เกมบิ๊กแมตช์ของ พรีเมียร์ลีก ที่สนามเอติฮัด สเตเดียม “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เปิดบ้านรับการมาเยือนของ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล แชมป์เก่า และจ่าฝูงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ออกสตาร์ทเกมไปได้แค่ 13 นาที เป็น “แชมป์เก่า” ที่บุกมาขึ้นนำไปก่อน 1-0 จากลูกจุดโทษ ไคล์ วอล์คดเกอร์ ไปทำฟาล์ว ซาดิโอ มาเน่ ก่อนจะเป็น โมฮาเหม็ด ซาลาห์ รับหน้าที่ซัดเข้าไปไม่พลาด
แต่หลังเสียประตู แมนฯซิตี้ บุกหนัก ก่อนจะมาได้ประตูตีเสมอในนาทีที่ 31 เควิน เดอ บรอยน์ จ่ายบอลให้ กาเบรียล เชซุส กองหน้าชาวบราซิลซัดเข้าไป ทำให้เกมกลับมาเสมอกันที่ 1-1
ก่อนจบครึ่งแรก 5 นาที แมนฯซิตี้ มีโอกาสได้ประตูขึ้นนำ เมื่อมาได้จุดโทษจากจังหวะที่ โจ โกเมซ ไปทำแฮนด์บอล แต่ เดอ บรอยน์ ที่สังหารซัดหลุดกรอบไปอย่างน่าเสียดาย พลาดโอกาสขึ้นนำ 2-1
เวลาที่เหลือทั้ง 2 ทีมมีโอกาสทำประตูกันอีกหลายครั้ง แต่จังหวะสุดท้ายไม่เฉียบคม ทำให้จบ 90 นาที เสมอกันไป 1-1 ส่งผลให้ ลิเวอร์พูล มีเพิ่มเป็น 17 คะแนน หล่นมาอยู่อันดับ 3 ของตาราง ส่วน แมนฯซิตี้ อยู่อันดับ 10 มี 12 คะแนน
ด้าน คล็อปป์ให้สัมภาษณ์หลังเกมว่า พอใจกับผลเสมอ มันเป็นเกมที่เต็มไปด้วยคุณภาพของนักเตะทั้งสองทีม โดยสิ่งที่ คล็อปป์ พูดถึงมากที่สุดในการให้สัมภาษณ์หลังเกม เทน้ำหนักไปที่ประเด็นการจัดโปรแกรมแข่งขัน และ กฎการเปลี่ยนตัวนักเตะ 5 คนมากกว่าเรื่องรูปเกม
เนื่องจากเกมนี้ ลิเวอร์พูล ต้องเสีย เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ที่เจ็บกล้ามเนื้อ คล็อปป์ ซึ่งกุนซือหงส์แดงมองว่า เกี่ยวกับการจัดโปรแกรมที่โหดร้ายเกินไป ตอนนี้เขาเห็นด้วยกับ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ที่ออกมาบ่นการจัดโปรแกรมของพรีเมียร์ลีก ว่าลูกทีมเขาเพิ่งกลับมาจากเล่นUCL ในคืนวันพฤหัส แต่กลับมาต้องเตะเกมลีกในเที่ยงวันเสาร์ เพราะลิเวอร์พูลก็เคยเจอเหตุการณ์แบบนั้น ในเมื่อโปรแกรมการแข่งขัน ถูกอัดแน่นมาตั้งแต่เดือนตุลาคม กฎการเปลี่ยนตัวก็ควรเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยเหมือนลีกอื่น ๆ เขาต่อสู้กับเรื่องนี้มาแล้วหลายครั้ง
ส่วนอาการบาดเจ็บบาดเทรนท์ คล็อปป์ บอกว่ายังต้องรอสแกนอย่างละเอียดอีกครั้ง แต่ยืนยันว่าจะไม่สามารถช่วยทีมชาติอังกฤษในช่วงสัปดาห์ทีมชาติที่จะถึงนี้ได้อย่างแน่นอน
Photo : MARTIN RICKETT / POOL / AFP