ถ้าจะให้เล่าเรื่อง “การพลิกชะตา” ของแอสตัน วิลล่าในฤดูกาลนี้แบบเข้าใจง่าย ต้องเริ่มจากภาพในช่วงที่ทีมตกต่ำที่สุดก่อน เพราะแค่ไม่กี่เดือนที่แล้ว สถานการณ์ของพวกเขาแทบจะตรงข้ามกับตอนนี้โดยสิ้นเชิง
วิลล่าเคยเป็นทีมที่ยิงไม่ได้ ชนะใครก็ไม่ได้ และถูกมองว่าอยู่ในสภาพหมดหวัง มากกว่า “ลุ้นแชมป์” ด้วยซ้ำ ทีมที่เพิ่งพลาดโควต้าแชมเปียนส์ลีกในวันสุดท้ายของซีซั่นที่แล้ว มันคือภาพของความท้อแท้ที่แฟนทัพสิงห์ผงาดบางคนยังไม่เชื่อว่าทีมตัวเองจะกลับมาได้
ความไม่มั่นใจ หรือความรู้สึกว่า “เราทำอะไรไม่ถูกแล้ว” มันสามารถพาทีมดิ่งลงต่อโดยไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลทางแท็กติกเลย นักจิตวิทยากีฬามักเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า การติดลูปในด้านลบ ซึ่งเกิดขึ้นง่ายมากถ้าผลงานเริ่มตกต่อเนื่อง
ตรงนี้เองที่อูไน เอเมรี่ใช้ความนิ่งและความมั่นคงทางอารมณ์ของเขาช่วยพาทีมหลุดจากวังวนนี้ แม้ความกดดันจะหนักแค่ไหน แต่เขายังย้ำกับลูกทีมเสมอว่า พื้นฐานของวิลล่ายังดี และความเชื่อมั่นจะกลับมาเมื่อทีมกลับไปทำในสิ่งที่ถนัดที่สุด
เมื่อทีมชนะ 9 จาก 10 นัดหลังสุด ชนะรวด 5 นัดติด และมีแต้มตามหลังจ่าฝูงเพียง 3 คะแนน ทุกอย่างจึงค่อย ๆ ชัดเจนว่า นี่ไม่ใช่ฟอร์มดีชั่วคราว แต่พวกเขาเป็นทีมที่กำลังเติบโตจากความล้มเหลวจริง ๆ
ในช่วงที่ฟอร์มแรงที่สุด วิลล่ากลายเป็นทีมที่ยิงได้มากเป็นอันดับสอง เสียประตูน้อยเป็นอันดับสอง และเก็บได้ถึง 27 คะแนน มากที่สุดในลีกในช่วงนั้นทั้งหมด นี่คือการเปลี่ยนผลงานแบบที่ถ้าวิเคราะห์ด้วยจิตวิทยา จะเรียกว่า “โมเมนตัมจากความสำเร็จ”
ที่หมายถึงการที่ทีมชนะเกมหนึ่ง ปลุกพลังกลายเป็นความเชื่อใหม่ ชนะอีกนัดก็กลายเป็นความมั่นใจใหม่ จนฟอร์มทีมพุ่งแบบก้าวกระโดด
แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจยิ่งกว่าคือ จุดเริ่มต้นของปาฏิหาริย์นี้เกิดขึ้นจากความวุ่นวายในทีมช่วงซัมเมอร์ด้วยซ้ำ ผู้บริหารบางคนบอกตรง ๆ ว่ามันคือ “ฝันร้าย” เพราะหลังจากพลาดโควตา UCL ทีมถูกบังคับให้ขายนักเตะเพื่อแก้ปัญหาการเงิน
และมันสร้างความกังวลให้หลายคนในทีม ขนาดมีรายงานว่าเอเมรี่กับผู้อำนวยการกีฬาเริ่มมีความเห็นไม่ตรงกัน ความกดดันมากพอจะทำให้ทีมหนึ่งแตกง่าย ๆ แต่เอเมรี่กลับเลือกใช้ช่วงเวลานั้นทำระบบทีมให้แน่นกว่าเดิม ทุกคนถูกบอกให้มีสมาธิกับหลักการเดียวคือ ความละเอียด และวินัยในแท็กติก
เรื่องนี้ต้องย้อนไปช่วงตลาดซัมเมอร์ที่ผ่านมาก่อนว่า ที่ผ่านมามันโกลาหลมาก ทีมโดนข้อจำกัดการเงินบีบหนัก จะใช้เงินเยอะ ๆ ไม่ได้ ต้องเลือกซื้อเลือกขายอย่างระวัง ปัญหาคือมันทำให้ดีลสำคัญพังไปหลายเคส อย่างตอนที่คิดว่าเอมิเลียโน่ มาร์ติเนซจะย้ายออก
ทีมก็เตรียมแผนจะดึงมาร์ค เฟล็คเค่นเข้ามาแทน แต่ดีลไม่เกิดขึ้น เพราะมาร์ติเนซอยู่ต่อ แล้วเวลาในตลาดก็เสียเปล่าไปเฉย ๆ เป้าหมายอีกหลายคนที่เล็งไว้ก็พลาดหมด สุดท้ายต้องหันไปเอาตัวเลือกสำรอง ซึ่งไม่ใช่คนที่เหมาะที่สุดกับแท็กติกที่เอเมรี่ต้องการ
ปัญหานี้ทำให้ทีมขาดนักเตะที่เป็นตัวเปลี่ยนเกมจริง ๆ ที่จะมากระตุ้นบรรยากาศในห้องแต่งตัว ผลงานก็เลยดูจืด เพราะนักเตะใหม่ที่เข้ามาไม่ใช่คนที่สร้างอิมแพ็คได้ทันที
