ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่บรรยากาศการเลือกตั้งแบบนี้ หลายคนอาจเริ่มตั้งคำถามว่า “คนแบบไหนถึงจะเหมาะกับการเป็นผู้นำประเทศ” และ “ชื่อเสียงหรือความนิยม สามารถพาใครสักคนไปไกลถึงเวทีการเมืองได้จริงไหม”
คำถามนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในไทย เพราะในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในโลกฟุตบอล เราเคยเห็นนักเตะชื่อดังจำนวนไม่น้อย ก้าวออกจากสนามหญ้าไปสู่สนามการเมือง บางคนประสบความสำเร็จ บางคนล้มเหลว และบางคนกลายเป็นบทเรียนสำคัญของสังคม
นี่คือเรื่องราวของนักฟุตบอล 8 คน ที่เส้นทางชีวิตพาพวกเขาจากเสียงเชียร์ในสนาม สู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเวทีการเมือง จะมีใครบ้าง เราไปไล่เรียงกันหน่อย
มิคาอิล คาเวลาชวิลี
อดีตนักเตะที่เคยค้าแข้งในยุโรปช่วงยุค 90 และเป็นอดีตศูนย์หน้าแมนฯซิตี้ ได้กลายเป็นบุคคลที่สร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองอย่างมาก เมื่อเขาได้รับการเสนอชื่อเป็นประธานาธิบดีโดยพรรค Georgian Dream
การขึ้นสู่อำนาจของเขาเต็มไปด้วยข้อถกเถียง พรรคฝ่ายค้านคว่ำบาตรการลงคะแนนเสียง พร้อมตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของการเลือกตั้ง มีการกล่าวหาถึงการซื้อเสียง และแทรกแซงจากรัสเซีย จนทำให้ประชาชนจำนวนมากออกมาประท้วงบนท้องถนน
คาเวลาชวิลีถูกมองว่าเป็นผู้นำที่พาประเทศถอยหลัง ด้วยนโยบายที่เอนเอียงไปทางรัสเซีย โดยเฉพาะกฎหมาย “ตัวแทนต่างชาติ” ที่ถูกวิจารณ์ว่าละเมิดเสรีภาพและบ่อนทำลายประชาธิปไตย จนทำให้จอร์เจียชะลอเส้นทางการเข้าร่วมสหภาพยุโรป
จากอดีตนักเตะขวัญใจแฟนบอล กลายเป็นผู้นำที่แบ่งแยกสังคมอย่างชัดเจน
จอร์จ เวอาห์
ตำนานกองหน้าผู้คว้าบัลลงดอร์คนแรกของแอฟริกา และต่อมากลายเป็นประธานาธิบดีไลบีเรียคนที่ 25 ตั้งแต่ 2018-2024 ด้วยการชูนโยบาย “ตัดงบกองทัพ เพิ่มงบการศึกษา”
ครั้งหนึ่ง เวอาห์เคยตอบคำถามว่าทำไมเขาถึงอยากเป็นผู้นำประเทศนี้ว่า “ผมอยากเป็นประธานาธิบดีของไลบีเรีย เพราะผมเชื่อว่าผมทำประโยชน์ให้ประเทศนี้ได้มากกว่าใคร ๆ”
เวอาห์เริ่มต้นเส้นทางการเมืองด้วยความหวังของประชาชน เขาเป็นสัญลักษณ์ของการหลุดพ้นจากสงครามกลางเมือง และเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่เชื่อว่าคนธรรมดาก็สามารถเปลี่ยนประเทศได้
แม้รัฐบาลของเขาจะมีผลงานด้านโครงสร้างพื้นฐานและการสร้างโอกาสให้เยาวชน แต่ก็ต้องเผชิญคำวิจารณ์อย่างหนักเรื่องการคอร์รัปชัน ความยากจน และการบริหารประเทศที่ยังไม่เป็นระบบ โดยเฉพาะช่วงโควิด-19 ที่เผยให้เห็นจุดอ่อนหลายด้าน
อย่างไรก็ตาม เวอาห์ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ในแอฟริกา ว่าฟุตบอลสามารถเป็นสะพานไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมได้
เปเล่
หากพูดถึงนักเตะที่เปลี่ยนภาพลักษณ์วงการฟุตบอลทั้งในและนอกสนาม คงหนีไม่พ้น เปเล่ ตำนานลูกหนังแซมบ้า
หลังแขวนสตั๊ด เปเล่ก้าวสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกีฬาในช่วงปี 1995–1998 และผลักดันกฎหมายสำคัญที่รู้จักกันในชื่อ “กฎหมายเปเล่” ซึ่งมุ่งแก้ปัญหาการบริหารที่ไม่โปร่งใสในวงการฟุตบอลบราซิล รวมถึงคุ้มครองสิทธิของนักเตะ
แม้จะต้องเจอกับแรงต้านจากกลุ่มอิทธิพลในวงการกีฬา แต่บทบาทของเปเล่สะท้อนให้เห็นว่าคนกีฬาเองก็สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนเชิงนโยบายได้เช่นกัน
