พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2021-2022 เปิดฉากไปแล้ว 2 นัด โดยเป็น เวสต์แฮม,เชลซี และ ลิเวอร์พูล ที่นำเป็นจ่าฝูงร่วมของตารางคะแนน และก็ได้มีการเปลี่ยนเปลี่ยนกฎบางอย่างให้เหมาะสมขึ้นหลังจากในฤดูกาลที่ผ่านมาทางลีก ถูกตำหนิ โดยเฉพาะเส้น VAR อย่างไรก็ตามก็ยังมีการตีเส้นล้ำหน้าให้ได้เห็นอยู่บ้าง ล่าสุดในเกมที่ ลิเวอร์พูล ชนะ เบิร์นลี่ย์ 2-0 ในจังหวะครึ่งแรกที่ โมฮัมเหม็ด ซาล่าห์ ล้ำหน้า ย้อนไปซึ่งในซีซั่นนี้มันมีการปรับเปลี่ยนกฎกันในระดับหนึ่งด้วย ลองไปดูเลยว่ามีอะไรกันบ้าง
- จุดกำหนดล้ำหน้าของร่างกาย
พรีเมียร์ลีกจะวัดว่าผู้เล่นล้ำหน้าหรือไม่นั้นโดยจะนับตั้งแต่ "ใต้รักแร้" เป็นต้นไป เหมือนกับที่ทางสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ได้กำหนด
- คำนิยามการแฮนด์บอล
กฎข้อที่ 12 ภายใต้ 'การฟาล์วและการประพฤติมิชอบ' ได้รับการปรับปรุงสำหรับฤดูกาล 2021-2022 เนื่องจาก IFAB ตำหนิความไม่สอดคล้องกับเหตุการณ์แฮนด์บอล
ประตูจำนวนมากในช่วงฤดูกาล 2020-2021 ไม่ได้รับการตัดสินให้เป็นประตูเนื่องจากแฮนด์บอลของผู้เล่นมันเป็นจังหวะที่มาจากความบังเอิญ
ทำให้ในฤดูกาลนี้การที่บอลไปโดนมือโดยบังเอิญจนกลายเป็นจังหวะแรกของการนำไปสู่การทำประตู จะไม่ถูกตัดสินให้เป็นจังหวะแฮนด์บอลอีกต่อไป โดยในทางกลับกัน หากเป็นการทำแฮนด์บอลที่มีส่วนกับการสร้างโอกาสทำประตูโดยตรง หรือกลายเป็นการทำให้บอลเข้าสู้ก้นตาข่ายก็จะถูกจับฟาวล์
“แฮนด์บอลโดยบังเอิญที่นำไปสู่การที่ให้เพื่อนร่วมทีมทำประตูหรือมีโอกาสทำประตูจะไม่ถือเป็นความผิดอีกต่อไป” จากแถลงกฎพรีเมียร์ลีก
ตัวอย่าง กรณีบอลไปโดนมือกองหลังทีม A ตั้งแต่ตอนที่ลูกฟุตบอลอยู่ในแดนของตัวเอง ก่อนที่จะมีการต่อบอล 5-6 จังหวะและนำไปสู่การทำประตู จังหวะนี้จะไปถูกจับว่าเป็นแฮนด์บอล แต่ในทางกลับกัน หากลูกฟุตบอลไปโดนมือผู้เล่นทีม A และลูกฟุตบอลลอยไปเข้าทางเพื่อนร่วมทีมคนต่อไปแล้วผู้เล่นคนนั้นทำประตูในทันที จังหวะนี้จะถูกจับเป็นฟาวล์
อีกกรณีคือการเปลี่ยนคำนิยามการทำให้ร่างกายใหญ่ขึ้นแบบไม่เป็นธรรมชาติ โดยมันไม่มีการขยับท่าทางไหนที่จะถูกระบุให้เป็น "การขยับแบบไม่เป็นธรรมชาติ" อีกต่อไป ซึ่งนั่นทำให้เหล่ากรรมการสามารถตัดสินโดยยึดจากการเคลื่อนไหวของนักเตะและโมเมนตัมของร่างกายเป็นหลักได้โดยตรงทันที
จังหวะวัดล้ำหน้า VAR ของซาล่าห์ ในเกม ลิเวอร์พูล พบ เบิร์นลี่ย์ เมื่อสุดสัปดาห์
- เส้นวัดล้ำหน้า VAR หนาขึ้น
ในฤดูกาลนี้ได้มีการเปลี่ยนให้เส้นล้ำหน้าหนาขึ้นเป็น 5 เซนติเมตร เช่นเดียวกับในศึก ยูโร 2020 ที่เพิ่งจบไปนั้นเส้นบนหน้าจอของทีมงาน วีเออาร์ ที่มีความกว้าง 5 เซนติเมตรเหมือนกัน โดยในฤดูกาลที่แล้ว เส้นจากห้องวีเออาร์จำลองที่ตีขึ้นมามีความกว้างในระดับเพียง 1 มิลลิเมตรเท่านั้น
- ผู้ชมทางบ้านจะไม่ได้เห็นเส้น VAR
