ซาล่าห์อาจจะรู้สึกมานานแล้วว่าความสัมพันธ์ของเขากับลิเวอร์พูลคงเปลี่ยนไปสักวัน แต่ไม่มีใครคิดว่าทุกอย่างจะมาถึงจุดแตกหักเร็วขนาดนี้ จากบทสัมภาษณ์ล่าสุด
ขออนุญาตยกตัวอย่างมา 2 ประโยค เช่น “มันเหมือนสโมสรกำลังโยนความผิดมาให้ผม นั่นคือความรู้สึกของผม ผมได้รับสัญญาหลายอย่างในช่วงซัมเมอร์ แต่ตอนนี้ผมนั่งสำรอง 3 นัดติด ผมคงพูดไม่ได้ว่าพวกเขาทำตามที่รับปากไว้”
มันชัดเจนเลยว่าความรู้สึกระหว่างเขากับสโมสรไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เหมือนความไม่พอใจที่สะสมไว้นานสุดท้ายก็ระเบิดออกมาในวันที่เขารับไม่ได้จริงๆ ว่าบทบาทของตัวเองถูกลดลง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซาล่าห์เคยเป็นคนสำคัญที่สุดของทีม ระบบถูกสร้างเพื่อให้เขาเล่นถนัด ฟอร์มเขาคือจุดที่ทีมฝากความหวังไว้ แต่พอโดนดร็อปสามนัดติด มันไม่ใช่แค่เรื่องแท็คติก มันไปกระแทกอัตลักษณ์ของเขาเต็มๆ
ในจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า Identity Threat คือช่วงเวลาที่บทบาทตัวเองเริ่มสั่นคลอน แล้วทำให้คนรู้สึกเหมือนคุณค่าถูกลดทอน นักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ยิ่งรับมือกับความรู้สึกนี้ได้ยาก เพราะพวกเขาเคยชินกับการเป็นศูนย์กลางเสมอ…
การที่ซาล่าห์พูดแรงและตรงแบบนั้น ไม่ได้ดูเหมือนหลุดปาก แต่มันเหมือนถูกไตร่ตรองมาแล้วว่าจะส่งผลกระทบอย่างไร เขาวิจารณ์การเจรจาสัญญา พาดพิงการทำงานของผู้บริหาร และส่งสัญญาณถึงชล็อตว่าบทบาทตัวสำรองคือสิ่งที่เขารับไม่ได้
ซึ่งแบบนี้ในเชิงจิตวิทยา เราเรียกว่า Externalisation คือการผลักความผิดออกไปด้านนอกเพื่อปกป้องตัวเอง เป็นกลไกธรรมชาติของมนุษย์เวลารู้สึกว่าตัวเองกำลังเสียอำนาจหรือถูกเบียดออกจากที่เดิม
ผลกระทบของสิ่งที่เขาพูดก็เลยลามไปถึงหลายคน ตั้งแต่ชล็อต, ฮิวจ์ส, เอ็ดเวิร์ดส์ ในมุมของชล็อต เขาเหมือนต้องเดินอยู่บนเส้นบาง ๆ
ระหว่างการสร้างยุคใหม่กับการรับมืออารมณ์ของนักเตะที่เป็นตำนานของทีม นี่คือการชนกันของสองพลัง อำนาจในฐานะโค้ช กับอิทธิพลของนักเตะระดับฮีโร่ ซึ่งตามหลักจิตวิทยาแล้ว เวลาสองอย่างนี้ปะทะกัน มันไม่ค่อยลงเอยแบบราบรื่นอยู่แล้ว…
ลิเวอร์พูลจึงอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจสำคัญ ว่าจะยืนข้างอนาคต หรือยืนข้างความทรงจำ การถอดซาล่าห์ออกจากแมตช์ต่างๆ อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะถ้าทีมปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปเฉย ๆ อำนาจของชล็อตจะสั่นคลอนทันที และบรรยากาศในห้องแต่งตัวจะแย่ลงเรื่อย ๆ
หลายคนอาจคิดว่าซาล่าห์พูดเพราะโกรธหรือผิดหวัง แต่ในมุมจิตวิทยา มันคือการต่อสู้กับความรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกดึงออกจากความสำคัญเดิมที่ยืนมานานกว่าเจ็ดปี ความตกต่ำของฟอร์มมักถูกตีความเป็นความล้มเหลวส่วนตัว และมันเจ็บลึกกว่าที่คนทั่วไปคิด
ท้ายที่สุด เขาบอกว่าไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องมันต้องมาถึงจุดนี้ แต่ถ้ามองตามเหตุการณ์และสิ่งที่เขาเลือกทำ มันชัดว่าเขาเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักให้เรื่องนี้เดินมาถึงตอนจบเร็วขึ้น
ความสัมพันธ์ระหว่างซาลาห์กับลิเวอร์พูลคงไม่สามารถกลับไปเหมือนเดิมได้อีกแล้ว มันไม่ได้ขาดเพราะเวลา แต่มาจากช่วงเวลานี้เอง ช่วงที่ทั้งสองฝ่ายต่างรู้แล้วว่าทางเดินร่วมกันคงมาถึงหน้าสุดท้ายจริงๆ