ลิเวอร์พูล x ทอมมี่ ฮิลฟิเกอร์ เมื่อแฟชั่นพาหวนคิดถึงยุค "สไปซ์ บอย"

โดย PPTV Online

เผยแพร่

จากยุคสไปซ์บอยถึงดีลกับทอมมี่ ฮิลฟิเกอร์ ลิเวอร์พูลกำลังเล่าเรื่องตัวตนนอกสนามอีกครั้ง ในวันที่แฟชั่นกลายเป็นส่วนหนึ่งของฟุตบอลสมัยใหม่

ถ้าย้อนกลับไปยุค 90 ลิเวอร์พูลเคยมีช่วงเวลาที่ฟุตบอลกับแฟชั่นเดินคู่กันอย่างชัดเจนที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์สโมสร และนั่นคือจุดกำเนิดของฉายา “Spice Boys หรือ สไปซ์ บอย” ที่สื่ออังกฤษตั้งให้กับกลุ่มนักเตะอย่าง เจมี่ เรดแนปป์, สตีฟ แม็คมานามาน, ร็อบบี้ ฟาวเลอร์, เดวิด เจมส์ และเจสัน แม็คเคเทียร์

ชื่อเรียกนี้ไม่ได้เกิดจากแท็คติกในสนาม แต่เกิดจากบริบทของยุคสมัย ช่วงเวลาที่วัฒนธรรมป๊อปกำลังครองโลก วง Spice Girls หรือ สไปซ์ เกิร์ล กลายเป็นสัญลักษณ์ของยุค “Girl Power หรือเพื่อนหญิงพลังหญิง” 
 

สไปซ์ บอย ในเกมนัดชิง เอฟเอ คัพ 1996 Reuters/Action Images
สไปซ์ บอย ในเกมนัดชิง เอฟเอ คัพ 1996
ฟุตบอลอังกฤษเริ่มเข้าสู่ยุคพรีเมียร์ลีกเต็มตัว ทีวีดาวเทียม สปอนเซอร์ และการตลาดระดับโลกหลั่งไหลเข้ามา นักเตะไม่ได้ถูกมองแค่ในฐานะนักกีฬาอีกต่อไป แต่กลายเป็นคนดัง เป็นไอคอน เป็นตัวแทนของไลฟ์สไตล์

ลิเวอร์พูลชุดนั้นมีภาพจำชัดเจน หล่อ เท่ ผมเนี้ยบ แต่งตัวจัด มีดีลโฆษณา มีข่าวนอกสนาม โดยเฉพาะช่วงที่มีข่าวลือจากสื่ออังกฤษว่า ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ได้คบหากับ เอ็มม่า บันตันหนึ่งในสมาชิกของสไปซ์ เกิร์ล ฉายา “สไปซ์ บอย” เลยยิ่งติดปากสื่อและแฟนบอล

ภาพที่คนยังจำได้ไม่ลืม คือวันที่นักเตะลิเวอร์พูลเดินเข้าสนามเวมบลีย์ ในนัดชิงเอฟเอ คัพ ปี 1996 ด้วยสูทสีครีมของ เอ็มโพริโอ อาร์มานี่ ที่เลือกโดย เดวิด เจมส์ ซึ่งตอนนั้นเป็นหนึ่งในพรีเซนเตอร์ของแบรนด์ 

เดวิด เจมส์ กับสูทอาร์มานี่ Reuters/Action Images
เดวิด เจมส์ กับสูทอาร์มานี่

มันคือโมเมนต์ที่แฟชั่นแซงฟุตบอลขึ้นมานำหน้าอย่างชัดเจน และเมื่อเกมจบลงด้วยความพ่ายแพ้ต่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภาพลักษณ์ “ทีมที่ดูดี แต่ไม่แกร่งพอ” ก็ยิ่งฝังลึก

จากนั้นเป็นต้นมา คำว่า สไปซ์ บอย กลายเป็นดาบสองคม มันทำให้ลิเวอร์พูลดูทันสมัยก็จริง แต่ก็ถูกใช้โจมตีว่าเป็นทีมที่เสียสมาธิ หลงแสงสี

และเอาเรื่องนอกสนามมาอยู่เหนือผลงานในสนามอยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่ในความจริง นักเตะหลายคนยืนยันภายหลังว่า ชีวิตนอกสนามไม่เคยกระทบความเป็นมืออาชีพของพวกเขาเลย

เวลาผ่านไป ลิเวอร์พูลเลือกเดินอีกเส้นทางหนึ่ง สโมสรกลับมาโฟกัสที่ฟุตบอลล้วน ๆ ภาพลักษณ์ถูกลดทอนความหวือหวา ความเป็นสตรีทแฟชั่นหายไป ถูกแทนที่ด้วยภาพของความทุ่มเท วินัย 
และนำมาซึ่งความสำเร็จมากมาย อาจจะเคยมีจับมือร่วมกับพาร์ทเนอร์แฟชั่นบ้างประปราย เช่น ลีวายส์ เมื่อปี 2018

ดีลใหม่ระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ Tommy Hilfiger เกิดขึ้นในยุคที่สโมสรระดับท็อปเริ่มตระหนักว่า “ตัวตนนอกสนาม” สำคัญไม่แพ้แผนการเล่นในสนาม การแต่งกายวันเดินทาง การปรากฏตัวในอีเวนต์ระดับโลก หรือแม้แต่ภาพแคมเปญโฆษณา ล้วนเป็นพื้นที่เล่าเรื่องของสโมสรได้

Tommy Hilfiger ไม่ได้เข้ามาแค่ตัดสูทให้ใส่วันแข่ง แต่เข้ามาร่วมออกแบบภาพลักษณ์ใหม่ของลิเวอร์พูล ภาพของสโมสรที่ยังยึดมั่นในรากเหง้า แต่พร้อมสื่อสารกับโลกแฟชั่น วัฒนธรรม และคนรุ่นใหม่ 

การเลือกใช้ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค เป็นหน้าตาของแคมเปญ ไม่ใช่แค่เพราะเขาคือกัปตันทีม แต่เพราะเขาคือภาพแทนของนักเตะยุคใหม่ ที่ฟุตบอลกับสไตล์อยู่ร่วมกันได้โดยไม่ขัดแย้ง

มันทำให้อดนึกถึงยุค สไปซ์ บอย ไม่ได้ แต่ความต่างคือ ครั้งนี้ ลิเวอร์พูลไม่ได้ปล่อยให้แฟชั่นนำฟุตบอล หากแต่ดึงแฟชั่นมาเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์อย่างมีสติและตั้งใจต่างหาก

หาก สไปซ์ บอย คือบทเรียนของยุคที่ลิเวอร์พูลยังปล่อยให้ภาพลักษณ์วิ่งนำผลงานในสนาม ดีลกับ Tommy Hilfiger คือหลักฐานว่า วันนี้สโมสรเรียนรู้แล้วว่าการมีสไตล์ ไม่จำเป็นต้องแลกกับความจริงจังในฟุตบอล

นี่ไม่ใช่การฟื้นตำนานสไปซ์ บอย แต่คือการประกาศว่า ลิเวอร์พูลยุคใหม่ กล้าพูดเรื่องแฟชั่นอีกครั้ง ในวันที่ตัวตนในสนามแข็งแรงพอจะไม่ถูกกลบ และนั่นคือความโตขึ้นของสโมสรอย่างแท้จริง…
 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