ในฤดูกาลใหม่ มีการกำหนดว่าจะไม่มีการตีเส้นจำลองว่าล้ำหน้าหรือไม่ให้ผู้ชมทางโทรทัศน์ได้เห็น โดยมีการให้เหตุผลว่าที่ผ่านมามีการนำภาพที่ฉายทางโทรทัศน์ไปตัดต่อจนทำให้เกิดความเข้าใจผิด และทำให้ทางทีมผู้ตัดสินโดนตำหนิ ทั้งที่บางครั้งไม่ได้ตัดสินผิดแต่อย่างใด
- โดนตัวเบาๆ ไม่เป็นการฟาวล์
ฤดูกาลที่ผ่านมาพรีเมียร์ลีก มีจุดโทษ 125 ลูก ถือเป็นสถิติใหม่ของลีก ส่วนหนึ่งเกิดจากผู้ตัดสินเป่าฟาวล์ทั้งที่แนวรับไปโดนตัวแนวรุกเบาๆ เท่านั้น ทำให้ในฤดูกาลนี้พรีเมียร์ลีกปรับเปลี่ยนใหม่หากมีการโดนตัวเบาๆ ในกรอบเขตโทษซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วไม่รุนแรงพอที่จะทำให้แนวรุกต้องล้มลง จะไม่ถูกตัดสินให้เป็นการฟาวล์อีกต่อไป
-ยกเลิกจุดโทษได้ แม้ให้ไปแล้ว
กฎการให้จุดโทษใหม่ผู้ติดสินต้องพิจารณาว่า จากจังหวะดังกล่าวนั้นมีผลส่วนได้ส่วนเสียในการทำประตูหรือไม่ ทั้งนี้สามารถยกเลิกจุดโทษได้ถ้าหากการทำฟาวล์ไม่ชัดเจน
- ยกธงล้ำหน้าเร็วขึ้น
การยกธงล้ำหน้าที่ผ่านมาเกิดขึ้นเมื่อมีการหยุดจังหวะการเล่นไปแล้ว ซึ่งนั่นทำให้นักเตะบางคนวิ่งแบบฟรีๆ ซึ่งนับตั้งแต่ฤดูกาลนี้จะมีการยกธงตั้งแต่แรกๆ หากจังหวะนั้นมันไม่ใช่จังหวะที่มีการลุ้นทำประตูในทันที
- เป่าฟาวล์กรณีไปหนุนหลังคู่ต่อสู้
แฮร์รี่ เคน ศูนย์หน้าของทีม ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ คือผู้เล่นที่หันหลังเข้าหาคู่แข่งในจังหวะที่อีกฝ่ายกระโดดเล่นลูกกลางอากาศเพื่อที่จะเรียกฟาวล์ แต่ล่าสุดในฤดูกาลใหม่มีการกำหนดแล้วว่าการเล่นแบบนั้นถือเป็นการเล่นที่อันตราย และผู้เล่นที่ทำเช่นนั้นจะโดนจับฟาวล์
- เปลี่ยนตัวแบบพิเศษ
ในพรีเมียร์ลีก มีการใส่ชื่อตัวสำรองได้มากที่สุด 9 คนเช่นเดิม ต่างกับลีก เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ที่มีตัวสำรองได้ 7 คน อย่างไรก็ตามแต่ละทีมก็สามารถเปลี่ยนตัวตามลงสนามปกติได้สูงสุด 3 รายเท่าเดิม
นอกจากนี้ยังได้มีการให้โควต้าพิเศษกับ "การเปลี่ยนตัวคนที่มีอาการกระทบกระเทือนทางสมอง" (Brain concussion) เพิ่มจากการเปลี่ยนตัวตามปกติด้วย หลังมองว่าบรรดานักเตะเสี่ยงที่จะได้รับบาดเจ็บแบบดังกล่าวจนอาจจะส่งผลถึงการเสียชีวิต ซึ่งโควต้าการเปลี่ยนตัวแยยนี้แต่ละทีมสามารถทำได้ 2 คนต่อ 1 เกม
-ห้ามซ้อมโหม่งลูกบอลเกิน 10 ครั้งต่อสัปดาห์
สมาคมผู้จัดการทีม ออกกฎใหม่ในไกด์ไลน์สำหรับการฝึกซ้อมของทีมฟุตบอลอาชีพแดนผู้ดีทุกระดับฤดูกาลหน้า ว่านักเตะจะสามารถซ้อมโหม่งบอลที่พุ่งมาจากระยะไกลกว่า 35 เมตรได้มากสุดที่ 10 ครั้งต่อสัปดาห์ อาทิ ลูกครอสจากริมเส้น, ลูกเตะมุม และลูกฟรีคิก โดยจะถูกบังคับใช้ทุกลีกของอังกฤษ
นอกจากนั้นสโมสร ยังต้องหาช่วงเวลาให้นักฟุตบอลได้พักฟื้นสมองหลังจบเกมอย่างเพียงพอ เพื่อป้องกันการเกิดโรคสมองเสื่อมในแข้งอาชีพเพิ่มเติม