"แอสตัน วิลล่า" บทพิสูจน์จากฝันร้าย สู่ผู้ท้าชิงแชมป์พรีเมียร์ลีก?

โดย PPTV Online

เผยแพร่

จากโซนตกชั้นสู่ท็อป 3! เจาะลึกวิธีคิดของ อูไน เอเมรี่ ที่ใช้กลยุทธ์ "ยิงไกล" พร้อมปลุกพลังใจวิลล่าจนกลายเป็น ป้อมปราการ ที่ยากจะต้านทาน

ถ้าจะให้เล่าเรื่อง “การพลิกชะตา” ของแอสตัน วิลล่าในฤดูกาลนี้แบบเข้าใจง่าย ต้องเริ่มจากภาพในช่วงที่ทีมตกต่ำที่สุดก่อน เพราะแค่ไม่กี่เดือนที่แล้ว สถานการณ์ของพวกเขาแทบจะตรงข้ามกับตอนนี้โดยสิ้นเชิง 

วิลล่าเคยเป็นทีมที่ยิงไม่ได้ ชนะใครก็ไม่ได้ และถูกมองว่าอยู่ในสภาพหมดหวัง มากกว่า “ลุ้นแชมป์” ด้วยซ้ำ ทีมที่เพิ่งพลาดโควต้าแชมเปียนส์ลีกในวันสุดท้ายของซีซั่นที่แล้ว มันคือภาพของความท้อแท้ที่แฟนทัพสิงห์ผงาดบางคนยังไม่เชื่อว่าทีมตัวเองจะกลับมาได้

ทัพสิงห์ผงาดคว้าชัยเหนืออาร์เซน่อล Reuters/David Klein
ทัพสิงห์ผงาดคว้าชัยเหนืออาร์เซน่อล
แต่ความพิเศษของกีฬาฟุตบอลคือ ความผันผวนของฟอร์มสามารถเปลี่ยนชะตาชีวิตของทั้งทีมได้จริง ๆ และหนึ่งในกลไกสำคัญคือสภาพจิตใจของเหล่านักเตะ เพราะถ้าทีม ๆ หนึ่งถูกครอบงำด้วยความกลัว 

ความไม่มั่นใจ หรือความรู้สึกว่า “เราทำอะไรไม่ถูกแล้ว” มันสามารถพาทีมดิ่งลงต่อโดยไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลทางแท็กติกเลย นักจิตวิทยากีฬามักเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า การติดลูปในด้านลบ ซึ่งเกิดขึ้นง่ายมากถ้าผลงานเริ่มตกต่อเนื่อง

ตรงนี้เองที่อูไน เอเมรี่ใช้ความนิ่งและความมั่นคงทางอารมณ์ของเขาช่วยพาทีมหลุดจากวังวนนี้ แม้ความกดดันจะหนักแค่ไหน แต่เขายังย้ำกับลูกทีมเสมอว่า พื้นฐานของวิลล่ายังดี และความเชื่อมั่นจะกลับมาเมื่อทีมกลับไปทำในสิ่งที่ถนัดที่สุด 

เมื่อทีมชนะ 9 จาก 10 นัดหลังสุด ชนะรวด 5 นัดติด และมีแต้มตามหลังจ่าฝูงเพียง 3 คะแนน ทุกอย่างจึงค่อย ๆ ชัดเจนว่า นี่ไม่ใช่ฟอร์มดีชั่วคราว แต่พวกเขาเป็นทีมที่กำลังเติบโตจากความล้มเหลวจริง ๆ

ในช่วงที่ฟอร์มแรงที่สุด วิลล่ากลายเป็นทีมที่ยิงได้มากเป็นอันดับสอง เสียประตูน้อยเป็นอันดับสอง และเก็บได้ถึง 27 คะแนน มากที่สุดในลีกในช่วงนั้นทั้งหมด นี่คือการเปลี่ยนผลงานแบบที่ถ้าวิเคราะห์ด้วยจิตวิทยา จะเรียกว่า “โมเมนตัมจากความสำเร็จ” 