ฮาคาน ซูเคอร์
ตำนานทีมชาติตุรกี ผู้เคยเป็นฮีโร่ของชาติ แต่ชีวิตกลับพลิกผันอย่างรุนแรง หลังเลิกเล่นฟุตบอลในปี 2008 ซูเคอร์ก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองอย่างที่หลายคนคาดไว้ ด้วยชื่อเสียงและความนิยมระดับประเทศ
เขาถูกเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของอิสตันบูลในปี 2011 ในนามพรรค AKP ซึ่งนำโดย เรเจป ทายยิป แอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกีคนปัจจุบัน
ในช่วงเวลานั้น ทุกอย่างดูเหมือนจะราบรื่น ซูเคอร์เป็นนักการเมืองหน้าใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนอย่างดี และถูกมองว่าเป็น “ฮีโร่ลูกหนังที่ผันตัวมารับใช้ชาติ”
แต่การเมืองไม่เคยง่ายอย่างที่คิด…
หลังเข้าสู่การเมืองกับพรรค AKP เขากลับตกเป็นเป้าโจมตีจากรัฐบาล จากความเชื่อมโยงกับกลุ่มของเฟตุลลาห์ กูเลน ซึ่งถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการรัฐประหารในปี 2016
ในปี 2013 เมื่อรัฐบาลเริ่มสั่งปิดโรงเรียนและองค์กรที่เชื่อมโยงกับกูเลน ซูเคอร์ตัดสินใจลาออกจากพรรค AKP และเลือกเดินเส้นทางการเมืองอิสระ การตัดสินใจครั้งนั้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะในชีวิตเขา
ไม่นานหลังจากนั้น เขาถูกกล่าวหาว่าดูหมิ่นประธานาธิบดี และถูกโยงว่าเป็นสมาชิกของเครือข่ายกูเลน ซึ่งต่อมาถูกรัฐบาลประกาศให้เป็นองค์กรก่อการร้าย หลังความพยายามก่อรัฐประหารในปี 2016 ที่รัฐบาลตุรกีกล่าวโทษว่ากลุ่มของกูเลนอยู่เบื้องหลัง
ซูเคอร์กลายเป็นเป้าหมายทันที ทรัพย์สินถูกยึด ชื่อเสียงถูกลบออกจากหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอลบางส่วน และเขาถูกตราหน้าว่าเป็นศัตรูของชาติ
เพื่อเอาชีวิตรอด เขาจำเป็นต้องลี้ภัยออกจากประเทศ และไปใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐอเมริกา
จากตำนานลูกหนัง สู่ชีวิตคนธรรมดาในต่างแดน จากชายผู้เคยสร้างความสุขให้คนทั้งชาติ สู่ผู้ลี้ภัยที่ไม่มีบ้านให้กลับ นี่คือราคาที่เขาต้องจ่ายจากการอยู่ท่ามกลางจุดตัดระหว่างอำนาจ การเมือง และความเชื่อ
และไม่ว่าใครจะมองเขาอย่างไร ฮาคาน ซูเคอร์ ก็ยังคงเป็นบทเรียนสำคัญว่า…ในโลกที่การเมืองรุนแรงเกินควบคุม แม้แต่ตำนาน ก็อาจไม่รอดพ้นจากแรงกระแทกนั้นได้
โรมาริโอ
อดีตกองหน้าทีมชาติบราซิล แชมป์โลกปี 1994 เลือกใช้การเมืองเป็นเครื่องมือผลักดันประเด็นสังคม โดยเฉพาะเรื่องสิทธิผู้พิการ ซึ่งมีแรงบันดาลใจจากครอบครัวของเขาเอง
หลังลูกสาวของเขาเกิดมาพร้อมภาวะดาวน์ซินโดรม จุดเปลี่ยนนี้ทำให้โรมาริโอตระหนักว่าผู้พิการแทบไม่มีใครเป็นกระบอกเสียงให้ในสภา และนั่นคือเหตุผลที่เขาตัดสินใจลงสนามการเมืองอย่างจริงจัง
ในฐานะวุฒิสมาชิก เขาไม่เกรงใจใคร วิจารณ์การทุจริตในสมาคมฟุตบอลบราซิลอย่างตรงไปตรงมา แม้จะถูกมองว่าแข็งกร้าว แต่ก็ได้รับความเคารพจากประชาชนจำนวนมากในฐานะนักการเมืองที่ “พูดจริง ทำจริง”
แม้จะยังมีภาพจำของความดื้อ ความเอาแต่ใจ และความเป็นคนตรงเกินไป แต่โรมาริโอพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาไม่ได้เข้าสู่การเมืองเพียงเพื่อชื่อเสียง หากแต่ใช้ชื่อเสียงนั้นเพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ
จากเด็กสลัมสู่แชมป์โลก และจากดาวยิงสู่ผู้แทนประชาชน ชีวิตของโรมาริโอสะท้อนว่า บางครั้งคนที่เคยใช้เท้ายิงประตู อาจกลายเป็นคนที่ใช้เสียงของตัวเอง ยิงตรงไปยังความอยุติธรรมของสังคมได้เช่นกัน
