เกมที่ลิเวอร์พูลบุกชนะเวสต์แฮม 2-0 ไม่ได้เป็นเพียงการหยุดสถิติแพ้ติดกันของทัพหงส์แดงเท่านั้น แต่เหมือนเป็นเกมที่ทำให้ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางเสียทีสำหรับอาร์เน่อ ชล็อต โดยเฉพาะเรื่องการรีดฟอร์มของโฟลเรียน เวียร์ตซ์ นักเตะค่าตัวระดับร้อยล้านปอนด์ที่ถูกคาดหวังจะเป็นตัวสร้างสรรค์เกมของลิเวอร์พูลตั้งแต่วันแรก
แต่ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เขากลับยังเล่นไม่เป็นตัวเอง เพราะถูกจับไปยืนในโซนกองกลางที่ต้องวิ่งสกัด ต้องแย่งบอล
แต่เกมกับเวสต์แฮมฯคือจุดเปลี่ยนสำคัญ ชล็อตตัดสินใจปรับตำแหน่งให้เวียร์ตซ์กลับไปเป็นเพลย์เมกเกอร์เบอร์ 10 แบบเต็มตัว ยืนในพื้นที่ที่เขาเก่งที่สุดและไม่ต้องแบกรับภาระเกมรับมากเกินไป เขามีกองกลางที่แข็งแรงคอยช่วยอยู่ด้านหลัง และนี่คือจังหวะที่ทุกอย่างของลิเวอร์พูลดูลงตัวขึ้นทันที
โดยเฉพาะเมื่อโดมินิค โซบอสไลยอมสลับบทบาท ถอยลงมาเล่นต่ำกว่าเดิมเพื่อคุมพื้นที่ฝั่งขวา ทำให้แดนกลางของทีมแน่นขึ้นและช่วยลดแรงกดดันที่เคยถาโถมไปทางเวียร์ตซ์ และการมีโจ โกเมซกลับมาช่วยปิดเกมรับฝั่งนั้นก็ทำให้ลิเวอร์พูลเริ่มเสียบอลในจุดเสี่ยงน้อยลงอีกด้วย
เมื่อพื้นที่ตรงกลางปลอดภัยขึ้น เวียร์ตซ์ก็เริ่มกล้าเล่นมากขึ้น เขาเริ่มเจาะเกม ใช้ความนิ่งของตัวเองหาช่องระหว่างกองหลังกับกองกลางคู่แข่ง จ่ายบอลทะลุช่องแบบที่แฟนบอลอยากเห็นตั้งแต่วันแรก และที่น่าสนใจคือ เขาไม่ได้ยืนแค่ตรงกลางอย่างเดียว
แต่ค่อยๆ ขยับไปสร้างเกมทางซ้าย ประสานงานกับโคดี้ กัคโปและมิลอส เคอร์เคซได้อย่างลื่นไหล ทำให้เคอร์เคซเล่นดีขึ้นทันที เพราะมีคนคอยจ่ายบอลจังหวะพอดีให้เขาเติมเกมบ่อยขึ้น
สถิติของเวียร์ตซ์ในเกมนี้ก็สะท้อนทุกอย่างแบบชัดเจน เขาจ่ายบอลสำเร็จถึง 95 เปอร์เซ็นต์ จากทั้งหมด 44 ครั้ง เรียกว่าเก็บบอลให้ทีมได้ตลอดแทบไม่พลาดเลย และส่วนใหญ่เป็นการจ่ายบอลที่มีเป้าหมายเพื่อพาทีมขยับขึ้นหน้า ไม่ใช่จ่ายเซฟ ๆ เพื่อรอจังหวะ สัมผัสบอลทั้งหมด 52 ครั้ง และเสียบอลในแดนตัวเองน้อยมาก เหมือนเขากลายเป็นคนควบคุมจังหวะเกมของลิเวอร์พูลไปแล้วโดยไม่ต้องพยายามมากจนเกินไป
และตอนที่เวียร์ตซ์เริ่มแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นหัวใจของทีมได้จริง ชล็อตก็ทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนนั่นคือการดร็อป โม ซาลาห์ ออกจากตัวจริงและปล่อยให้นั่งดูเกมทั้ง 90 นาที การตัดสินใจนี้เต็มไปด้วยความเสี่ยง เพราะซาลาห์คือคนที่พาทีมผ่านช่วงเวลายากลำบากมาหลายปี
และการไม่ส่งเขาลงสนามหลังจากแพ้มาสามนัดติดเป็นเรื่องที่กุนซือหลายคนอาจจะไม่กล้าทำแน่ ๆ แต่ชล็อตเลือกจะเดินหน้ากับแผนใหม่ โดยไม่ให้บทบาทของใครมากดทับโครงสร้างทีมที่เขาอยากสร้างขึ้นมา
ซึ่งถ้าลิเวอร์พูลแพ้ในวันนั้น ชล็อตต้องโดนวิจารณ์หนักแน่นอน แต่เมื่อทุกอย่างออกมาดี ผลที่ได้คือไม่ใช่แค่สามแต้ม และไม่ใช่แค่การหยุดสถิติแพ้ แต่เป็นการค้นพบรูปแบบการเล่นที่สอดคล้องที่สุดของทีมชุดนี้ตั้งแต่เขาเข้ามา นี่คือช่วงเวลาที่เหมือนจะบอกว่า ลิเวอร์พูลกำลังจะมีโครงสร้างใหม่ที่วางอยู่บนความสามารถของเวียร์ตซ์ และการเคลื่อนที่ที่ลงตัวของโซบอสไลกับเพื่อนร่วมทีมที่ยอมช่วยกันสร้างพื้นที่ให้เขา
คำถามใหญ่ที่แฟนบอลกำลังจับตามองคือ ชล็อตจะกล้าดร็อปซาลาห์อย่างต่อเนื่องหรือไม่ และถ้าทำแบบเดิมในเกมถัดไป
นี่อาจเป็นสัญญาณชัดเจนที่สุดว่า ลิเวอร์พูลกำลังเดินเข้าสู่ยุคใหม่ที่ไม่ได้ยึดติดกับผู้เล่นคนใดคนหนึ่งเหมือนในหลายปีที่ผ่านมา ชล็อตดูเหมือนจะต้องการสร้างทีมที่มีโครงสร้างชัดเจน มีตำแหน่งที่ทุกคนเข้าใจบทบาทของตัวเอง และเปิดทางให้เวียร์ตซ์เป็นจุดศูนย์กลางในการขับเคลื่อนเกมรุก
และถ้าเขารักษาฟอร์มแบบนี้ได้อีกสักระยะ เกมกับเวสต์แฮมจะถูกมองว่าเป็นเกมแรกที่แอนฟิลด์ยุคใหม่เริ่มต้นขึ้นจริงๆ ไม่ใช่แค่ชัยชนะธรรมดา แต่เป็นวันที่ไอเดียของโค้ช โครงสร้างของทีม และศักยภาพของผู้เล่นสำคัญเริ่มเรียงตัวกันอย่างถูกที่ถูกเวลา
เรียกได้ว่านี่อาจเป็นวันที่ทำให้แฟนลิเวอร์พูลได้เห็นภาพลางๆ ของทีมที่กำลังเติบโตขึ้นในมือของอาร์เน่ ชล็อตอย่างชัดเจนที่สุดนับตั้งแต่เขาเข้ามารับงานเลยก็ว่าได้