หลังจากที่การแข่งขันแบดบินตันชายเดี่ยวรอบชิงชนะเลิศ "วิว กุลวุฒิ วิทิตศานต์" ได้สร้างประวัติศาสตร์ คว้าเหรียญเงินจากการแข่งขันโอลิมปิก ปารีส 2024 และถือว่าเป็นเหรียญแรกของสมาคมแบดมินตันแห่งประเทศไทยอีกด้วย ซึ่งความสำเร็จนี้มีเบื้องหลังที่นำพาให้ “วิว กุลวุฒิ” สามารถมาถึงจุดสูงสุดของการแข่งขันแบดมินตัน และปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ที่บ่มเพาะทำให้ “วิว กุลวุฒิ” กลายเป็นฮีโร่และแรงบันดาลใจให้กับหลายคน นั่นคือ โรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอด
ล่าสุด"นางกมลา ทองกร" หรือ "แม่ปุก" ผู้ก่อตั้งโรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอด ได้ให้สัมภาษณ์ ในรายการ "เปิดโต๊ะข่าว" ทางช่อง PPTV HD 36 หลังจากการแข่งขันเมื่อวานนี้ว่า จริงๆแล้ว ตนไม่ได้คาดหวัง ถามว่าตื่นเต้นหรือไม่ ไม่มากเท่าใด เพราะเหมือนกับตนทำใจไว้ด้วยว่าเป็นครั้งแรกของ “วิว กุลวุฒิ” เมื่อเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศ ไม่กล้าตื่นเต้นเพราะว่ากลัวว่าเมื่อเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศแล้วจะไม่นิ่ง ประมาณว่าความมุ่งมั่นและความอยากที่จะได้เหรียญทอง จะทำให้เกิดความกดดัน จากที่ตีไม่ค่อยเสียบางจังหวะที่ควรจะได้จะได้แต้ม ก็จะรีบกลายเป็นตีออก นั่นมาจากความมุ่งมั่นที่บางครั้งมีมาก และคุมไม่ได้
ผ้าคลุมรถกันความร้อน และ 4 ไอเทมที่ช่วยทำให้รถดูสวยใหม่ตลอดเวลา
ส่วนสิ่งที่โค้ชเป้ ทำเหมือนเป็นการพยายามปลดล็อกอย่าคิดมากนั้น "แม่ปุก" กล่าวว่า เป็นการพยายามเหมือนกับให้วิวคิดว่าเป็นแมตช์ๆ หนึ่งประมาณนี้ หาประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด เราเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากเขาให้ได้มากที่สุด จากการที่เขาผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่าเรา
เมื่อถามต่อว่า ฟอร์มของ “วิว กุลวุฒิ” เมื่อวานนี้ในหลายจังหวะหลุดจากฟอร์มปกติของเขาหรือไม่ "แม่ปุก" กล่าวว่า ปกติวิวจะตีใจเย็น เมื่อใกล้จะแพ้แล้วเริ่มคลาย ทำให้วิคเตอร์ เสียจังหวะแต่มาช้าไป อย่างตอนปลายเกมที่ 2 เขาเริ่มสบาย แต่คิดว่าปฏิหาริย์จะมีจริงหรือไม่ ที่จะกลับมาแล้วไล่จาก 9 แต้ม 10 แต้ม ซึ่ง “เมย์ รัชนก อินทนนท์” เคยทำได้
เมื่อถามต่อว่า หลังเกมโอลิมปิก “วิว กุลวุฒิ” ให้สัมภาษณ์ว่า 4 ปีข้างหน้า ตั้งเป้าเอาเหรียญทองโอลิมปิกนั้น ตอนนี้ทางโรงเรียนบ้านทองหยอดได้วางแผนอย่างไรในการสนับสนุนให้ไปถึงเป้าหมายนั้น "แม่ปุก" กล่าวว่า หลังจากนี้คงต้องประคอง ดูแลแผนการซ้อม แผนการแข่งขันให้สอดคล้องกันเพื่อไม่ให้ร่างกายวิวบาดเจ็บไม่แข่งขันให้หนักเกินไป หากบางรายการที่คิดว่าไม่แข่งได้ ก็คงต้องเบาลงบ้าง
โดยในช่วงหลังโอลิมปิกนี้คงต้องผ่อนให้เขาลงหน่อยนึง เนื่องจากมีความเครียดหลายเดือนในเรื่องโภชนาการ การทานอาหารต้องควบคุม เพราะชอบทานขนม แต่ก็ต้องเบาลง เพราะบางทีน้ำหนักจะควบคุมยาก ซึ่งต้องผ่อนให้เขาทานบ้าง และเนื่องจากการซ้อมเข้มข้นทุกวัน นักจิตวิทยาก็เขาไปพูดคุย เพราะทุกวันของเขาไปใช้กับการเตรียมพร้อมในรอบชิงชนะเลิศ คือประสบการณ์ล้วนๆ