ที่หมายถึงการที่ทีมชนะเกมหนึ่ง ปลุกพลังกลายเป็นความเชื่อใหม่ ชนะอีกนัดก็กลายเป็นความมั่นใจใหม่ จนฟอร์มทีมพุ่งแบบก้าวกระโดด
แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจยิ่งกว่าคือ จุดเริ่มต้นของปาฏิหาริย์นี้เกิดขึ้นจากความวุ่นวายในทีมช่วงซัมเมอร์ด้วยซ้ำ ผู้บริหารบางคนบอกตรง ๆ ว่ามันคือ “ฝันร้าย” เพราะหลังจากพลาดโควตา UCL ทีมถูกบังคับให้ขายนักเตะเพื่อแก้ปัญหาการเงิน 

และมันสร้างความกังวลให้หลายคนในทีม ขนาดมีรายงานว่าเอเมรี่กับผู้อำนวยการกีฬาเริ่มมีความเห็นไม่ตรงกัน ความกดดันมากพอจะทำให้ทีมหนึ่งแตกง่าย ๆ แต่เอเมรี่กลับเลือกใช้ช่วงเวลานั้นทำระบบทีมให้แน่นกว่าเดิม ทุกคนถูกบอกให้มีสมาธิกับหลักการเดียวคือ ความละเอียด และวินัยในแท็กติก

เรื่องนี้ต้องย้อนไปช่วงตลาดซัมเมอร์ที่ผ่านมาก่อนว่า ที่ผ่านมามันโกลาหลมาก ทีมโดนข้อจำกัดการเงินบีบหนัก จะใช้เงินเยอะ ๆ ไม่ได้ ต้องเลือกซื้อเลือกขายอย่างระวัง ปัญหาคือมันทำให้ดีลสำคัญพังไปหลายเคส อย่างตอนที่คิดว่าเอมิเลียโน่ มาร์ติเนซจะย้ายออก 

ทีมก็เตรียมแผนจะดึงมาร์ค เฟล็คเค่นเข้ามาแทน แต่ดีลไม่เกิดขึ้น เพราะมาร์ติเนซอยู่ต่อ แล้วเวลาในตลาดก็เสียเปล่าไปเฉย ๆ เป้าหมายอีกหลายคนที่เล็งไว้ก็พลาดหมด สุดท้ายต้องหันไปเอาตัวเลือกสำรอง ซึ่งไม่ใช่คนที่เหมาะที่สุดกับแท็กติกที่เอเมรี่ต้องการ

ปัญหานี้ทำให้ทีมขาดนักเตะที่เป็นตัวเปลี่ยนเกมจริง ๆ ที่จะมากระตุ้นบรรยากาศในห้องแต่งตัว ผลงานก็เลยดูจืด เพราะนักเตะใหม่ที่เข้ามาไม่ใช่คนที่สร้างอิมแพ็คได้ทันที 

อย่างไรก็ดี เมื่ออูไนฯ ค่อย ๆ บอกให้ทุกคนมีสมาธิ มีสติ ทั้งหมดทั้งมวลนี้พาทีมมาถึงจุดที่คู่แข่งไม่อยากเจอวิลล่าในบ้านขึ้นมาทันที เพราะตลอดสามปีที่ผ่านมา ไม่มีทีมในยุโรปทีมไหนชนะในบ้านมากกว่าวิลล่า 

และพวกเขาแทบไม่แพ้ใครในวิลล่า พาร์คเลย บรรยากาศที่สนามถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานสนับสนุนเต็มร้อย นักจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า Social Facilitation คือเมื่อทีมได้รับแรงขับเคลื่อนจากเสียงเชียร์ พวกเขามักจะเล่นดีขึ้นกว่าปกติ โดยเฉพาะเวลาลงเล่นในพื้นที่ที่คุ้นเคย…

