เปิดเบื้องหลังการปลด รูเบน อโมริม จากตำแหน่งกุนซือแมนยู

โดย PPTV Online

เผยแพร่

จากรณีพิพาทกับ เจสัน วิลค็อกซ์ คำวิจารณ์จากแฟนบอล และนัดที่ทำให้ต้องเสียตำแหน่ง Manchester Evening News สื่อท้องถิ่นเปิดเบื้องหลังการปลด รูเบน อโมริม ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมแมนฯ ยูไนเต็ด

เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ กล่าวว่าต้องการให้โอกาสรูเบน อโมริม 3 ปีเพื่อพิสูจน์ว่าเขานั้นเป็น "โค้ชที่ยอดเยี่ยม" แต่สุดท้ายแล้ว กุนซือรายนี้ก็ไม่ได้โอกาส หลังจากที่ อโมริม  ถูกไล่ออกภายในเวลาไม่ถึง 19 ชั่วโมงหลังจากเรียกร้องขอการเป็นผู้จัดการทีม

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังเกมที่แมนฯ ยูไนเต็ด เสมอที่ เอลแลนด์ โร้ด 1-1 ดูเหมือนจะเป็นฟางเส้นสุดท้าย แต่ความขัดแย้งตรงนี้ได้ก่อตัวมานานหลายสัปดาห์แล้ว หรืออาจจะหลายเดือนด้วยซ้ำ 

พรีเมียร์ลีก Reuters/Andrew Boyers
รูเบน อโมริม คุมแมนฯ ยูไนเต็ด ได้เพียง 14 เดือนเท่านั้น

อโมริม เดินเข้ามาแถลงข่าวเมื่อวันศุกร์ที่แล้วด้วยสีหน้าบึ้งตึง ซึ่งเป็นผลมาจากการประชุมกับเจสัน วิลค็อกซ์ ผู้อำนวยการฝ่ายฟุตบอลในวันเดียวกันนั้น ซึ่งเกิดการปะทะคารมกันระหว่างทั้งสองคู่

โครงสร้างฟุตบอล ของยูไนเต็ดคาดหวังว่าอโมริมจะปรับเปลี่ยนจากระบบ 3-4-2-1 เมื่อผู้เล่นเริ่มปรับตัวได้มากขึ้น แต่ผู้บริหารก็เริ่มรู้สึกว่าหัวหน้าโค้ชชาวโปรตุกีสรายนี้จะไม่ทำเช่นนั้น ในการประชุมเมื่อวันศุกร์ อโมริมแสดงปฏิกิริยาโกรธอีกครั้งเมื่อมีการหยิบยกระบบของเขาขึ้นมาพูด

จากนั้นอโมริม ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก โดยปฏิเสธที่จะตอบคำถามว่าทำไมเขาถึงเพิ่งพูดว่า ระบบ 3-4-2-1 จะไม่สมบูรณ์แบบ ถ้าไม่มีผู้เล่นที่สมบูรณ์แบบพอ หลังทีมมีแนวโน้มไม่เสริมนักเตะเพิ่มในตลาดเดือนมกราคม 

ที่ผ่านมา ยูไนเต็ด ไม่เคยสัญญาว่าจะให้เงิน อโมริม เพื่อสร้างทีมขึ้นมาใหม่ในแบบที่กุนซือรายนี้ต้องการ หลังจาก อโมริมได้รับการทาบทามให้มารับตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายนปี 2024 ก็มีการตกลงกันว่า อโมริม จะใช้ระบบของตัวเองในช่วงเริ่มต้น เนื่องจากทีมขาดโครงสร้างที่ชัดเจนภายใต้การคุมทีมยุค เอริก เทน ฮาก กุนซือคนก่อน

