หลังจากมีประเด็นร้อนแรงจากคำสัมภาษณ์ของรูเบน อโมริม ที่ให้สัมภาษณ์หลังเกมที่เสมอลีดส์ 1-1 ไว้ว่า
"ผมแค่อยากบอกว่า ผมมาที่นี่เพื่อเป็นผู้จัดการทีมของ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ใช่เฮดโค้ช ผมรู้ว่าชื่อของผมไม่ใช่ โธมัส ทูเคิ่ล ไม่ใช่ อันโตนิโอ คอนเต้ และไม่ใช่ โชเซ่ มูรินโญ่ แต่ผมคือผู้จัดการทีม แมนฯ ยูไนเต็ด และมันจะเป็นแบบนี้ไปอีก 18 เดือน หรือจนกว่าบอร์ดบริหารตัดสินใจเปลี่ยนแปลง"
ความแตกต่างสำคัญระหว่าง “ผู้จัดการทีม” (Manager) และ “เฮดโค้ช” (Head Coach) ไม่ได้อยู่แค่ชื่อเรียก แต่คือขอบเขตของอำนาจและบทบาทในการบริหารสโมสรทั้งระบบ
โดยทั่วไป ผู้จัดการทีม จะมีอำนาจกว้าง ๆ ทั้งเรื่องในสนามและนอกสนาม ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายนักเตะ แนวทางของอะคาเดมี ทีมแพทย์ ไปจนถึงภาพรวมของสโมสร ขณะที่ เฮดโค้ช จะมีอำนาจจำกัดอยู่ที่การซ้อม แท็กติก และผลงานในวันแข่งขันเป็นหลัก
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมโค้ชอย่าง รูเบน อโมริม หรือ เอ็นโซ่ มาเรสก้าตอนที่ยังอยู่กับเชลซี ไม่สามารถเดินเข้าไปบอกบอร์ดตรง ๆ ว่า “ผมต้องการนักเตะคนนี้เท่านั้น” แล้วสโมสรจะต้องซื้อตาม แม้บางความเห็นจะถูกนำไปพิจารณาก็ตาม
เช่นเดียวกัน อโมริมไม่สามารถสั่งให้อะคาเดมีของสโมสรเล่นระบบ 3-4-3 เพื่อเป็นอัตลักษณ์ของทั้งสโมสรได้ ในขณะที่ มิเกล อาร์เตต้า ซึ่งอยู่ในสถานะ “ผู้จัดการทีม” สามารถขอให้อะคาเดมีอาร์เซน่อลเล่นตามแนวทาง ระบบ และแพตเทิร์นเดียวกับทีมชุดใหญ่ได้
อิทธิพลของเฮดโค้ชจะสิ้นสุดอยู่แค่ทีมชุดใหญ่ของเขาเท่านั้น แต่ผู้จัดการทีมมีอิทธิพลครอบคลุมทั้งสโมสร ตั้งแต่การแพทย์ สื่อ อะคาเดมี ไปจนถึงการเสริมทัพ
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เชลซี และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งบอร์ดสามารถเซ็นนักเตะได้โดยไม่จำเป็นต้องมาจากคำแนะนำของโค้ชเสมอไป ต่างจากอาร์เซน่อลและแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่จะเซ็นนักเตะตามความต้องการของผู้จัดการทีมเป็นหลัก
ในระบบเฮดโค้ช โค้ชมีหน้าที่เสนอ “ตัวเลือก” ให้บอร์ด จากนั้นสโมสรจะเลือกนักเตะที่เหมาะกับมาตรฐานและโมเดลของทีม บางครั้งอาจไม่ใช่คนที่โค้ชต้องการโดยตรง แต่เป็นนักเตะที่มีโปรไฟล์ใกล้เคียงแทน
แนวคิดของตำแหน่งเฮดโค้ชอาจดูดี โดยเฉพาะกับงานใหญ่หรือการก้าวกระโดดในอาชีพ เช่น มาเรสก้าที่ขยับจากเลสเตอร์มาคุมเชลซี แต่เมื่อความสำเร็จเริ่มมา โค้ชก็มักต้องการอำนาจเพิ่ม
