5 นัดหลังสุดในศึกไทยลีก ชนะได้เพียงนัดเดียว ลูกได้เสียติดลบ 14 ลูก… อยู่อันดับ 13 ของตารางคะแนนเข้าใกล้โซนสีแดงที่ต้องตกชั้นเพียง 2 แต้ม ทัพกิเลนผยองที่เคยรุ่งเรืองในอดีต คว้าแชมป์มาก็มากมาย
เคยมียุคที่ต่อกรกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดอย่างสมน้ำสมเนื้อ แต่มาวันนี้มันไม่ใช่แล้ว เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขากันแน่ เรามาวิเคราะห์ไปพร้อมกัน แมตช์ล่าสุด พวกเขาต้องพ่ายให้กับบีจี ปทุม ยูไนเต็ด ไปถึง 3 ลูกในชนิดที่ว่าสู้ไม่ได้แทบทุกกระบวนท่า
นักเตะแต่ละตำแหน่งเป็นรองบีจีแทบทั้งหมด รูปเกมสะท้อนให้เห็นทีมที่ขาดทั้งความมั่นใจ ความคม และที่สำคัญที่สุดคือ ขาดทิศทางที่ชัดเจนว่าอยากเล่นฟุตบอลแบบไหน
ปัญหานี้ไม่ได้เพิ่งจะเกิดในเกมนี้ แต่มันเกิดกับเมืองทองฯมาตลอดหลายเดือน เกมรุกฝืด เกมรับไว้ใจไม่ได้ เสียประตูง่าย นักเตะแต่ละคนดูเล่นไปตามใจของตัวเอง ไม่ได้มีทิศทางชัดเจนว่าทีมจะเดินไปในทางไหน
แน่นอน พอทีมเป็นแบบนี้คนที่โดนพุ่งเป้าคนแรกก็คือ เฮดโค้ชรักษาการณ์ของทีม อย่าง “โค้ชอุทัย บุญเหมาะ” ที่เป็น DNA ของสโมสร
ที่เข้ามารับงานพร้อมกับทีมงานลูกหม้อของสโมสรอีกมากมาย อาทิ ดัสกร ทองเหลา รวมถึงดานโญ่ เซียก้า แต่ผลงานวันนี้มันพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แม้จะเอาเลือดกิเลนมากี่คน ก็ไม่ได้ช่วยอะไรให้ทีมมีผลงานที่ดีขึ้น มิหนำซ้ำแฟนบอลต่างก็เริ่มออกมาวิจารณ์ทีมรักของตัวเองกันบ้างแล้ว
บ้างก็ว่า “หน้าไม่คม กลางไม่แข็งแรง หลังเอาไม่อยู่ ประตูก็ไม่รอด แชมป์ T2 แบบไร้พ่าย เป็นอะไรที่ท้าทายอยู่นะ ลองดูไหม” นี่คือคอมเมนต์บางส่วนจากเพจออฟฟิเชียลของสโมสร ที่แฟนบอลพากันออกมารับไม่ได้ถึงฟอร์มทัพกิเลนผยองในตอนนี้และวิจารณ์กันอย่างหนาหู
ซึ่งจริง ๆ มันไม่ผิดหรอกที่แฟนบอลพวกนั้นเขาจะวิจารณ์สโมสรที่เขารัก เพราะไม่ว่าใคร จะเชียร์ทีมไหน มันก็ต้องเชียร์ด้วยความหวังอยู่แล้ว
ภาพที่เจ็บปวดคือ เมืองทองเริ่มเปลี่ยนสถานะของตัวเองแบบเงียบ ๆ จากทีมที่เคยลุ้นแชมป์ทุกปี มาเป็นทีมที่หวังแค่ไม่แพ้ แล้วตอนนี้กำลังกลายเป็นทีมที่ต้องหันไปมองโซนท้ายตารางแบบจริงจัง
ปัญหาหลัก ๆ เลยคือการที่พวกเขาอาจจะไม่ได้มีเงินถุงเงินถังเหมือนสมัยแต่ก่อน…ทำให้พวกเขาต้องขายนักเตะตัวหลักออกไปเพื่อหาเงินเข้ามาทำทีมต่อ
และไปเน้นปั้นเด็กในอะคาเดมี่แทน หรือคนที่ซื้อเข้ามาคุณภาพก็ไม่ได้เทียบเท่ากับนักเตะยุคก่อน ๆ ที่เคยมี ทำให้มันขาดช่วงไป และทำให้ผลงานมันต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็นแบบนี้
นี่อาจจะรวมถึงการบริหารการจัดการต่าง ๆ ภายในทีม ที่อาจจะยังไม่โฟลวเท่าที่ควร ถึงเวลานี้ที่เพิ่งจะจบการแข่งขันในเลกแรกไป เหลือการแข่งขันอีก 15 นัดในเลกสองที่พวกเขาต้องลุกฮึดขึ้นมาสู้ต่อ เกมยังมีเหลือให้แก้ตัว… เวลายังมีเหลือให้หาโควตานักเตะคนอื่น ๆ เข้ามาสู่ทีม
อย่างไรก็ดี แม้เวลาจะมีมากมาย แต่มันจะไม่มีค่าเลย ถ้าเบื้องบนของสโมสรยังไม่ตัดสินใจทำอะไร วิกฤตของเมืองทองวันนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องผลการแข่งขัน แต่มันคือคำถามใหญ่ที่สุดว่า สโมสรแห่งนี้ยังรู้หรือเปล่าว่าตัวเองอยากกลับไปยืนตรงจุดไหนของฟุตบอลไทย
แน่นอน…เจอวิกฤตหลายครั้ง พวกเขารอดมาได้ทุกครั้ง และอาจจะครั้งนี้? แต่ทุกครั้งที่เจอวิกฤตมันย่อมส่งผลต่อพลังศรัทธาของแฟนบอลไปด้วย ถึงเวลาแล้วที่พวกเขาจะต้องทำอะไรสักอย่างให้ทัพกิเลนผยองกลับมาน่าเกรงขามอีกครั้ง