ทั้งหมดนี้เริ่มจากไอเดียของ ซิลวิโอ บัลดินี (Silvio Baldini) โค้ชทีมชาติอิตาลีชุดเล็ก ที่อยากพัฒนาการมองเห็นและการตัดสินใจของลูกทีม เขาจะให้ผู้เล่นใส่ที่ปิดตาในระหว่างการซ้อม โดยการซ้อมจะแบ่งเป็น 3 ช่วง ช่วงละ 20 นาที แยกออกมาเป็น ปิดตาข้างที่เป็น “ตาหลัก” หรือข้างที่สมองใช้มากที่สุด, สลับไปปิดอีกข้าง และเปิดตาทั้งสองเหมือนเดิม
บัลดินี่อธิบายว่า เขาอยากให้นักเตะ “มองสนามไม่ใช่แค่ด้วยตาเท่านั้น แต่ต้องสัมผัสได้ด้วยใจและร่างกาย”
แนวคิดนี้มีที่มาจากศาสตร์ “Optometry in Sport” หรือวิทยาศาสตร์การมองเห็นในกีฬา ซึ่งเคยถูกนำมาใช้ในวงการรักบี้ กอล์ฟ และฟอร์มูล่าวัน เพื่อช่วยให้นักกีฬาเหล่านั้นมีสมาธิและตัดสินใจได้ไวขึ้น
หลักการคือ การปิดตาข้างหนึ่งจะบังคับให้ระบบการมองเห็นทำงานหนักขึ้น สมองต้องปรับตัวให้รับข้อมูลจากตาอีกข้างได้เร็วและแม่นยำกว่าเดิม และเมื่อกลับมาเปิดตาทั้งสองข้าง สมองจะสามารถประมวลผลภาพได้ชัดเจนขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านการมองเห็นในนักกีฬา เคยใช้วิธีนี้กับทีมรักบี้อังกฤษในปี 2003 มีการอธิบายไว้ว่า “การปิดตาข้างหนึ่งเหมือนเป็นการออกกำลังกายให้กับระบบการมองเห็น เมื่อเปิดตาออก ทุกอย่างจะดูง่ายและชัดขึ้น”
โดยบัลดินี่ได้แรงบันดาลใจจากกีฬามวย เขาเคยเห็นนักมวยใช้ผ้าพันตาข้างหนึ่งเพื่อฝึกสมาธิและการโฟกัส จึงนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้ในสนามฟุตบอล “ผมอาจไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ แต่เห็นว่านักมวยใช้แล้วได้ผล ผมเลยอยากลองให้เด็ก ๆ ฝึกด้วย” เขากล่าว
ไม่ใช่แค่บัลดินี่เท่านั้นที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสายตา โค้ชอย่าง เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ก็ใช้หลักเดียวกัน เขาเคยให้ ทิโมธี เวอาห์ นักเตะทีมชาติสหรัฐฯ ย้ายไปเล่นฝั่งซ้าย เพราะผลทดสอบบอกว่า เวอาห์มี “ตาซ้าย” เป็นตาหลัก ทำให้เล่นฝั่งนั้นได้เป็นธรรมชาติกว่า
ดร.โซอี้ วิมเฮิร์สต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาการมองเห็นในนักกีฬาอธิบายว่า “การมองเห็นเพียงเสี้ยววินาทีอาจเปลี่ยนผลลัพธ์ของเกมได้” เช่น
นักเตะที่มีตาข้างถนัดอยู่ฝั่งใกล้เส้นข้างสนามจะมองเห็นในพื้นที่จำกัดกว่า เช่น เล่นในตำแหน่งปีกซ้ายแล้วคุ้นชินกับการใช้ตาซ้ายมากกว่า ก็จะมองเห็นได้ในพื้นที่ที่จำกัดกว่า, การปิดตาข้างที่ไม่ถนัดช่วยให้สมองรับข้อมูลได้ดีขึ้น, และการรับรู้ระยะทางจะดีขึ้น ทำให้การตัดสินใจแม่นยำกว่าเดิม
แม้มันจะดูเหมือนการฝึกแปลก ๆ ของทัพอัซซูรี่ แต่เบื้องหลังคือหลักคิดที่ลึกซึ้ง นี่คืออีกก้าวของฟุตบอลยุคใหม่ที่ไม่ได้เน้นแค่ร่างกายหรือเทคนิค แต่พัฒนา “สมองและการมองเห็น” ไปพร้อมกัน ซึ่งบางทีชัยชนะอาจไม่ได้อยู่ที่ความแข็งแรงของขา… แต่อยู่ที่ “สายตาและสมอง” ที่มองเห็นสิ่งที่คนอื่นยังไม่ทันสังเกตต่างหาก