ว่ากันว่า…ไทยลีกนั้นงานหิน ใครมาทำงานเป็นโค้ชที่นี่นั้นไม่ง่าย จนได้รับฉายาว่า ลีกกินโค้ช เอาง่าย ๆ แค่ฤดูกาลนี้ ก็มีโค้ชต้องตกเก้าอี้ไปแล้วถึง 9 ราย ไม่ใช่แค่ปีนี้เท่านั้น
ปีก่อน ๆ ก็มักจะมีโค้ชลาทีมกลางคันอยู่บ่อย ๆ แล้วทำไมไทยลีกที่เป็นลีกสูงสุดของประเทศถึงกลายเป็นลีกกินโค้ชไปซะได้? อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้โค้ชบางคนไม่สามารถอยู่กับทีม ๆ นึงได้นาน ๆ เราไปหาคำตอบกัน
รากเหง้าของปัญหานี้มาจากวิสัยทัศน์ของเจ้าของสโมสรบางส่วน ที่ส่วนใหญ่มักมีเป้าหมายที่ชัดเจนและกดดันในระยะเวลาอันสั้น ทั้งการ "หนีตกชั้น" หรือการ "คว้าแชมป์" ทันทีที่การลงทุนไปถึงจุดที่ตัวเลขไม่เป็นใจ นั่นคือเมื่อผลงานตกต่ำลงเพียงแค่ สามถึงห้าเกมติดต่อกัน ฟิวส์ของบอร์ดบริหารก็จะขาดลงทันที
ในไทยลีก ส่วนใหญ่สัญญาของโค้ช จะเป็นแบบปีต่อปี คือสมมติว่าปีนี้ทำดี หรือพาทีมรอดตกชั้นได้ ก็ได้รางวัลเป็นการทำต่อปีหน้าอะไรแบบนั้น สัญญาที่ขาดความมั่นคงระยะยาวแบบนี้
ทำให้โค้ชไม่กล้าที่จะทำการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่อาจส่งผลเสียในระยะสั้น (เช่น การดันดาวรุ่ง หรือการเปลี่ยนระบบการเล่นใหม่) แต่ต้องมุ่งเน้นไปที่การเก็บแต้มเพื่อ "รอด" ในทุกสัปดาห์ การทำงานภายใต้ความกดดันว่าอนาคตจะถูกตัดสินจากผลงาน 3-5 นัดถัดไป ทำให้โค้ชไม่สามารถสร้างปรัชญาฟุตบอลที่ยั่งยืนให้แก่สโมสรได้เลย
โค้ชจะถูกมองเป็น "จุดอ่อนที่แก้ไขได้ง่ายที่สุด" และเป็นทางออกเฉพาะหน้าเพื่อเรียกศรัทธาแฟนบอลและลดความกดดันทางธุรกิจ การเปลี่ยนโค้ชจึงเป็นเหมือนสิ่งที่ทำได้ง่ายและเร็วที่สุด โดยไม่สนใจเลยว่าการวางรากฐานทางแท็กติกหรือการสร้างความเข้าใจในระบบฟุตบอลสมัยใหม่นั้นต้องใช้เวลาเป็นปี
นอกจากนี้ การนำโค้ชคนใหม่เข้ามา มักจะสร้างความตื่นเต้นและความหวังระยะสั้นให้กับทีมและแฟนบอล ทำให้สามารถพยุงบรรยากาศของสโมสรให้เดินต่อไปได้อีกช่วงหนึ่ง
ดังนั้น ในมุมมองของผู้บริหารบางทีม โค้ชจึงเป็นเพียง "เครื่องมือดับไฟ" ที่ถูกจ้างมาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น
เมื่อไฟดับแล้ว หรือโค้ชคนนั้นไม่สามารถจุดประกายชัยชนะได้ตามความคาดหวังในทันที ก็ถึงเวลาที่จะโยนเครื่องมือเก่าทิ้งและคว้าเครื่องมือใหม่เข้ามาแทนที่ โดยไม่ได้ตระหนักถึงความเสียหายระยะยาวที่เกิดขึ้นต่อปรัชญาการเล่นของทีมเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาที่ทำให้ไทยลีกเป็น "ลีกกินโค้ช" อย่างแท้จริงคือการที่ โค้ชจำนวนมากแทบไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการจัดการทีมเลย (แค่กับในบางทีม) โค้ชระดับโลกในลีกชั้นนำอื่น ๆ มีอำนาจตั้งแต่การเลือกปรัชญาการเล่นไปจนถึงการตัดสินใจทุกขั้นตอนของทีม
แต่ในไทยลีก โค้ชหลายคนต้องรับตำแหน่งที่มีสถานะคล้ายกับ "เทรนเนอร์" หรือ "ผู้ดูแลการฝึกซ้อม" มากกว่า "ผู้จัดการทีม" ที่มีอำนาจเต็ม ๆ