ช่วงท้ายที่ เทน ฮาก คุมทีมนั้้นลักษณะเด่นคือเล่นเกมที่สูสีกันมากจนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งควบคุมไม่ได้ ทำให้บอร์ดรู้สึกว่าการจัดวางตำแหน่งของอโมริมอาจช่วยลดปัญหาเหล่านั้นได้บ้าง ซึ่งก็ได้มีการตกลงกันไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเขาจะมีการปรับเปลี่ยนเมื่อเริ่มคุ้นเคยกับเกมแล้ว

พรีเมียร์ลีก Reuters/Jason Cairnduff
เจสัน วิลค็อกซ์ ผู้อำนวยการฝ่ายฟุตบอล และ เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ เจ้าของทีมร่วม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ก่อนที่ในเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา ผู้บริหารสโมสรสามารถสรุปได้ว่า อโมริม ไม่มีทางทำเช่นนั้นได้แน่ และรู้สึกว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องมีการเปลี่ยนแปลง ขณะที่บอร์ดบางคนเกรงว่าทีมจะร่วงลงจากตารางคะแนนเนื่องจากฟอร์มการเล่นที่ไม่ดี

อย่างไรก็ตามปัญหาไม่ได้อยู่เพียงแค่การที่อโมริมเปลี่ยนจากระบบกองหลัง 5 คนเป็น 4 คนเท่านั้น แต่เป็นเพราะการขาดพัฒนาการด้านเกมรุกภายใต้การคุมทีมของกุนซือวัย 40 ปี โดยเฉพาะสไตล์การเล่นที่ค่อนข้างเน้นไปที่การตั้งรับและจืดชืด จะให้ได้จากเกมเสมอวูล์ฟแฮมป์ตันในช่วงบ็อกซิ่งเดย์นั้นสร้างความไม่พอใจอย่างมากต่อผู้บริหารที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด

ขณะที่บรรดาแฟนบอลก็ได้เรียกร้องให้มีการเล่นเกมรุกมากขึ้นในเกมนั้น แต่เมื่อผลออกมาเสมอ อโมริม จึงเปลี่ยนตัวเอย์เด้น เฮเวน ออกและส่งเลนี โยโร่ ลงมาแทน การเปลี่ยนตัวแบบนั้นถือเป็นการเปลี่ยนตัวในเชิงลบ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของการคุมทีมของกุนซือรายนี้ 

สโมสรเองก็ไม่ประทับใจกับความคิดเห็นบางส่วนของอโมริมในการให้สัมภาษณ์สื่อเช่นกัน การวิจารณ์อะคาเดมี่และการเอ่ยชื่อแฮร์รี่ อามาสส์และชิโด โอบี นั้นสร้างความไม่พอใจอย่างมาก แต่ผู้เล่นในทีมชุดใหญ่ก็ไม่รอดพ้นเช่นกัน ทั้งกับการวิจารณ์เบนจามิน เชชโก้ แบบอ้อมๆ ในช่วงต้นฤดูกาล รวมถึงการกล่าวถึงความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นเมื่อแพทริค ดอร์กู เมื่อได้ครองบอล

ปัญหาที่กล่าวมาเป็นปัจจัยที่นำไปสู่การตัดสินใจปลด อโมริมในเช้าวันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน โดย เจสัน วิลค็อกซ์และโอมาร์ เบอร์ราดา ประธานบริหาร เป็นผู้แจ้งข่าวด้วยตนเอง แม้ว่าผู้บริหารสโมสรจะปฏิเสธข่าวลือเรื่องความขัดแย้ง แต่ก็ชัดเจนว่ามีความขัดแย้งเกิดขึ้น และนี่คือการแตกหักอย่างน่าตกใจในความสัมพันธ์ที่ทำให้ผู้บริหารของยูไนเต็ดไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องปลดกุนซือที่ทุกคนต่างฝากความหวังและชื่อเสียงไว้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