ต้องการบอกได้ชัดเจนว่า “ผมต้องการนักเตะคนนี้ ไม่ใช่แค่โปรไฟล์แบบนี้” หรือ “ผมอยากมีอิสระในการเล่น ไม่อยากถูกเรียกเข้าประชุมเพื่ออธิบายว่าทำไมถึงเล่นแบบนี้”
ซึ่งนี่เองคือปัญหาที่เกิดขึ้นกับเชลซีในปัจจุบัน จนกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายจนทำให้มาเรสก้าต้องลาทีมไป
เมื่อมองในมุมสโมสร จะเริ่มเข้าใจว่าทำไมหลายทีมเลือกใช้ “เฮดโค้ช” มากกว่า “ผู้จัดการทีม” โดยเฉพาะสโมสรที่เปลี่ยนโค้ชบ่อยอย่างเชลซี หากให้ผู้จัดการทีมอำนาจเต็ม เมื่อปลดออกแต่ละครั้ง สโมสรจะต้องรื้อทีมใหม่ทั้งหมด
เพราะผู้จัดการทีมคนใหม่อาจขายนักเตะ 10 คนที่อยู่มาก่อนหน้านี้ แล้วซื้อ 10 คนของตัวเองเข้ามาแทน กลายเป็นว่าสโมสรต้องใช้ต้นเงินมหาศาล
กรณีของ โธมัส ทูเคิ่ล ก็คล้ายกัน เขาเคยมีอำนาจเต็ม ๆ ในยุคโรมัน อับราโมวิช แต่เมื่อบอร์ดชุดใหม่ลดอำนาจของเขาให้เหลือเพียงเฮดโค้ช นั่นก็กลายเป็นสาเหตุสำคัญของการแยกทาง
สโมสรที่เลือกใช้โมเดลเฮดโค้ชมักต้องการสร้าง “ระบบเดียวกันทั้งสโมสร” โดยให้ผู้อำนวยการกีฬาและผู้อำนวยการเทคนิคเป็นผู้กำหนดแนวทางการเล่น เลือกโค้ชที่เหมาะกับระบบ และซื้อนักเตะให้เข้ากับโมเดล ไม่ใช่เข้ากับตัวโค้ช
หากโค้ชล้มเหลว สโมสรสามารถเปลี่ยนคนใหม่ที่ยังคุมทีมในแนวทางเดิมได้ โดยไม่ต้องรื้อทีมทั้งหมด ปัญหาของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในตอนนี้คือ รูเบน อโมริม เป็นโค้ชที่ระบบและแนวคิดของเขาต้องการอำนาจแบบผู้จัดการทีม แต่กลับถูกจำกัดให้อยู่ในบทบาทเฮดโค้ช
เขาต้องการนักเตะเฉพาะทาง ซึ่งหมายถึงการยกเครื่องทีมครั้งใหญ่ ขัดกับแนวคิดของสโมสรที่ไม่ต้องการรื้อทีม อีกทั้งเขาเป็นโค้ชที่ขึ้นชื่อว่า “ไม่ยอมปรับ” แม้ระยะหลังจะเริ่มอ่อนลงบ้าง แต่ในระบบเฮดโค้ช เขาอาจถูกเรียกไปอธิบายแท็กติก หรือแม้กระทั่งถูกขอให้เปลี่ยนสไตล์การเล่น หากสโมสรเห็นว่าไม่ยั่งยืน
สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เฮดโค้ชต้องเผชิญ แต่ผู้จัดการทีมไม่จำเป็นต้องเจอ แม้ว่าตอนที่สโมสรเปิดตัวเขาอย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายนปี 2024 จะถูกเปิดตัวในฐานะ “เฮดโค้ช” ก็ตาม สุดท้ายแล้ว คำถามอาจไม่ใช่ว่า เฮดโค้ชหรือผู้จัดการทีม แบบไหนดีกว่ากัน
แต่คือ สโมสรแต่ละที่เข้าใจตัวเองดีพอหรือไม่ ว่าต้องการทีมแบบไหน ต้องการความสำเร็จระยะสั้น หรือการสร้างรากฐานระยะยาว และพร้อมจะให้อำนาจกับคนคุมทีมมากแค่ไหน
เพราะในโลกฟุตบอล อำนาจที่ไม่ชัดเจน มักนำไปสู่ความขัดแย้ง และความขัดแย้งที่ไม่ได้รับการจัดการให้ดี ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลายของทีม ๆ นึงได้เร็วกว่าที่คิด