คู่นี้เจอกันรอบแรก เป็นเปรู ชนะมา 2-1 เกมนี้ ริคาร์โด้ กาเรก้า กุนซือเปรู ได้้ อังเดร การ์ริโย่ กลับมาจากโทษแบนลงยืนริมเส้นทางขวา โดยมี เรนาโต้ ตาเปีย เชื่อมเกมตรงกลางกับ โยชิมาร์ โยตุน และใช้ จานลูก้า ลาปาดูล่า เป็นหน้าเป้าเช่นเดิม
ทางฝั่ง โคลอมเบีย ที่แพ้ดวลจุดโทษ อาร์เจนตินา ในรอบรองเกมนี้ ส่ง คามิโล่ วาร์กัส ลงเฝ้าเสา แนวรับ ออสการ์ มูริโล่ ได้สตาร์ตคู่กับ เยร์รี่ มีน่า ในตำแหน่งเซ็นเตอร์ แทนที่ ดาวินซอน ซานเชซ เกมรุกใช้ เอ็ดวิน คาร์โดน่า ลงยืนปิดสกอร์กับ ดูวาน ซาปาต้า
นาทีที่ 33 หลุยส์ ดิอาซ มีโอกาสยิงให้ โคลอมเบีย บ้าง แม้ลูกจะมีน้ำหนักแต่บอลไปตรงตัว เปโดร กาเยเซ่ รับได้ไม่ยาก
นาทีที่ 39 เปรู ได้ลุ้นประตูอีกครั้ง เซร์คิโอ เปนญ่า ได้หลุดเข้าไปในกรอบ แม้จะล็อกหลบ คามิโล่ วาร์กัส ไปได้แล้วแต่ยิงข้ามคาน
นาทีสุดท้าย เปรู ขึ้่นนำได้สำเร็จ จากจังหวะที่ คริสเตียน กวยว่า จ่ายให้ โยชิมาร์ โยตุน ที่วิ่งสอดขึ้นมาและยิงเข้าไปอย่างยอดเยี่ยม จบ 45 นาทีแรก เปรู นำ 1-0
กลับมาครึ่งหลังนาทีที่ 49 โคลอมเบีย มาได้ประตูตีเสมอ 1-1 จาก ฮวน กวาดราโด้ ที่ยิงฟรีคิกหน้าปากประตูทะลุกำแพงเปรู เข้าไป
หลังได้ประตูตีเสมอ เกมโคลอมเบีย ดีขึ้น นาที 52 ฮวน กวาดราโด้ เปิดจากทางขวาให้ หลุยส์ ดิอาซ กระโดดยิงลูกเก่ง แต่ดีที่ เปโดร กาเยเซ่ ยังเซฟไว้ได้
อีก 6 นาทีต่อมา เปรู มีโอกาสเหมือนกัน จานลูก้า ลาปาดูล่า ได้กดด้วยซ้าย แต่บอลชนคานออกไป
นาทีที่ 66 กลายเป็น โคลอมเบีย ที่พลิกขึ้นนำ 2-1 จาก หลุยส์ ดิอาซ ที่กดด้วยขวา เข้าไปอย่างยอดเยี่ยม
จากนั้นนาที 82 เปรู มาตีเสมอ 2-2 จากจังหวะเตะมุม เป็น จานลูก้า ลาปาดูล่า ที่โหม่งเข้าไปและถือเป็นประตูที่ 3 ในนามทีมชาติ
และช่วงทดเจ็บ กลายเป็น หลุยส์ ดิอาซ ที่เป็นฮีโร่มายิงไกลนอกกรอบเป็นประตูที่ 4 ให้ตัวเองในเกมนี้ พร้อมกับให้ โคลอมเบีย ชนะ เปรู 3-2 คว้าอันดับ 3 ไปครอง