และหนึ่งในสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณไม่ยอมแพ้ คือเกมที่เอาชนะอาร์เซน่อลในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ผู้รักษาประตูอย่างมาร์ติเนซถึงขั้นขว้างบอลเร็วตามคำสั่ง เพื่อรีบหาจังหวะทำประตู ทีมแสดงให้เห็นแบบไม่ต้องพูดว่า พวกเขาเชื่อว่าทุกนาทีมีค่าจริง ๆ

แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ยิ่งสะท้อนความคิดของเอเมรี่คือ วิธีแก้ปัญหาเกมรุกที่ติดขัดในช่วงต้นฤดูกาล ตอนนั้นคู่แข่งถอยไปตั้งรับลึกและอัดกลางสนามแน่นจนวิลล่าเจาะไม่ได้เลยตลอดสี่นัดแรก พวกเขาไม่ได้ยิงเพราะสร้างสถานการณ์ยิงไม่ได้ด้วยซ้ำ 

ซึ่งในเชิงจิตวิทยา นี่คือความเสี่ยงต่อภาวะ “เชื่อว่าตัวเองหมดทางเลือก” แต่เอเมรี่กลับเลือกปลดล็อกทีมด้วยวิธีที่สวนกระแสพอสมควร เขาบอกให้ทีมเริ่มยิงไกล

ในยุคที่ทุกทีมยึดติดกับ xG การยิงไกลดูเหมือนเป็นการเสี่ยงที่เกินจำเป็น แต่สำหรับวิลล่า มันคือการดึงคู่แข่งออกจากการบีบนั้น เพราะถ้าคุณไม่ยอมออกมาบีบ นักเตะวิลล่าจะมีเวลาแต่งบอลแล้วยิงจากระยะไกลเต็มแรง 

และผลที่เกิดขึ้นคือ ประตูมหาศาลจากนอกกรอบ โดยถึง 41 เปอร์เซ็นต์ของประตูทั้งหมดในฤดูกาลนี้มาจากระยะไกล ตัวเลขนี้เกินค่าเฉลี่ยทั้งลีกไปแล้ว

มันไม่ใช่เรื่องของโชค แต่มันคือเครื่องมือบังคับคู่แข่งให้ปรับตัว เพราะถ้ากองหลังออกมาบีบมากขึ้น ช่องว่างด้านหลังก็จะเปิด และพื้นที่เหล่านี้เองที่ โอลลี่ วัตกินส์ ใช้ความเร็วและจังหวะหาช่องได้อย่างยอดเยี่ยม 

ทั้งหกประตูล่าสุดของเขามาจากในกรอบเขตโทษทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าทีมไม่ได้พึ่งแต่การยิงไกล แต่ใช้มันเพื่อสร้างสภาพเกมใหม่ขึ้นมา
ทั้งหมดนี้ทำให้คำพูดของรอสส์ บาร์คลีย์ที่ว่า เอเมรี่คือหนึ่งในผู้จัดการทีมที่ดีที่สุดในโลก ดูมีน้ำหนักมากขึ้นกว่าเดิม เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะพาทีมกลับจากความสิ้นหวังด้วยการควบคุมทั้งแท็กติก ความเชื่อ และจิตใจของทีมได้พร้อมกัน

ตอนนี้แม้เอเมรี่จะบอกให้ทีมถ่อมตัว แต่สิ่งที่วิลล่ากำลังทำให้เห็นคือ พวกเขาไม่ได้มาแบบฟลุ๊ก ๆ  พวกเขากำลังยืนอยู่บนระดับเดียวกับทีมระดับหัวตารางด้วยตัวเองจริง ๆ ที่ตอนต้นฤดูกาลพวกเขายังจมอยู่ท้ายตารางด้วยซ้ำ อย่างไรก็ดี…ถ้าฟอร์มดีแบบนี้ยังต่อเนื่อง ความฝันเรื่องการลุ้นแชมป์อาจไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อมอีกต่อไปเลย
 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เปิดโต๊ะข่าว

เปิดโต๊ะข่าว

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