ถึงขนาดที่ว่ามีชื่อเรียกเวลามีแมตช์ที่ทั้งคู่เจอกันว่าเป็น “แดร์ กลาซิเกอร์” หรือถ้าเขียนในภาษาเยอรมันคือ Der Klassiker นั่นเอง
โดยตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ทั้งสองทีมคว้าไปถึง 26 ถาดแชมป์บุนเดสลีกา ซึ่งทำให้การเจอกันของพวกเขาเต็มไปด้วยแรงกดดันและความหมายในทุกฤดูกาล
แม้คนบางกลุ่มในเยอรมนีจะมองว่า Der Klassikerไม่ใช่ “ศึกดาร์บี้ขนานแท้” เพราะศึกนี้เพิ่งเกิดขึ้นในยุคหลังไม่ได้เป็นเหมือนการแข่งขันของทีมใหญ่คู่อื่น ๆ
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า แดร์ กลาซิเกอร์ ได้เข้ามาเป็นศึกที่ทั้งประเทศพากันจับตาแล้วเรียบร้อย หากจะให้เปรียบกับในไทยลีก ก็คงจะประมาณ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด พบ เมืองทอง ยูไนเต็ด อะไรแบบนั้น มันอาจจะมีช่วงที่ทีมใดทีมนึงไม่ได้ฟอร์มดี แต่พอเจอกันทีไรคนก็ต่างพากันจับตามองตลอด…
ซึ่งจุดเริ่มต้นของแดร์ กลาซิเกอร์ เริ่มก่อตัวขึ้นในช่วง ทศวรรษ 1990s เมื่อดอร์ทมุนด์คว้าแชมป์บุนเดสลีกาได้ 2 สมัยติดต่อกัน (1994/95 และ 1995/96) ทำให้บาเยิร์น ซึ่งครองความยิ่งใหญ่มาอย่างยาวนาน เริ่มรู้สึกถึงแรงท้าทายครั้งใหม่
กระแสความเป็นคู่แข่งยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อปี 1997 ดอร์ทมุนด์คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ได้สำเร็จ และความบังเอิญคือเกมนั้นเตะใน โอลิมเปียชตาดิโอน (Olympiastadion) รังเหย้าของบาเยิร์นฯในตอนนั้นด้วย
แต่แม้ทั้งคู่ต่างประสบความสำเร็จในเวทียุโรปและในประเทศ ดอร์ทมุนด์กลับต้องเผชิญปัญหาการเงินอย่างหนักในช่วงต้นยุค 2000 จนถึงขั้นเกือบล้มละลาย ซึ่งสุดท้าย บาเยิร์น มิวนิค นี่แหละที่ยื่นมือเข้าช่วย ด้วยเงินกู้ 2 ล้านยูโร ในปี 2004 เพื่อพยุงให้คู่แข่งรายนี้อยู่รอดต่อไป
เวลาผ่านไปจนถึงยุค เยอร์เก้น คล็อปป์ ดอร์ทมุนด์กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง ด้วยขุมกำลังรุ่นใหม่อย่าง มาริโอ เกิทเซ่, โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้, ชินจิ คางาวะ, มัทซ์ ฮุมเมิลส์ พวกเขาคว้าแชมป์ลีก 2 สมัยซ้อน (2011, 2012) และสร้างสไตล์การเล่นที่น่าตื่นตาตื่นใจ
แต่บาเยิร์นฯเองก็ไม่ยอมน้อยหน้า ปี 2013 พวกเขาล้างตาได้สำเร็จ ด้วยการเอาชนะดอร์ทมุนด์ในรอบชิงแชมเปียนส์ลีก คว้าทริปเปิลแชมป์ (แชมป์ลีก, เดเอฟเบ โพคาล, แชมเปียนส์ลีก) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร
หลังจากนั้นมา บาเยิร์นแทบจะยึดครองความยิ่งใหญ่ไว้ทั้งหมด คว้าแชมป์บุนเดสลีกา 10 สมัยติดต่อกัน พร้อมกับดึงผู้เล่นตัวสำคัญของดอร์ทมุนด์มาร่วมทีม ไม่ว่าจะเป็น เลวานดอฟสกี้, เกิทเซ่ หรือ ฮุมเมิลส์
ถึงแม้ในระยะหลัง ดอร์ทมุนด์จะพยายามต่อสู้และยกระดับทีมขึ้นมา แต่ในแง่สถิติ บาเยิร์นยังคงเหนือกว่าอย่างชัดเจน อ้างอิงจาก Transfermarkt จากการพบกันทั้งหมด 133 นัด บาเยิร์นชนะถึง 68 นัด ส่วนดอร์ทมุนด์ชนะ 34 นัด ครึ่งต่อครึ่งเลย
ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงตั้งแต่ปี 2017 ถึงปัจจุบัน บาเยิร์นชนะไปถึง 14 จาก 17 เกมล่าสุด ในศึก แดร์ กลาซิเกอร์ และในปี 2018 ยังมีแมตช์จำไม่ลืมที่พวกเขาถล่มดอร์ทมุนด์ไปถึง 6-0 ซึ่งเป็นชัยชนะขาดลอยที่สุดนับตั้งแต่ปี 1971 ที่บาเยิร์นเคยชนะทัพเสือเหลือง 11-1
ทีนี้เรามาย้อนรอย แดร์ กลาซิเกอร์ ในความทรงจำกันหน่อยดีกว่า… ขอเริ่มที่ บาเยิร์น มิวนิค 6-2 โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ บุนเดสลีกาปี 2000 หลังจากเฉือนคว้าแชมป์ลีกจากไบเออร์ เลเวอร์คูเซนในปี 1999/2000 บาเยิร์นฯ เริ่มต้นซีซันใหม่ได้ไม่ดีนัก
และต้องเจอกับคู่ปรับสำคัญอย่างดอร์ทมุนด์ แม้ทีมเยือนจะออกนำก่อน แต่บาเยิร์นกลับมาถล่มยิงรัว 5 ประตูรวด ปิดจ็อบด้วยชัยชนะ 6-2 กลายเป็นหนึ่งในเกมที่ดุเดือดและยิงกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ศึกนี้
ต่อมาเป็นเกมเดเอฟเบ โพคาล รอบชิงฯ ในปี 2012 ที่บาเยิร์นฯ พ่ายต่อดอร์ทมุนด์ไป 2-5 แมตช์นี้คือ “แดร์ กลาซิเกอร์ ยุคใหม่” ดอร์ทมุนด์ในยุคคล็อปป์กำลังพีคสุดขีด หลังเพิ่งคว้าแชมป์ลีก และต้องการดับซ่าบาเยิร์นอีกครั้งในฟุตบอลถ้วย…
เพียง 5 นาทีแรก คางาวะ ยิงขึ้นนำ ก่อนบาเยิร์นจะตีเสมอจากจุดโทษ แต่ดอร์ทมุนด์ยังคงเหนือกว่า ก่อนที่ เลวานดอฟสกี้ จะซัดแฮตทริกพาทีมชนะ 5-2 คว้าดับเบิลแชมป์ในปีนั้นได้สำเร็จ
นี่ก็เป็นสองแมตช์ที่ยกมาเพื่อรำลึกความเดือดทุกครั้งที่สองทีมนี้เจอกัน แล้วคุณล่ะ? มีแมตช์ไหนจากศึกแดร์ กลาซิเกอร์ ที่อยู่ในความทรงจำบ้าง คอมเมนต์บอกพวกเรา PPTV Sports กันหน่อย…
แดร์ กลาซิเกอร์ จึงไม่ใช่เพียงเกมของสองทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเยอรมนี แต่มันคือ สัญลักษณ์ของการแข่งขันและความทะเยอทะยาน บาเยิร์นฯ คือภาพแทนของความสมบูรณ์แบบและมาตรฐานสูงสุด ส่วนดอร์ทมุนด์คือทีมแห่งจิตวิญญาณ นักสู้ และความเชื่อในพลังของเยาวชน
ทุกครั้งที่พวกเขาพบกัน คือการปะทะกันของสองแนวคิด สองวัฒนธรรม และสองสโมสรที่ผลักดันกันให้ฟุตบอลเยอรมันยิ่งใหญ่ขึ้นเสมอ…