อัลแบร์ต กุดมุนด์สสัน
อดีตนักเตะที่เคยค้าแข้งกับสโมสรยักษ์ใหญ่ในยุโรป ก้าวขึ้นเป็นรัฐมนตรีคลังในช่วงที่ประเทศกำลังเปลี่ยนผ่าน
ในเส้นทางการเมือง กุดมุนด์สสันก้าวขึ้นสู่เวทีระดับชาติอย่างจริงจังในปี 1974 หลังได้รับเลือกเข้าสู่รัฐสภาไอซ์แลนด์ ตัวแทนจากกรุงเรคยาวิก ก่อนจะขยับบทบาทลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 1980 แม้จะจบอันดับสามแต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าเขาเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับในสังคมอย่างกว้างขวาง
ต่อมาในปี 1983 เขาได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และในปี 1985 ขยับขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม เส้นทางการเมืองของเขาต้องสะดุดลง เมื่อเกิดคดีอื้อฉาวด้านภาษี จนทำให้เขาต้องลาออกจากตำแหน่งในปี 1987
เส้นทางชีวิตของอัลแบร์ต กุดมุนด์สสัน จึงเป็นอีกตัวอย่างของอดีตนักฟุตบอลที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในสนาม แต่ก้าวสู่เวทีการเมืองระดับชาติ แม้จะเต็มไปด้วยทั้งความสำเร็จ ความขัดแย้ง และรอยด่างพร้อย ทว่าเขายังคงเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่ทิ้งร่องรอยไว้ทั้งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลและการเมืองของไอซ์แลนด์
อังเดร เชฟเชนโก้
ในช่วงปลายยุค 90 เชฟเชนโก้เริ่มมีบทบาททางการเมืองอย่างไม่เป็นทางการ หลังออกมาสนับสนุนพรรค Social Democratic Party of Ukraine (United) ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับผู้บริหารดินาโม เคียฟในเวลานั้น
หลังแขวนสตั๊ดในปี 2012 เขาก้าวเข้าสู่การเมืองอย่างจริงจัง ด้วยการเข้าร่วมพรรค Ukraine Forward และลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน โดยอยู่ในลำดับที่สองของบัญชีพรรค แม้ก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่เดือน เขาเพิ่งให้สัมภาษณ์ว่ายังอยากอยู่ในโลกฟุตบอลมากกว่า เพราะเป็นสิ่งที่เข้าใจดีที่สุด
อย่างไรก็ตาม การเมืองไม่เป็นใจ พรรคของเขาได้คะแนนเสียงเพียง 1.58% ไม่เพียงพอสำหรับการเข้าสภา ทำให้เส้นทางนักการเมืองของเชฟเชนโก้ต้องหยุดลงอย่างรวดเร็ว
แม้ความพยายามบนเวทีการเมืองจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ช่วงเวลานี้ก็สะท้อนให้เห็นว่า เชฟเชนโก้ไม่ใช่แค่นักฟุตบอลระดับตำนาน หากแต่เป็นบุคคลสาธารณะที่พยายามใช้ชื่อเสียงและอิทธิพลของตัวเอง เพื่อมีบทบาทต่อสังคมยูเครนในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างหนัก
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ฟุตบอลไม่ใช่แค่เกมกีฬา แต่มันคือเวทีที่หล่อหลอมผู้นำ สร้างอิทธิพล และส่งผลต่อทิศทางของประเทศได้จริง
ในวันที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเมือง เรื่องราวของนักฟุตบอลเหล่านี้อาจทำให้เราได้ย้อนคิดว่า “ผู้นำที่ดี” ไม่ได้มา
จากตำแหน่งหรือชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมาจากวิสัยทัศน์ ความรับผิดชอบ และความจริงใจต่อประชาชน
บางคนเปลี่ยนประเทศได้ บางคนเปลี่ยนประวัติศาสตร์ และบางคนก็กลายเป็นบทเรียนให้สังคมไม่มีวันลืม
ถ้าโลกฟุตบอลสอนอะไรเราได้ ก็คงเป็นว่า… เสียงเชียร์อาจดังได้ในสนาม แต่เสียงของประชาชน ดังยิ่งกว่าเสมอ