พรีเมียร์ลีกนัดรองสุดท้ายก่อนจะพักเบรคบอลโลก เป็นเกมลอนดอน ดาร์บี้แมตช์ ระหว่างเชลซีที่ฟอร์มผีเข้าผีออก เจอกับอาร์เซน่อลที่กำลังฟอร์มดี ต้องการทวงจ่าฝูงคืน มิเกล อาร์เตต้ามีสถิติที่สวยงามมากเมื่อลงเล่นในถิ่นแสตมฟอร์ด บริจน์ โดยตั้งแต่เข้ามารับงานคุมปืนใหญ่ มิเกลไม่เคยแพ้ให้กับเชลซี และชนะติดต่อกันมา 2 ฤดูกาลเข้าไปแล้ว ฝั่งเจ้าบ้านมีปัญหาอาการบาดเจ็บเพียบ
ทั้งเกปาที่พักหลังเป็นมือ 1,แบ็คซ้าย-ขวาอย่าง เบน ชิล เวลล์ และรีซ เจมส์ , กองหลังตัวหลักอย่าง คาลิดู คูลิบาลี่ และกองกลางตัวแบกอย่างก็องเต้ที่เจ็บจนอดไปบอลโลก กลับกันความพร้อมตัวผู้เล่นทีมเยือนต่างกันราวฟ้ากับเหวเมื่อพวกเขาได้ซินเชนโก้กลับมาประจำแบ็คซ้าย
ทำให้ฟูลทีมขั้นสุด รูปเกมเป็นทางอาร์เซน่อลครองเข้าใส่อยู่ฝั่งเดียวตามสไตล์ที่ “ศิษย์เป๊ป” วางรากฐานมา สร้างโอกาสเข้าไปลุ้นในกรอบหลายรอบ แต่ก็ไม่จะแจ้งพอที่จะเป็นประตู ฝั่งเชลซีถือว่าเล่นเกมรับได้ดี โดยเฉพาะ ติอาโก้ ซิลวา ที่แบกแฝงหลังทั้งแผงด้วยวัย 38 ขวบ ถ้าขาดกองหลังบราซิเลียนคนนี้ไปคงขาดใจ ส่วนเกมรุกเรียกว่า ไม่เอาอะไรเลย ทั้งสเตอริ่ง โอบาเมยอง เมาท์ และฮาร์แวตที่ดูเหมือนเอามาแต่ตัว ไม่เอาใจมาด้วย
สุดท้ายปืนใหญ่มาได้ทีเด็ดจากลูกเตะมุมโดย มากัลเญสชาร์จจ่อ ๆ เข้าไปในนาทีที่ 63 หลังจากนั้นพ็อตเตอร์พยายามแก้เกมด้วยการส่งสำรองลงมา แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรทีมเยือนที่วันนี้มาเล่นเกมรับอย่างมีระเบียบสุด ๆ ได้ โดยเฉพาะซาลิบาที่ไม่ว่าต้องดวลกับ ฮาร์แวต หรือโบรย่า ก็เอาอยู่หมด ที่น่าสนใจคือกองหน้าของทั้งสองฝั่งวันนี้ ไม่สามารถทำประตูได้ แต่ต่างกันตรงที่ “การมีส่วนร่วมกับเกม”
โดยโอบาเมยองได้สัมผัสบอลไปเพียง 8 ครั้งเท่านั้นตลอดเวลาที่อยู่ในสนาม 64 นาที แถมมีใบเหลืองจากการเข้าบอลหนักเป็นของแถม ต่างกันกับเจซุสที่แม้จะยิงไม่ได้ 9 เกมติดต่อกันในทุกรายการ แต่มีส่วนร่วมกับเกมตลอด ทั้งการเก็บบอล พักบอล เลี้ยงกินตัว ทำเกมรุก เล่นเกมรับ เรียกได้ว่าเป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว ขาดเพียงประตูเท่านั้น หลังจบเกมสถานการณ์ของทั้งสองทีมจากลอนดอนอย่างสิ้นเชิง อาร์เซน่อลแซงแมนฯซิตี้กลับสู่จ่าฝูง มีลุ้นแชมป์เต็มตัว แม้มิเกลจะบอกว่าดูกันเกมต่อเกม ส่วนเชลซีอยู่อันดับที่ 7 โดนจ่าฝูงทิ้งห่าง 13 คะแนนเข้าไปแล้ว ถ้าเกมหน้ายังไม่ฟื้น หลังบอลโลกคงเหนื่อยหนักแน่นอน