อย่างไรก็ดี เมื่ออูไนฯ ค่อย ๆ บอกให้ทุกคนมีสมาธิ มีสติ ทั้งหมดทั้งมวลนี้พาทีมมาถึงจุดที่คู่แข่งไม่อยากเจอวิลล่าในบ้านขึ้นมาทันที เพราะตลอดสามปีที่ผ่านมา ไม่มีทีมในยุโรปทีมไหนชนะในบ้านมากกว่าวิลล่า
และพวกเขาแทบไม่แพ้ใครในวิลล่า พาร์คเลย บรรยากาศที่สนามถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานสนับสนุนเต็มร้อย นักจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า Social Facilitation คือเมื่อทีมได้รับแรงขับเคลื่อนจากเสียงเชียร์ พวกเขามักจะเล่นดีขึ้นกว่าปกติ โดยเฉพาะเวลาลงเล่นในพื้นที่ที่คุ้นเคย…
และหนึ่งในสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณไม่ยอมแพ้ คือเกมที่เอาชนะอาร์เซน่อลในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ผู้รักษาประตูอย่างมาร์ติเนซถึงขั้นขว้างบอลเร็วตามคำสั่ง เพื่อรีบหาจังหวะทำประตู ทีมแสดงให้เห็นแบบไม่ต้องพูดว่า พวกเขาเชื่อว่าทุกนาทีมีค่าจริง ๆ
แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ยิ่งสะท้อนความคิดของเอเมรี่คือ วิธีแก้ปัญหาเกมรุกที่ติดขัดในช่วงต้นฤดูกาล ตอนนั้นคู่แข่งถอยไปตั้งรับลึกและอัดกลางสนามแน่นจนวิลล่าเจาะไม่ได้เลยตลอดสี่นัดแรก พวกเขาไม่ได้ยิงเพราะสร้างสถานการณ์ยิงไม่ได้ด้วยซ้ำ
ซึ่งในเชิงจิตวิทยา นี่คือความเสี่ยงต่อภาวะ “เชื่อว่าตัวเองหมดทางเลือก” แต่เอเมรี่กลับเลือกปลดล็อกทีมด้วยวิธีที่สวนกระแสพอสมควร เขาบอกให้ทีมเริ่มยิงไกล
ในยุคที่ทุกทีมยึดติดกับ xG การยิงไกลดูเหมือนเป็นการเสี่ยงที่เกินจำเป็น แต่สำหรับวิลล่า มันคือการดึงคู่แข่งออกจากการบีบนั้น เพราะถ้าคุณไม่ยอมออกมาบีบ นักเตะวิลล่าจะมีเวลาแต่งบอลแล้วยิงจากระยะไกลเต็มแรง
และผลที่เกิดขึ้นคือ ประตูมหาศาลจากนอกกรอบ โดยถึง 41 เปอร์เซ็นต์ของประตูทั้งหมดในฤดูกาลนี้มาจากระยะไกล ตัวเลขนี้เกินค่าเฉลี่ยทั้งลีกไปแล้ว
มันไม่ใช่เรื่องของโชค แต่มันคือเครื่องมือบังคับคู่แข่งให้ปรับตัว เพราะถ้ากองหลังออกมาบีบมากขึ้น ช่องว่างด้านหลังก็จะเปิด และพื้นที่เหล่านี้เองที่ โอลลี่ วัตกินส์ ใช้ความเร็วและจังหวะหาช่องได้อย่างยอดเยี่ยม
ทั้งหกประตูล่าสุดของเขามาจากในกรอบเขตโทษทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าทีมไม่ได้พึ่งแต่การยิงไกล แต่ใช้มันเพื่อสร้างสภาพเกมใหม่ขึ้นมา
ทั้งหมดนี้ทำให้คำพูดของรอสส์ บาร์คลีย์ที่ว่า เอเมรี่คือหนึ่งในผู้จัดการทีมที่ดีที่สุดในโลก ดูมีน้ำหนักมากขึ้นกว่าเดิม เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะพาทีมกลับจากความสิ้นหวังด้วยการควบคุมทั้งแท็กติก ความเชื่อ และจิตใจของทีมได้พร้อมกัน
ตอนนี้แม้เอเมรี่จะบอกให้ทีมถ่อมตัว แต่สิ่งที่วิลล่ากำลังทำให้เห็นคือ พวกเขาไม่ได้มาแบบฟลุ๊ก ๆ พวกเขากำลังยืนอยู่บนระดับเดียวกับทีมระดับหัวตารางด้วยตัวเองจริง ๆ ที่ตอนต้นฤดูกาลพวกเขายังจมอยู่ท้ายตารางด้วยซ้ำ อย่างไรก็ดี…ถ้าฟอร์มดีแบบนี้ยังต่อเนื่อง ความฝันเรื่องการลุ้นแชมป์อาจไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อมอีกต่อไปเลย