Top-PL-Oct26 Top-PL-Oct26

อำนาจอยู่ที่ใคร? เฮดโค้ช กับ ผู้จัดการทีม ต่างกันอย่างไรในโลกลูกหนัง

โดย PPTV Online

เผยแพร่

คุมซ้อมกับคุมสโมสรไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เมื่ออำนาจ หน้าที่ และโครงสร้าง คือเส้นแบ่งสำคัญของเฮดโค้ชกับผู้จัดการทีม

หลังจากมีประเด็นร้อนแรงจากคำสัมภาษณ์ของรูเบน อโมริม ที่ให้สัมภาษณ์หลังเกมที่เสมอลีดส์ 1-1 ไว้ว่า 

"ผมแค่อยากบอกว่า ผมมาที่นี่เพื่อเป็นผู้จัดการทีมของ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ใช่เฮดโค้ช ผมรู้ว่าชื่อของผมไม่ใช่ โธมัส ทูเคิ่ล ไม่ใช่ อันโตนิโอ คอนเต้ และไม่ใช่ โชเซ่ มูรินโญ่ แต่ผมคือผู้จัดการทีม แมนฯ ยูไนเต็ด และมันจะเป็นแบบนี้ไปอีก 18 เดือน หรือจนกว่าบอร์ดบริหารตัดสินใจเปลี่ยนแปลง"

รูเบน อโมริมกับทัพปีศาจแดง Reuters/Phil Noble
รูเบน อโมริมกับทัพปีศาจแดง
แล้วเพื่อน ๆ สงสัยกันไหมว่า ในโลกฟุตบอล เฮดโค้ชกับผู้จัดการทีม มันแตกต่างกันอย่างไร เราไปหาคำตอบกัน

ความแตกต่างสำคัญระหว่าง “ผู้จัดการทีม” (Manager) และ “เฮดโค้ช” (Head Coach) ไม่ได้อยู่แค่ชื่อเรียก แต่คือขอบเขตของอำนาจและบทบาทในการบริหารสโมสรทั้งระบบ

โดยทั่วไป ผู้จัดการทีม จะมีอำนาจกว้าง ๆ ทั้งเรื่องในสนามและนอกสนาม ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายนักเตะ แนวทางของอะคาเดมี ทีมแพทย์ ไปจนถึงภาพรวมของสโมสร ขณะที่ เฮดโค้ช จะมีอำนาจจำกัดอยู่ที่การซ้อม แท็กติก และผลงานในวันแข่งขันเป็นหลัก

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมโค้ชอย่าง รูเบน อโมริม หรือ เอ็นโซ่ มาเรสก้าตอนที่ยังอยู่กับเชลซี ไม่สามารถเดินเข้าไปบอกบอร์ดตรง ๆ ว่า “ผมต้องการนักเตะคนนี้เท่านั้น” แล้วสโมสรจะต้องซื้อตาม แม้บางความเห็นจะถูกนำไปพิจารณาก็ตาม

เช่นเดียวกัน อโมริมไม่สามารถสั่งให้อะคาเดมีของสโมสรเล่นระบบ 3-4-3 เพื่อเป็นอัตลักษณ์ของทั้งสโมสรได้ ในขณะที่ มิเกล อาร์เตต้า ซึ่งอยู่ในสถานะ “ผู้จัดการทีม” สามารถขอให้อะคาเดมีอาร์เซน่อลเล่นตามแนวทาง ระบบ และแพตเทิร์นเดียวกับทีมชุดใหญ่ได้

อิทธิพลของเฮดโค้ชจะสิ้นสุดอยู่แค่ทีมชุดใหญ่ของเขาเท่านั้น แต่ผู้จัดการทีมมีอิทธิพลครอบคลุมทั้งสโมสร ตั้งแต่การแพทย์ สื่อ อะคาเดมี ไปจนถึงการเสริมทัพ

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เชลซี และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งบอร์ดสามารถเซ็นนักเตะได้โดยไม่จำเป็นต้องมาจากคำแนะนำของโค้ชเสมอไป ต่างจากอาร์เซน่อลและแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่จะเซ็นนักเตะตามความต้องการของผู้จัดการทีมเป็นหลัก

ในระบบเฮดโค้ช โค้ชมีหน้าที่เสนอ “ตัวเลือก” ให้บอร์ด จากนั้นสโมสรจะเลือกนักเตะที่เหมาะกับมาตรฐานและโมเดลของทีม บางครั้งอาจไม่ใช่คนที่โค้ชต้องการโดยตรง แต่เป็นนักเตะที่มีโปรไฟล์ใกล้เคียงแทน

