เป็นสัปดาห์ที่แฟน ๆ สเปอร์สต้องทรมานอย่างหนัก หลังทีมรักเพิ่งโดนคู่อริตลอดกาลอย่างอาร์เซน่อลไล่ถล่มไปถึง 4-1 แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ 5 เกมลีกล่าสุด พวกเขาเก็บได้แค่ 4 คะแนนเท่านั้น นี่คือสัญญาณอันตรายที่โธมัส แฟรงค์และทีมต้องเร่งแก้ไขเป็นการด่วน เกิดอะไรขึ้นกับสเปอร์ส? เราจะไปวิเคราะห์กัน คำถามใหญ่ที่ทุกคนสงสัยและวิจารณ์กันหนักที่สุดคือ ทัพไก่เดือยทองเริ่มเกมด้วยกองหลัง 5 คน แต่ทำไมถึงเสียถึง 4 ประตู?
ซึ่งเป็นแท็กติกที่เคยใช้ได้ผลอย่างมากสมัยคุมเบรนท์ฟอร์ด และล้มยักษ์อย่างลิเวอร์พูล, แมนฯ ซิตี้ และเชลซีมาแล้ว แต่การนำแผน "รถบัส" มาใช้กับสเปอร์สถือว่าเสี่ยงอย่างยิ่ง เพราะแฟนบอล "ไก่เดือยทอง" มีความคาดหวังสูงและต้องการฟุตบอลที่บุกสนุกและเร้าใจ
จริงอยู่ที่แผนนี้เคยใช้ได้ผลมาแล้วในเกม ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ และเกมที่ชนะแมนฯ ซิตี้ 2-0 เมื่อเดือนสิงหาคม แต่กุญแจสำคัญของชัยชนะเหล่านั้นคือการที่พวกเขา สามารถยิงประตูขึ้นนำไปก่อน ทำให้คู่แข่งต้องเปิดพื้นที่บุกมากขึ้น แต่แผนทั้งหมดก็พังทลายลงทันทีที่ อาร์เซน่อลขึ้นนำได้ก่อน ทำให้สเปอร์สต้องเปลี่ยนแผนจากรับเป็นรุกโดยที่ไม่ทันตั้งตัว
หลังจบเกม แฟรงค์ยอมรับว่า "เราพยายามมาที่นี่และเล่นเกมรุกเต็มที่... แต่เราทำไม่สำเร็จ เราไม่สามารถเข้าใกล้พวกเขาได้ ซึ่งหมายความว่าเราถูกดันถอยลงไปและกลายเป็นเล่นตั้งรับมากเกินไป" แฟรงค์ถูกถามซ้ำ ๆ ว่าระบบ 5-4-1 เป็นปัญหาหรือไม่ แต่เขายืนยันว่าไม่ใช่ โดยบอกว่าระบบนี้สามารถเล่นเกมรุกได้
เป็นที่ชัดเจนว่าแฟรงค์ต้องการให้สเปอร์สเล่นเกมรับที่แข็งแกร่งก่อน ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนาเป็นทีมที่ครองบอลและเล่นเกมรุกได้สวยงาม แต่ปัญหาคือ นี่เป็นเกมลีกเกมที่สาม ติดต่อกันที่เกมรุกของพวกเขาดูทื่อไปหมด
พวกเขาเล่นได้แย่มากเมื่อเจอกับเชลซี และแม้แต่เกมที่เสมอกับแมนฯ ยูไนเต็ด 2-2 อย่างดราม่า ก็ทำให้หลายคนลืมไปว่า 83 นาทีแรก ทีมเล่นได้อย่างติดขัดและขาดไอเดียแค่ไหน คำถามคือ มันจำเป็นต้องมี เจา ปาลินญ่า และ โรดริโก้ เบนตันกูร์ ยืนอยู่หน้ากองหลัง 3 คนหรือไม่?