เรื่องสภาพจิตใจแม่ปุกกลัวที่สุด เราไม่รู้ได้ว่าในนาทีนั้นวิวคิดอะไรอยู่ ไม่มีใครรู้ได้ว่านักกีฬาในสนามท่ามกลางความกดดัน นักกีฬาจะทำอะไร จะคิดอะไร คาดหวังไม่ได้เลย แม่ปุกถึงได้บอกว่า ถามว่าตื่นเต้นหรือไม่มาถึงจุดนี้ตื่นเต้นดีใจแล้ว แต่เมื่อวานถ้าได้ก็คือรางวัล
เมื่อถามต่อว่า กรณี “เมย์ รัชนก อินทนนท์” จะเป็นอย่างไรต่อไปในโอลิมปิกครั้งหน้า "แม่ปุก" กล่าวว่า เท่าที่ตนฟังเมย์พูดว่าโอลิมปิกจะไปถึงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับระหว่างทางว่าร่างกายยังไหวหรือไม่ ใจยังอยากที่จะเล่นต่อหรือไม่ ถ้ายังอยากเล่นต่อตนคิดว่าดูตามสภาพร่างกาย ขึ้นอยู่กับเมย์เองตอนนี้ เขายังอยากอยู่ในเส้นทางนี้หรือไม่ แต่เท่าที่ตนฟังเขาพูดหรือให้สัมภาษณ์ เขายังอยากเล่นต่ออยู่ แต่ถ้าเกิดว่าเมย์ไม่อยากเล่นต่อ ตนก็อยากให้เขาช่วยโค้ชเป้ ช่วยตนสร้างนักกีฬาที่กำลังจะขึ้นมาในระดับโลกให้แทน เพราะเขาเจอความกดดันในสนามจริงๆ เหตุการณ์จริงมาหลายครั้งแล้ว ตรงนี้สำคัญมากสำหรับโค้ชที่จะมาดูแลนักกีฬา ถ้าตัวเองเคยผ่านเหตุการณ์เช่นนี้จะเข้าใจ และอธิบายได้ถูกว่าเราควรจะจัดการอย่างไร ซึ่งจะช่วยได้มากในนักกีฬารุ่นต่อมา ถ้าเมย์ได้นำประสบการณ์ที่เรียกได้ว่าเก๋าถ่ายทอดให้น้องรุ่นต่อไป จะเป็นประโยชน์กับวงการแบดมินตันของเรามาก ถือว่าเป็นโชคดีของประเทศเราด้วยตนคิดว่า
จริงๆ ถ้าอยากจะพูดอยากให้เมย์นำสิ่งเหล่านี้มาถ่ายทอดให้กับน้องๆ ก่อนที่จะไปทำอย่างอื่น แต่ว่าในเวลาที่ว่างจากเรื่องเหล่านี้ ให้มาทุ่มกับการสร้างนักกีฬารุ่นต่อไปให้ไปสู่เป้าหมายโอลิมปิกที่หวังไว้ ซึ่งแม่ปุกหวังกับเมย์ยังไม่ได้โอลิมปิก ก็หวังให้เมย์สร้างนักกีฬาที่ไปสู่โอลิมปิกซึ่งเป็นหญิงเดี่ยวให้กับประเทศไทยแทนสิ่งที่เมย์ยังทำไม่ได้
เมื่อถามต่อว่า ตอนนี้น้องๆที่บ้านทองหยอดพอจะเห็นแวว “เมย์ รัชนก” คนต่อไปหรือไม่ "แม่ปุก" กล่าวว่า มีหลายคน ก็เป็นทางเดินที่คล้ายกับเมย์ ซึ่งตอนนี้บ้านทองหยอดมีนักกีฬาที่เห็นอยู่ปัจจุบัน อย่างน้องของวิว คือน้อง "ส้ม สรัลรักษ์ วิทิตศานต์" อยู่อันดับ 2 ของโลก "พิงค์ พิชฌามลณ์ โอภาสนิพัทธ์" อยู่อันดับ 3 และ "หนูแหวน อัญพัชร์ พิชิตปรีชาศักดิ์" อยู่อันดับ 5 อายุเพียง 16 ปี นอกจากนั้นเรายังมีชายเดี่ยวอีกคนหนึ่งอยู่อันดับ 2 ของโลก คือ "นิว พัชรกิตติ์ อภิรัชตะเศรษฐ์" ก็เดินตามรอยวิวเช่นเดียวกัน และไกลออกไปก็ยังมีเยาวชนอีกหลายคนที่มาตามรุ่นอายุเหมือนวิว ที่ตนดูแลตั้งแต่อายุ 12 ปี
เมื่อถามอีกว่าหลังจาก “วิว กุลวุฒิ” ได้เหรียญเงิน บ้านทองหยอดคงจะต้องรับเด็กอีกมากมายหรือไม่ "แม่ปุก" กล่าวว่า ก่อนหน้าที่วิวจะมีเหรียญในโอลิมปิก บ้านทองหยอดมีปิดรับไปบางรุ่นแล้ว เพราะเต็มและขยายไม่ออกแล้ว และมีต่างชาติเข้ามาที่พักก็เต็มหมด ที่พัก ที่ซ้อม สนามแบดมินตันของเราใช้ตลอดเวลา
เมื่อถามต่อว่า บรรยากาศหลังจากนี้เด็กๆ คงอยากจะเรียนแบดมินตันมากขึ้น "แม่ปุก" กล่าวว่า เด็กๆ เมื่อเห็น “วิว กุลวุฒิ” ทำได้ ทุกคนรู้สึกว่ามีความสุขและอยากทำได้เหมือนวิว เขาก็คงอยากจะเป็นหนึ่งในนั้นว่ามีคนหลายคนมาเชียร์เราให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งการเป็นนักกีฬาตนว่าได้ทั้งสุขภาพ ความคิด ระเบียบวินัย และทุกๆอย่างที่นำบุตรหลานมาอยู่กับกีฬา มีแต่ได้ไม่มีเสีย