แนวคิดของตำแหน่งเฮดโค้ชอาจดูดี โดยเฉพาะกับงานใหญ่หรือการก้าวกระโดดในอาชีพ เช่น มาเรสก้าที่ขยับจากเลสเตอร์มาคุมเชลซี แต่เมื่อความสำเร็จเริ่มมา โค้ชก็มักต้องการอำนาจเพิ่ม 

ต้องการบอกได้ชัดเจนว่า “ผมต้องการนักเตะคนนี้ ไม่ใช่แค่โปรไฟล์แบบนี้” หรือ “ผมอยากมีอิสระในการเล่น ไม่อยากถูกเรียกเข้าประชุมเพื่ออธิบายว่าทำไมถึงเล่นแบบนี้”

ซึ่งนี่เองคือปัญหาที่เกิดขึ้นกับเชลซีในปัจจุบัน จนกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายจนทำให้มาเรสก้าต้องลาทีมไป

เมื่อมองในมุมสโมสร จะเริ่มเข้าใจว่าทำไมหลายทีมเลือกใช้ “เฮดโค้ช” มากกว่า “ผู้จัดการทีม” โดยเฉพาะสโมสรที่เปลี่ยนโค้ชบ่อยอย่างเชลซี หากให้ผู้จัดการทีมอำนาจเต็ม เมื่อปลดออกแต่ละครั้ง สโมสรจะต้องรื้อทีมใหม่ทั้งหมด

เพราะผู้จัดการทีมคนใหม่อาจขายนักเตะ 10 คนที่อยู่มาก่อนหน้านี้ แล้วซื้อ 10 คนของตัวเองเข้ามาแทน กลายเป็นว่าสโมสรต้องใช้ต้นเงินมหาศาล

กรณีของ โธมัส ทูเคิ่ล ก็คล้ายกัน เขาเคยมีอำนาจเต็ม ๆ ในยุคโรมัน อับราโมวิช แต่เมื่อบอร์ดชุดใหม่ลดอำนาจของเขาให้เหลือเพียงเฮดโค้ช นั่นก็กลายเป็นสาเหตุสำคัญของการแยกทาง

สโมสรที่เลือกใช้โมเดลเฮดโค้ชมักต้องการสร้าง “ระบบเดียวกันทั้งสโมสร” โดยให้ผู้อำนวยการกีฬาและผู้อำนวยการเทคนิคเป็นผู้กำหนดแนวทางการเล่น เลือกโค้ชที่เหมาะกับระบบ และซื้อนักเตะให้เข้ากับโมเดล ไม่ใช่เข้ากับตัวโค้ช

หากโค้ชล้มเหลว สโมสรสามารถเปลี่ยนคนใหม่ที่ยังคุมทีมในแนวทางเดิมได้ โดยไม่ต้องรื้อทีมทั้งหมด ปัญหาของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในตอนนี้คือ รูเบน อโมริม เป็นโค้ชที่ระบบและแนวคิดของเขาต้องการอำนาจแบบผู้จัดการทีม แต่กลับถูกจำกัดให้อยู่ในบทบาทเฮดโค้ช

เขาต้องการนักเตะเฉพาะทาง ซึ่งหมายถึงการยกเครื่องทีมครั้งใหญ่ ขัดกับแนวคิดของสโมสรที่ไม่ต้องการรื้อทีม อีกทั้งเขาเป็นโค้ชที่ขึ้นชื่อว่า “ไม่ยอมปรับ” แม้ระยะหลังจะเริ่มอ่อนลงบ้าง แต่ในระบบเฮดโค้ช เขาอาจถูกเรียกไปอธิบายแท็กติก หรือแม้กระทั่งถูกขอให้เปลี่ยนสไตล์การเล่น หากสโมสรเห็นว่าไม่ยั่งยืน

สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เฮดโค้ชต้องเผชิญ แต่ผู้จัดการทีมไม่จำเป็นต้องเจอ แม้ว่าตอนที่สโมสรเปิดตัวเขาอย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายนปี 2024 จะถูกเปิดตัวในฐานะ “เฮดโค้ช” ก็ตาม สุดท้ายแล้ว คำถามอาจไม่ใช่ว่า เฮดโค้ชหรือผู้จัดการทีม แบบไหนดีกว่ากัน 

แต่คือ สโมสรแต่ละที่เข้าใจตัวเองดีพอหรือไม่ ว่าต้องการทีมแบบไหน ต้องการความสำเร็จระยะสั้น หรือการสร้างรากฐานระยะยาว และพร้อมจะให้อำนาจกับคนคุมทีมมากแค่ไหน

เพราะในโลกฟุตบอล อำนาจที่ไม่ชัดเจน มักนำไปสู่ความขัดแย้ง และความขัดแย้งที่ไม่ได้รับการจัดการให้ดี ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลายของทีม ๆ นึงได้เร็วกว่าที่คิด
 

Bottom-PL-HLW Bottom-PL-HLW

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