ถ้าจำเป็น แล้วพวกเขาจะลำเลียงบอลขึ้นไปตรงกลางได้อย่างไร ในเมื่อตัวตัดเกมสองคนยืนคุมพื้นที่อยู่หน้ากองหลังสามคนเท่ากับว่าแดนกลางของสเปอร์สแน่นไปด้วยผู้เล่นที่ไม่ได้มีหน้าที่ในการลำเลียงบอลขึ้นไปสู่แดนหน้าอย่างสร้างสรรค์…
สถิติค่า xG หรือโอกาสในการทำประตูของสเปอร์สแย่สุด ๆ พวกเขามีค่า xG แค่ 0.05 ในเกมแพ้เชลซี 1-0 และทำได้เพิ่มขึ้นนิดเดียวเป็น 0.07 ในเกมกับอาร์เซน่อล ซึ่งเป็นตัวเลข xG ที่ต่ำที่สุดในบรรดาทีมพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ทั้งหมด พวกเขาไม่มีโอกาสยิงเลยแม้แต่ครั้งเดียวในครึ่งแรก
นี่คือหายนะทางสถิติที่แสดงให้เห็นถึงความไร้ประสิทธิภาพในการสร้างโอกาส สเปอร์สควรจะอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันกับทีมใหญ่ได้อย่างสมศักดิ์ศรี ไม่ใช่ยอมแพ้แบบง่าย ๆ อย่างนี้
รวมถึงเราต้องยอมรับว่าการขาดหายไปของ เจมส์ แมดดิสัน, เดยัน คูลูเซฟสกี้ และ โดมินิค โซลันกี้ ส่งผลกระทบต่อทีมอย่างหนักมาก โซลันกี้คือศูนย์หน้าที่ฉลาด สามารถลงมาเชื่อมเกม หรือวิ่งทะลุแนวรับคู่แข่งได้ ขณะที่แมดดิสันและคูลูเซฟสกี้ก็เป็นตัวเลี้ยงบอลและจ่ายบอลที่มีวิสัยทัศน์ น่าเศร้าที่แมดดิสันอาจต้องพักยาวตลอดทั้งฤดูกาลจากอาการเอ็นไขว้หน้าขาด (ACL) ส่วนอีกสองคนนั้นยังมีความหวังว่าจะกลับมาได้ในเร็ว ๆ นี้
การขาดผู้เล่นระดับนี้ ทำให้ โมฮัมเหม็ด คูดุส ต้องแบกภาระในการสร้างสรรค์โอกาสไว้คนเดียวมากเกินไป ขณะที่ วิลสัน โอโดแบร์ต ก็ยังต้องใช้เวลาในการปรับตัวกับฟุตบอลระดับสูง
สเปอร์สให้ความสำคัญกับการเซ็นสัญญากับนักเตะที่มีประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีก แต่สุดท้ายก็ลงเอยด้วยชาบี ซิมอนส์ หลังจากพลาดเป้าหมายหลักอย่าง เอเบเรชี่ เอเซ่ และ มอร์แกน กิ๊บส์-ไวท์ ซึ่งการขาดความกระตือรือร้นในการเจรจาของอดีตประธานสโมสรอย่าง แดเนียล เลวี่ ถือเป็นต้นเหตุ
พวกเขาเซ็นสัญญาถาวรกับ มาธิส แตล ด้วยเงิน 35 ล้านปอนด์ หลังการยืมตัวที่ทำผลงานได้ไม่น่าประทับใจนัก และสุดท้ายก็ถูกตัดชื่อออกจากทีมชุดลุย UCL ขณะที่ โคตะ ทากาอิ ก็ยังไม่ได้ลงเล่นแม้แต่นาทีเดียวเนื่องจากอาการบาดเจ็บ
หลังจบอันดับ 17 ในฤดูกาลก่อน แต่ได้ไป UCL สเปอร์สต้องการการเสริมทัพที่มีคุณภาพจริงๆ การใช้เงินก้อนใหญ่กับแตลดูเหมือนเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างรุนแรง แฟรงค์สมควรถูกวิจารณ์จากผลงาน แต่บรรดาผู้บริหาร ก็ควรถูกตั้งคำถามเช่นกันว่า พวกเขาจัดหาทีมที่ดีพอให้กับแฟรงค์แล้วหรือยัง? การขาดผู้เล่นที่มีคุณภาพเชิงลึกทำให้ทีมต้องประสบปัญหาอย่างหนักเมื่อมีผู้เล่นตัวหลักบาดเจ็บ
วิกฤตของไก่เดือยทอง ในเวลานี้ไม่ใช่แค่ความพ่ายแพ้ในเกมดาร์บี้แมตช์ที่เจ็บปวดเท่านั้น แต่มันคือ ผลรวมของปัญหาที่สะสมจากทุกภาคส่วน โธมัส แฟรงค์ กำลังแบกรับหลายปัญหา ที่พร้อมจะทำลายความหวังของสโมสร
หนึ่งคือ กลยุทธ์การตั้งรับที่ล้มเหลว จนทีมกลายเป็นเล่นอย่างเฉื่อยชาไร้พลัง, สองคือ เกมรุกที่ไร้ซึ่งจินตนาการ จนสถิติการสร้างโอกาสตกต่ำถึงขีดสุด, สามคือ วิกฤตอาการบาดเจ็บ ของกำลังหลักที่ทำให้ทีมขาดตัวสร้างสรรค์เกมอย่างแท้จริง และสี่คือ ความผิดพลาดในการเสริมทัพ ที่ทำให้ขุมกำลังเชิงลึกไม่เพียงพอต่อการต่อสู้ในลีกที่โหดหิน ต้องรอดูกันต่อไปว่าสเปอร์สจะกลับมาดีขึ้นได้หรือไม่