แต่ถ้าหากมองย้อนไปลึก ๆ ฟุตบอล 7 สี เมื่อก่อน อาจไม่ใช่รายการแข่งขันที่ทีมภูธรหรือทีมต่างจังหวัดจะได้มีโอกาสคว้าแชมป์มากขนาดนั้น เพราะส่วนใหญ่แชมป์จะกระจุกในกรุงเทพฯหรือปริมณฑลซะมากกว่า
ซึ่งหากใครที่ติดตามฟุตบอล 7 สี คงจะคุ้นเคยดีกับเหตุการณ์ "ล้มยักษ์" ที่ทีมจากต่างจังหวัดหรือทีมที่ถูกมองว่าเป็นมวยรอง มักจะทำแสบให้บรรดาทีมใหญ่จากโรงเรียนชื่อดังได้อยู่เสมอ ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นหลักฐานที่ตอกย้ำว่า รายการนี้ไม่มีคำว่า "ทีมเต็งจ๋า" อีกต่อไปแล้ว
แต่ในช่วงสองสามปีให้หลัง เทรนด์การคว้าแชมป์ในรายการนี้เริ่มเปลี่ยนไป
เราได้เห็นการผงาดขึ้นมาของทีมภูธรที่ก้าวข้ามทุกข้อจำกัดและคว้าแชมป์ได้อย่างน่าช็อก เช่น มัธยมบราซิล "โรงเรียนกันทรารมณ์" จากจังหวัดศรีสะเกษ ที่สร้างปรากฏการณ์คว้าแชมป์ได้อย่างยิ่งใหญ่เมื่อไม่กี่ปีก่อน รวมถึงผลงานล่าสุดของ "หมอนทองวิทยา" จากฉะเชิงเทรา ที่ทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จกับคู่แข่งอย่างโรงเรียนอบจ.ชัยนาท ก็เช่นกัน
สถิติเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า บอลภูธรไม่ได้เป็นแค่ "ทีมรองบ่อน" อีกต่อไป แต่ได้ยกระดับฝีเท้าและแท็กติกขึ้นมาท้าทายอำนาจลูกหนังขาสั้นแบบเดิม ๆ อย่างเต็มตัว และตอกย้ำว่ารายการ 7 สี คือ "สนามแห่งความเท่าเทียม" ที่เปิดประตูให้ทุกโรงเรียนมีโอกาสชูถ้วยรางวัลได้
แล้วอะไรคือ 'ความลับ' ที่ทำให้บอล 7 สี แตกต่างจากฟุตบอล 11 คนทั่ว ๆ ไป? ทำไมทีมที่ถูกมองว่าเป็นรองกว่าถึงสู้ทีมดังได้อย่างสนุกและชนะได้บ่อย ๆ?
คำตอบคือ กฎกติกาของรายการ นี่แหละ ที่เหมือนเป็นความเท่าเทียมให้กับทุกทีม ไม่ว่ารวยหรือจน จะมีชื่อเสียงหรือเป็นทีมนอกสายตา นี่คือ 2 ปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้บอล 7 สี เป็นสนามแห่งโอกาสสำหรับทุกคน
ปัจจัยข้อแรก: เพราะบอล 7 สี ไม่มีกฎล้ำหน้า ทำให้มีอิสระในการบุก ทำให้การวางแผนเกมรุกง่ายขึ้นมาก ทีมไม่ต้องมานั่งต่อบอลแบบซับซ้อน หรือเน้นการครองบอลนาน ๆ แต่สามารถเน้นไปที่ การโต้กลับเร็ว ที่ดุดัน และจบสกอร์ให้ได้ในจังหวะเดียว
นอกจากนั้น ตรงนี้อยู่ที่ไหวพริบของโค้ชแต่ละทีม ว่าจะใช้ลูกเล่นแบบไหนในการโจมตี ไม่ว่าทีมจะมีผู้เล่นเก่ง ๆ น้อยคน แต่ถ้าเล่นได้ฉลาด มีความเร็ว และกล้าตัดสินใจ ก็สามารถทำประตูพลิกเกมใส่ทีมใหญ่ได้ง่าย ๆ
ปัจจัยต่อมา บอล 7 คน คนน้อย และเน้นทักษะส่วนตัว บางทีมันอาจไม่ได้เน้นที่ "ระบบทีม" ที่สมบูรณ์แบบเหมือนบอล 11 คน แต่เน้นที่ ทักษะเฉพาะตัว ของนักเตะแต่ละคน และการตัดสินใจที่รวดเร็วทันที เพราะความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในสนามแคบ ๆ สามารถกลายเป็นประตูได้ในพริบตา
นอกเหนือจากเรื่องกฎกติกาที่อาจเป็นใจให้ทีมรองแล้ว ปัจจัยสำคัญอีกอย่างที่ทำให้ทีมเต็งล้มลงง่าย ๆ ในรอบสำคัญ ๆ ของ 7 สี คือ "ความเหนื่อยล้าสะสม" ของนักเตะชุดหลัก
คำถามถึงทีมยักษ์ใหญ่: ลงแข่งมากไปหรือไม่?
