เรอัล มาดริด กุมความได้เปรียบหลังบุกไปชนะมาได้ก่อนในนัดแรก 1-3 แต่เริ่มเกม เชลซี ได้ประตูขึ้นนำไวจาก เมสัน เมาท์ นาที 15 ทำให้สกอร์รวมไล่มา 2-3 ก่อนจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้
ครึ่งหลัง นาที 51 อันโตนิโอ รูดิเกอร์ จะโขกลูกเตะมุมให้ เชลซี บุกมานำห่าง 2-0 ตามด้วย ติโม แวร์เนอร์ ซัดนาที 75 ให้ เชลซี พลิกขึ้นนำด้วยสกอร์รวม 4-3 แต่มาดริด เจ้าบ้านไม่ถอดใจไล่ทวงคืนได้จาก โรดริโก้
ทำให้สกอร์รวมกลับมาเท่ากัน 4-4 ต้องต่อเวลาพิเศษ และเป็น คาริม เบนเซม่า เป็นฮีโร่ โหม่งประตูชัย นาที 96 ทำให้ราชันชุดขาว ผ่านเข้ารอบตัดเชือกด้วยประตูรวม 5-4 รอเจอผู้ชนะระหว่าง แมนฯซิตี้ และแอต.มาดริด
หลังจบเกม อันเชล็อตติ ยอมรับว่า แม้ว่าก่อนเกมจะรู้อยู่แล้วว่าเกมนี้ยาก แต่พอเริ่มเกม ก็ยากกว่าที่คิด ทีมไม่ควรถูกนำห่าง 2-0 แต่ก็พลาดจากลูกตั้งเตะ เพราะไม่มี เอแดร์ มิลิเตา ที่เป็นนักเตะดีสุดในการป้องกันลูกตั้งเตะ ครึ่งแรก ทีมขาดความกระหายในการยิงประตู และหลังโดนนำ 2-0 สภาพจิตใจก็ตกลงไปยิ่งกว่าเดิม แต่มนต์ขลังของเบร์นาเบวช่วยนักเตะ และทีมก็ไม่เคยยอมแพ้ ทั้งทีมมีพลังพิเศษต่อการเข้ารอบตัดเชือก นอกจากนี้ อันเชล็อตติ ยังชื่นชม โรดริโก้ ที่ช่วยยิงประตูตีไข่แตกจนเกมยื้อไปถึงช่วงต่อเวลาพิเศษว่า โรดริโก้ เป็นนักเตะที่สร้างความแตกต่าง และทำได้หลายหน ทั้งเกมกับเปแอสเช และเกมนี้ นี่คือนักเตะหนุ่มที่ยังพัฒนาได้อีกมาก แต่ตอนนี้ ตนก็พอใจกับ โรดริโก้ มาก
ส่วน ลูก้า โมดริช ที่แอสซิสต์ให้โรดริโก้ และได้รับเลือกเป็นแมนออฟเดอะแมตช์ในเกมนี้ ก็ทวีตข้อความว่า "การยอมแพ้ไม่ใช่ตัวเลือก" โดยยังให้สัมภาษณ์ด้วยว่า ทีมไม่ยอมแพ้ ทุกคนยังคงเชื่อมั่น สู้ไม่ถอย และในท้ายที่สุด ก็ยิงได้สองประตู ตนทุ่มเทอย่างเต็มที่ในสนามเพื่อตอบแทนสิ่งที่มาดริดดริสต้าส่งพลังมาให้