ความบกพร่องนี้สะท้อนชัดเจนที่สุดในกระบวนการ การซื้อขายผู้เล่น ที่หลายครั้ง การเสริมทัพของสโมสรไม่ได้มาจากความต้องการทางแท็กติกที่โค้ชร้องขอโดยตรง แต่มาจากความต้องการของผู้บริหารระดับสูงที่ต้องการเซ็นสัญญากับผู้เล่นที่ "มีชื่อเสียง" หรือผู้เล่นที่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับสโมสรเพื่อมาสร้างแบรนด์ดิ้งมากกว่า
นอกจากเรื่องการซื้อขายที่โค้ชไม่ได้เลือกเองแล้ว การแทรกแซงในการจัดตัวผู้เล่น ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาเรื้อรังที่บั่นทอนอำนาจของโค้ชอย่างรุนแรง
โค้ชบางคนต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลจากผู้บริหารให้ใช้งานผู้เล่นที่มีชื่อเสียงซึ่งอาจจะหมดสภาพแล้ว หรือนักเตะที่ผู้บริหารต้องการดันเพื่อเพิ่มมูลค่าในการขาย หรือแม้กระทั่งการให้โอกาสกับผู้เล่นท้องถิ่นที่ใกล้ชิดกับสโมสร
แม้ว่าฟอร์มการเล่นในสนามซ้อมจะไม่ได้อยู่ในระดับที่พร้อมลงสนามก็ตาม การตัดสินใจเหล่านี้ทำให้โค้ชไม่สามารถจัดผู้เล่นที่ดีที่สุดลงสนามได้ตามหลักการแข่งขันกีฬาอาชีพ แต่ต้องจัดทีมตาม ผู้มีอำนาจในสโมสร
สภาพแวดล้อมเช่นนี้ทำให้โค้ชไม่สามารถรับผิดชอบผลงานได้อย่างเต็มปาก เพราะพวกเขาไม่ได้รับอำนาจอย่างเต็มที่ในการควบคุมตัวแปรที่สำคัญที่สุด นั่นคือ "ผู้เล่นและระบบ" และเมื่อทีมทำผลงานได้ไม่ดี
ความผิดพลาดทั้งหมดก็ถูกโยนไปที่โค้ชแต่เพียงผู้เดียว โค้ชจึงเป็นเหมือน "หุ่นเชิด" ที่ต้องแบกรับความล้มเหลวที่ไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจของตนเองทั้งหมด
และเมื่อถึงเวลาที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณะ คนแรกที่ต้องออกก็คือ คนที่ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจจริง ๆ แต่ถูกทำให้ดูเหมือนเป็นคนที่มีอำนาจที่สุดนั่นเอง การไร้ซึ่งอำนาจเบ็ดเสร็จนี้ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้วงจร "ปลดโค้ช" เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในไทยลีก
วงจรการเปลี่ยนโค้ชถี่นี้ไม่ได้ส่งผลเสียแค่ต่อสโมสรเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อ การพัฒนาของผู้เล่นไทยและทีมชาติ เมื่อผู้เล่นต้องเปลี่ยนสไตล์การเล่นและปรัชญาตามโค้ชคนใหม่ที่มาพร้อมแนวคิดที่แตกต่างกันทุก ๆ สองสามเดือน
พวกเขาย่อมขาดความเข้าใจในแก่นแท้ของระบบใดระบบหนึ่งอย่างลึกซึ้ง ทำให้ยากที่ผู้เล่นเหล่านี้จะสามารถเป็นนักเตะที่มี เอกลักษณ์ทางแท็กติกที่ชัดเจนและแข็งแกร่ง ในระดับนานาชาติได้
ทางออกเดียวที่จะหยุดยั้งฉายา "ลีกกินโค้ช" นี้ได้ คือการที่สโมสรต้องเปลี่ยนจาก วิสัยทัศน์ระยะสั้น มาเป็นการให้ความสำคัญกับ ความยั่งยืน และกล้าที่จะให้ ความอดทนและการลงทุนระยะยาว กับบุคลากรอย่างแท้จริง แทนที่จะมองหา "เครื่องมือดับไฟ" คนใหม่ทุกครั้งที่ผลงานไม่เป็นไปตามเป้า…