ครั้งหนึ่ง ลิเวอร์พูลยุคเยอร์เก้น คล็อปป์ เคยถูกเรียกว่า หัวใจอสูร หรือ mentality monsters เพราะมีสภาพจิตใจแข็งแกร่ง พลิกเกมกลับมาชนะได้บ่อยมาก แต่ช่วงหลังทีมกลับแพ้ทุกนัดเมื่อโดนยิงนำก่อนถึง 6 เกมติด และสิ่งที่ถูกพูดถึงกันหนักมากคือภาษากายของนักเตะ
แน่นอนว่าภาษากายไม่ได้เป็นตัวตัดสินผลแพ้ชนะ แต่แฟนบอลมองเห็นสิ่งนี้จากภาพในสนาม และเมื่อเห็นนักเตะหมดหวัง ความรู้สึกของกองเชียร์ก็ถูกกระทบโดยตรง
ศาสตราจารย์เจียร์ จอร์เดต (ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาการกีฬา) อธิบายว่า อาการแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ผิดหวัง แต่สิ่งที่ทีมกำลังขาดคือพลังสนับสนุนกันในสนาม ถ้ามีแต่แสดงความหงุดหงิดต่อกัน เกมของทีมจะอ่อนแรงลงทันที
อีกประเด็นที่ถูกวิจารณ์คือการเข้าปะทะที่ไม่ดุดันเหมือนเดิม เช่นในเกมแพ้แมนฯ ซิตี้ ที่เจมี คาร์ราเกอร์ชี้ว่า ลิเวอร์พูลปล่อยให้คู่แข่งต่อบอลจากมุมธงง่ายเกินไป และพลาดจังหวะสกัดสำคัญถึง 6 ครั้งจนโดนยิงเร็ว
จอร์เดตมองว่านี่เป็นปัญหาความร่วมมือของทีมมากกว่าความสามารถของใครคนหนึ่ง สิ่งที่ขาดไปชัดเจนคือการสื่อสาร นักเตะต้องคุยกัน สั่งกัน และเป็นผู้นำซึ่งกันและกันให้มากกว่าเดิม
ทีนี้เราไปเจาะรายบุคคลกันดีกว่า…
โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่เคยยิ้มได้แม้พลาด ตอนนี้สีหน้าตึงเครียด ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษากายอินบาอัล ฮอนิกแมนบอกว่านี่คือความหงุดหงิดกับตัวเอง มากกว่าการโทษเพื่อนร่วมทีม เวลาพลาดก็มักกัดริมฝีปากล่าง ซึ่งเป็นสัญญาณของความกดดันที่พยายามจัดการอยู่ข้างใน
เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค แสดงอาการทุบต้นขา มองขึ้นฟ้าเมื่อผิดหวัง จอร์เดตเตือนว่าอารมณ์แบบนี้ยิ่งทำให้บรรยากาศในทีมดูแย่ลง และส่งผลต่อเพื่อนร่วมทีมทันทีที่เห็น
อิบราฮิมา โกนาเต้ หลังถูกเปลี่ยนออกมักมีอาการส่ายหัว แตะจมูก เดินออกด้วยท่าทางแข็งใจ แต่พอได้นั่งก็ทิ้งตัวลงแบบหมดแรง เหมือนกำลังกดอารมณ์ที่ไม่อาจเก็บไหว
สุดท้ายคือ อาร์เน่อ ชล็อต กุนซือที่กำลังเผชิญความกดดันหนัก มักยกมือปิดปากหรือบีบจมูกระหว่างเกม ผู้เชี่ยวชาญมองว่านี่เป็นการเก็บความคิดและความไม่พอใจไว้ ไม่ให้แสดงออกต่อหน้ากล้องมากเกินไป
จอร์เดตสรุปว่า ภาษากายของผู้ชนะคือการยืดตัว เชิดหน้า มองตรง ส่งพลังให้คนรอบข้าง แต่ตอนนี้ลิเวอร์พูลกำลังแสดงในสิ่งตรงกันข้าม คือห่อตัว มองต่ำ และหลบสายตา ภาพเหล่านี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่าทีมกำลังขาดความมั่นใจในตัวเอง