เมื่อ มัลคอล์ม เกลเซอร์ นายทุนแถวหน้าของวงการกีฬาอเมริกาที่พาทีม “แทมป้าเบย์ บัคคาเนียร์ส. ทีมอเมริกันฟุตบอลประสบความสำเร็จในศึกเอ็นเอฟแอล ได้เข้ามาซื้อหุ้นร้อยละ 28.7 ที่ถือโดย จอห์น แมกมานัส และ เจ.พี. แมกเนียร์ สองนักธุรกิจไอริช โดยมี เดวิด กิลล์ ซีอีโอของทีมในเวลานั้น เป็นตัวช่วยเดินเรื่อง ต่อมา มัลคอล์ม เกลเซอร์ ได้ถือครองส่วนที่มีอำนาจควบคุมทีมผ่านการลงทุนบริษัทเรดฟุตบอลเพื่อซื้อกิจการสโมสรด้วยการกู้ยืมเงินประมาณ 790 ล้านปอนด์
และเมื่อการซื้อกิจการสำเร็จสโมสรจึงออกจากตลาดหลักทรัพย์ โดยเงินที่ซื้อกิจการส่วนใหญ่เป็นเงินที่ตระกูลเกลเซอร์กู้มาทำให้หนี้สินจึงถูกโอนมาเป็นหนี้ของสโมสร
เคยมีบทมวิเคราะห์ก่อนการเข้ามาเทคโอเวอร์ของตระกูลเกลเซอร์ ว่าจะมีผลกระทบของทีมหรือไม่ ซึ่งผลงานของทีมในสนามอาจไม่ได้รับผลกระทบ ขณะที่แฟน "เรด เดวิลส์" นั้นมองถึงอนาคตภายหน้ามากกว่าว่าทางด้านเจ้าของใหม่นั้นจะนำทีมมุ่งไปหาผลกำไรหรือการตลาดเพียงอย่างเดียว
และสุดท้ายมันก็เป็นไปตามคาดเพราะตระกูลนี้ ไม่สามารถทำอะไรไม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับอะคาเดมี่ของทีมให้ขึ้นมายิ่งใหญ่ เหมือนในยุค เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หรือแม้แต่การซื้อผู้เล่นเข้ามาสู่ทีมแบบราคาเกินจริงและผลงานไม่ตอบโจทย์ ที่สำคัญเมื่อทีมทำกำไรได้แล้ว เหล่าตระกูลเกลเซอร์ในรุ่นลูกได้เอาไปเคลียร์หนี้ และเก็บเข้ากระเป๋าตัวเองมากกว่า ซึ่งสวนทางกับ โรมัน อบราโมวิช เจ้าของเชลซี, ชีค มันซูร์ บิน ซาเย็ด อัล นาห์ยาน เจ้าของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือแม้แต่ ตระกูลศรีวัฒนประภา เจ้าของทีมเลสเตอร์ ที่เข้ามาเทคโอเวอร์และพาทีมไปสู่ความสำเร็จอย่างชัดเจน
แม้ในเดือนมิถุนายน ปี 2018 "ปิศาจแดง"จะมีมูลค่าสูงถึง 3,000 ล้านปอนด์ ทำกำไร 590 ล้านปอนด์ ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรเมื่อปี 1878 แต่กลับกันผลประกอบการของทีมในไตรมาสที่ 4 เมื่อปี 2020 ทีมีหนี้สะสมรวมเพิ่มสูงถึง 474 ล้านปอนด์
จากหลายๆ เรื่องที่สะสมมาอย่างยาวนานตลอด 16 ปีที่"ตระกูลเกลเซอร์" เข้ามาครอบครอง ทำให้แฟนบอล "ปิศาจแดง" หมดความอดทนบวกกับประเด็นล่าสุดที่พาทีมเข้าไปร่วมในโปรเจ็คก์ "ซูเปอร์ลีก" ซึ่งจุดนี้แฟนมองว่าตระกูลนี้เห็นทีมเป็นเครื่องมือทางธุรกิจและเห็นเงินมากกว่าความศรัทธาของแฟนบอลจนสุดท้ายนำมาซึ่งการบุกเข้าสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด ก่อนเกม "แดงเดือด" พร้อมเสียงขับไล่ "Glazer Out”