แม้กระทั่งตอนที่เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ ผู้ถือหุ้นสโมสร ได้แสดงความคิดเห็นเหล่านั้นเมื่อเดือนตุลาคม ความตึงเครียดก็เริ่มก่อตัวขึ้นในความสัมพันธ์กับการทำงานที่แคร์ริงตันแล้ว ความเชื่อมั่นในระบบกองหลังสามคนของอโมริมเริ่มจางหายไป และการระเบิดอารมณ์บางครั้งของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจบเกม ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นประโยชน์แต่อย่างใด

สำหรับอโมริมนั้น เริ่มแสดงอาการหงุดหงิดกับการทำงานในโครงสร้างการทำงานร่วมกันที่ไม่ให้อำนาจที่ตัวเขานั้นต้องการ การใช้จ่ายเงิน 230 ล้านปอนด์ในช่วงซัมเมอร์มุ่งเน้นไปที่ผู้เล่นที่สามารถเล่นในระบบกองหลัง 3 คนหรือ 4 คนได้ มากกว่าการเซ็นสัญญากับแข้งเฉพาะด้านในบทบาทต่างๆ ในระบบของเขา

หากจะพูดถึงความตึงเครียดเรื่องการย้ายทีม ก็คงเป็นความตึงเครียดที่เกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย ค็อบบี้ เมนู กลายเป็นจุดที่สร้างความขัดแย้งระหว่าง อโมริมกับโครงสร้างโดยรอบของเขา.... ยูไนเต็ดไม่อยากเสียผู้เล่นจากอะคาเดมี่ไปอีกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เล่นที่ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ดีที่สุดที่แจ้งเกิดกับสโมสรในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

แต่ อโมริม ก็ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาไม่คิดว่า แข้งดีกรีทีมชาติอังกฤษรายนี้ จะเหมาะกับแผนการเล่น 3-4-2-1 ที่ตัวเองได้วางไว้  เมนู เคยถูกลองให้เล่นในตำแหน่งหมายเลข 10 เมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่การใช้จ่ายเงินจำนวนมากในช่วงซัมเมอร์ไปกับการซื้อตัวผู้เล่นแนวรุกทำให้ เมนู ต้องหลุดไปเป็นตัวสำรอง นอกจากนี้ อโมริม ยังมีข้อสงสัย เกี่ยวกับผลงานของ เมนู ยางไม่มีบอล และก็ไม่ค่อยอยากจะให้เขาเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับสองคน

สถานการณ์นี้ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตกอยู่ในภาวะลำบาก เมนู เองต้องการย้ายไปนาโปลี แบบยืมตัวในวันสุดท้ายของตลาดซื้อเมื่อขายซัมเมอร์ แต่ไม่มีเวลาเพียงพอที่จะหาตัวแทนเข้ามาทัน ขณะที่ผู้บริหารในทีมยูไนเต็ด ได้ตระหนักถึงการปล่อยตัว เมนู จะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์หรือไม่ แต่ อโมริม กลับปฏิเสธที่จะให้โอกาสเขา และเมนู จึงไม่ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีก แม้แต่เกมเดียวในฤดูกาลนี้ และเมื่อ อโมริม ถูกปลด กองกลางวัย 20 ปี คงไม่เสียใจกับการจากไปของอโมริม และดูเหมือนว่า เมนู  นั้นอยากจะอยู่ในถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ดมากกว่าที่จะถูกปล่อยยืมในตลาดซื้อขายรอบ 2 นี้ อีกทั้งน่าจะกลับมาได้ลงเล่นมาขึ้นในระบบกองกลางสามคน ซึ่งเป็นแท็กติกที่ อโมริม ไม่ยอมรับ

ย้อนไปเมื่อฤดูกาลที่แล้วมีข้อกังวลว่าระบบเฉพาะของ อโมริม นั้นไม่ได้ผลในศึกพรีเมียร์ลีก พร้อมถูกมองว่าคาดเดาได้ง่ายเกินไป ข้อกังวลเหล่านั้นยิ่งชัดเจนขึ้นหลังจากเสมอกับฟูแล่มในเกมช่วงต้นฤดูกาลนี้ เมื่อคริสโตเฟอร์ วิเวลล์ ผู้อำนวยการฝ่ายสรรหาผู้เล่น ได้แชร์ความคิดเห็นจากมาร์โก ซิลวา ผู้จัดการทีมฟูแล่ม ที่ระบุว่าการเตรียมรับมือลูกทีมของอโมริม นั้นง่ายเพียงใด