ทีมโรงเรียนดัง ๆ หรือทีมที่ได้รับการสนับสนุนด้านฟุตบอลอย่างเต็มที่ มักมีภารกิจที่ต้องทำตลอดทั้งปี นักเตะชุดเดียวกันนี้ต้องแบกรับความคาดหวังและลงสนามใน หลายรายการหลัก อย่างต่อเนื่อง
- กีฬานักเรียน/กีฬาเขต ที่ต้องเข้าร่วมในฐานะตัวแทน
- รายการของกระทรวงศึกษาธิการ หรือสมาคมกีฬาอื่น ๆ
และมาปิดท้ายที่รายการสำคัญอย่าง ฟุตบอล 7 สี
เมื่อนักเตะต้องลงเล่นหนัก ติด ๆ กัน ไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ความเหนื่อยล้าทางร่างกายและจิตใจก็จะเข้ามาแทนที่ นี่คือจุดที่ทำให้เกิดความผิดพลาดง่ายขึ้นในบรรดาทีมบอลขาสั้นยักษ์ใหญ่
อาการบาดเจ็บ: โอกาสเกิดอาการบาดเจ็บสะสมหรือบาดเจ็บรุนแรงก็จะสูงขึ้น ซึ่งทำลายความต่อเนื่องของทีม
อีกปัจจัยหนึ่งก็คือเรื่องโค้ช ที่บรรดาทีมภูธรหลาย ๆ ทีมมักจะนิยมดึงโค้ชมาจากทางโรงเรียนฝั่งกรุงเทพฯ แน่นอน…อาจารย์สกล เกลี้ยงประเสริฐ ก็คือหนึ่งในนั้นที่ก้าวจากการทำทีมโรงเรียนในกรุงเทพฯ มาทำทีมโรงเรียนหมอนทองวิทยา
เมื่อรวมทุกปัจจัยเข้าด้วยกัน ภาพมันก็ยิ่งชัดเจนว่าทำไมฟุตบอล 7 สี ถึงเป็นรายการที่คาดเดาผู้ชนะยากในรอบสองสามปีมานี้ และเป็นรายการที่ "โอกาส" ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินทองหรือชื่อเสียงของแต่ละโรงเรียน
แต่ตัดสินกันที่ แท็กติกที่ฉลาดเฉลียว ของโค้ชในการบริหารทีมเล็ก ๆ และ หัวใจที่สดใหม่ ของนักเตะที่ไม่กลัวคำว่า 'ทีมรองบ่อน'
บอล 7 สี คือรายการที่ 'ความสดใหม่สำคัญกว่าชื่อเสียงเสมอ' และเป็นเวทีที่มอบโอกาสให้ทีมภูธรได้ใช้ไหวพริบและหัวใจที่เต็มร้อยเพื่อโค่นทีมเต็งที่อ่อนล้าลงได้
และการที่รายการเยาวชนมีปรากฏการณ์ "ล้มยักษ์" เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อนแบบนี้ ถือเป็นข่าวดีที่สุดสำหรับฟุตบอลทีมชาติไทยในอนาคต
เพราะรายการ 7 สี คือแหล่งบ่มเพาะ "เพชรเม็ดงาม" ที่แท้จริง นักเตะที่นี่ต้องผ่านการพิสูจน์ตัวเองภายใต้แรงกดดันมหาศาล พวกเขาไม่เพียงแต่มีทักษะเฉพาะตัวที่ดีเยี่ยม แต่ยังมี 'หัวจิตหัวใจ' ที่แกร่งกล้าจากการต่อสู้กับข้อจำกัด อย่างไรก็ดี การเล่นบอล 7 คน กับ 11 คน มันยังค่อนข้างมีความต่างกันอยู่ไม่น้อยเลย
สุดท้ายนี้ ไม่ว่าแชมป์ 7 สี จะเป็นทีมใหญ่ หรือทีมจากภูธร สิ่งที่ทีมชาติไทยจะได้รับคือ นักเตะที่มีคุณภาพจากทั่วทุกมุมของประเทศ ซึ่งได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า พร้อมสู้ และ ไม่กลัวชื่อชั้นของคู่แข่ง นี่แหละคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการยกระดับมาตรฐานฟุตบอลไทยในเวทีระดับนานาชาติ