนี้กำลังก็พาทีมมีลุ้นไปเล่น ยูโร 2020 รอบสุดท้ายอยู่อีกด้วย