ขณะที่ ร็อบ เอ็ดเวิร์ดส์ ได้แสดงความคิดเห็นในทำนองเดียวกันหลังเกมเสมอกับวูล์ฟส์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มันยิ่งทำให้เกิดความกังวลขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากการกลับมาใช้แผนการเล่นกองหลังสามคนนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่ อโมริม เคยพิจารณาที่จะเจรจา กับวิลค็อกซ์และในทีมมาแล้วช่วงสั้นๆ

ผู้บริหารในแมนฯ ยูไนเต็ด ได้กระตุ้นให้อโมริม มีความยืดหยุ่นทางด้านแท็กติกมากขึ้น และอโมริม ก็ได้ใช้แผน 4-3-3 ในเกมกับนิวคาสเซิลเมื่อ วัน บ็อกซิ่งเดย์ ซึ่งเกมนั้นยากที่จะสรุปผล เพราะยูไนเต็ดเล่นได้ดีในครึ่งแรก และก็ต้องพยายามรักษาผลการแข่งขันไว้ในครึ่งหลัง

อย่างไรก็ตาม อโมริม เห็นมามากพอแล้ว ทำให้กุนซือชาวโปรตุกีสจึงเลิกคิดที่จะเปลี่ยนระบบ และตัดสินใจว่าหากตัวเองจะพัง ก็คงต้องพังด้วยตัวเอง และเบื่อหน่ายกับการแทรกแซงจากบอร์ดบริหาร และยึดมั่นในหลักการของตัวเองต่อไป ซึ่งการปะทะกันทางยุทธวิธีนี้เองที่นำมาสู่สิ่งที่ อโมริม ระเบิดความรู้สึกที่ได้แสดงออกมาในช่วงไม่กี่สัปดาห์

นอกจากนี้ยังมีความขัดแย้งในเรื่องของการซื้อขายที่ ยูไนเต็ด พยายามนำแนวทางการสรรหาผู้เล่นแบบบูรณาการมากขึ้นหลังจากอินิออส เข้ามาซื้อกิจการ แต่สิ่งนี้ทำให้ อโมริม ไม่สามารถทำให้เกิดได้จริง โดยมีความตึงเครียดเกี่ยวกับตัวกองหน้าที่จะเซ็นสัญญาในช่วงซัมเมอร์ โดยยูไนเต็ดเลือกที่จะคว้าตัว เซสโก้ แม้ว่าจะมีโปรไฟล์คล้ายกับ ราสมุส ฮอยลุนด์ ก็ตาม

ซึ่งนักเตะที่เซ็นสัญญาเข้ามาเหล่านี้เป็นผู้เล่นที่ยูไนเต็ดรู้สึกว่าสามารถเล่นได้หลายตำแหน่ง แต่ อโมริม กลับยึดติดกับแท็กติกของตัวเองมากกว่าที่จะปรับเปลี่ยนตามที่ตกลงกันไว้

ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ อโมริม ยังได้ถูกถามเกี่ยวกับการสรรหานักเตะ และอโมริม เองก็เปรยว่าตัวเขา และวิลค็อกซ์ไม่ได้เห็นพ้องเหมือนกันเสมอไป แต่ทุกสโมสรควรฟังผู้จัดการทีม เพราะผู้จัดการทีม เรู้สไตล์การเล่นเป็นอย่างดี 

......ท้ายที่สุด สไตล์การเล่นของอโมริม ก็ไม่สามารถเอาชนะใจใครในทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้ และความดื้อรั้นของกุนซือรายนี้ก็เป็นสิ่งที่รับไม่ได้ในที่สุดนั่นเอง

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