ในวันที่อาร์แซน เวนเกอร์ ก้าวเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมอาร์เซน่อล แทบไม่มีใครในอังกฤษรู้จักเขา นักเตะบางคนมองเขาเหมือนครูสอนภูมิศาสตร์มากกว่ากุนซือฟุตบอล และยังตั้งคำถามว่า “ชายฝรั่งเศสคนนี้จะรู้อะไรเกี่ยวกับฟุตบอลอังกฤษได้แค่ไหน”
แต่เวลาผ่านไป เวนเกอร์ไม่เพียงเปลี่ยนอาร์เซน่อล เขายังเปลี่ยน วัฒนธรรมฟุตบอลอังกฤษทั้งระบบ ตั้งแต่สนามซ้อม ห้องแต่งตัว ไปจนถึงวิธีคิดของโค้ชและนักเตะ เขาได้เข้ามาเปลี่ยนอะไรบ้าง ไปไล่เรียงพร้อมกัน
เวนเกอร์นำ “ความเป็นวิชาการ” เข้ามาสู่การซ้อม ทุกอย่างถูกกำหนดด้วยเวลา ซ้อมสั้น กระชับ และแม่นยำ ไม่ใช่การซ้อมหนักจนล้าแบบเดิม ๆ
เขาเชื่อว่าการเตรียมตัวที่ดี สำคัญพอ ๆ กับการลงแข่ง และรายละเอียดเล็กน้อย เช่น อุณหภูมิในรถบัส หรือความเงียบในช่วงพักครึ่ง ก็มีผลต่อสภาพร่างกายและจิตใจนักเตะ
- ผัก ผลไม้ และการสอนให้ดูแลตัวเอง
ตอนเวนเกอร์เปลี่ยนเมนูอาหารในสโมสร นักเตะหลายคนไม่พอใจ โดยเฉพาะ เอียน ไรท์ ที่ทำหน้าบึ้งใส่บล็อคโคลี่ แต่ไม่นาน ทุกคนก็เริ่มปรับตัว วิตามินเสริมเข้ามาแทนอาหารไขมันสูง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้ถูกห้าม แต่ถูกลดบทบาทลง
เวนเกอร์เคยอาศัยอยู่ในญี่ปุ่น และได้เรียนรู้ว่าการกินอยู่ส่งผลต่อร่างกายแค่ไหน ตอนนั้นเขามองว่า นักเตะอังกฤษกินน้ำตาลและเนื้อมากเกินไป แต่ผักน้อยเกินไป
นอกจากอาหาร เวนเกอร์ยังนำการ “ยืดกล้ามเนื้ออย่างจริงจัง” เข้ามา ก่อนเกมแรกของเขา นักเตะต้องยืดกล้ามเนื้อในห้องบอลรูมของโรงแรมถึงครึ่งชั่วโมง แนวคิดนี้ช่วยยืดอายุการเล่นของแนวรับอาร์เซน่อล และกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของฟุตบอลอังกฤษ แม้แต่ทีมลีกรองก็ยังต้องปรับตาม
- สภาพแวดล้อมคือส่วนหนึ่งของการเรียนรู้
ตอนแรก เวนเกอร์ตกใจเมื่อรู้ว่าสนามซ้อมอาร์เซน่อลต้องใช้ร่วมกับนักเรียน หลังเหตุไฟไหม้ห้องแต่งตัว เขาผลักดันให้สร้างศูนย์ฝึกซ้อมมูลค่า 12 ล้านปอนด์ โดยใส่ใจทุกรายละเอียด ตั้งแต่ขนาดสนามที่ต้องเท่ากับสนามแข่งขันจริง ทุกอย่างเป็นไปตามหลักฮวงจุ้ย มีแสงธรรมชาติส่องเข้ามาอย่างเต็มที่
และมีน้ำตกตั้งอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม อยู่ในระดับสายตาของนักเตะขณะออกกำลังกายในโรงยิม เวนเกอร์ยังเลือกช้อนส้อมและเก้าอี้ในโรงอาหารด้วยตนเองอีกด้วย สำหรับเขา สภาพแวดล้อมคือส่วนหนึ่งของการเรียนรู้
- ความรู้คือเงินทุนที่สำคัญที่สุด
อาร์เซน่อลยุคเวนเกอร์ไม่ใช่ทีมที่ใช้เงินมากที่สุด แต่เขาใช้ “ความรู้” แทนเงิน ด้วยเครือข่ายแมวมองทั่วโลก
เวนเกอร์ดึงนักเตะอย่าง เธียร์รี่ อองรี (10.5 ล้านปอนด์), ปาทริค วิเอร่า (4 ล้านปอนด์), โคโล่ ตูเร่, เชสก์ ฟาเบรกาส เข้ามาในราคาที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับคุณภาพที่ยอดเยี่ยม เขาชอบ “สร้าง” นักเตะ มากกว่า “ซื้อ” นักเตะที่เป็นซูเปอร์สตาร์มาก่อนแล้ว
แม้จะมีความผิดพลาดบ้าง แต่ตลอดทศวรรษ เวนเกอร์ใช้เงินน้อยกว่าหลายทีมใหญ่ และพิสูจน์ว่าฟุตบอลไม่จำเป็นต้องใช้เงินแพง ๆ เสมอไป
เปลี่ยนภาพจำโค้ชต่างชาติ
ตอนเวนเกอร์มาใหม่ ๆ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เคยถามว่า “เขารู้อะไรเกี่ยวกับฟุตบอลอังกฤษ ในเมื่อมาจากญี่ปุ่น?”
แต่เวนเกอร์คว้าแชมป์ลีกและเอฟเอคัพตั้งแต่ฤดูกาลแรกแบบเต็มตัว ดับคำสบประมาททั้งหมด และเปิดประตูให้โค้ชต่างชาติเข้ามามีบทบาทในพรีเมียร์ลีก
จากลีกที่เคยไม่เปิดรับคนต่างชาติ พรีเมียร์ลีกกลายเป็นเวทีของผู้จัดการทีมจากทั่วโลก
- ไม่ดื่ม ไม่สังสรรค์ จริงจังกับงาน
การดื่มหลังเกมคือธรรมเนียมฟุตบอลอังกฤษที่ผู้จัดการทีมรุ่นเก่าอย่าง เฟอร์กูสัน, เรดแนปป์ หรือซูเนสส์ ทำกันเป็นเรื่องปกติ แต่ อาร์แซน เวนเกอร์ เลือกปฏิเสธมาตลอด
เพราะเขาไม่เห็นประโยชน์ของการนั่งดื่มและพูดคุยกับคู่แข่ง หลังจากยังจมอยู่กับอารมณ์ของทีมตัวเอง
เฟอร์กูสันเคยวิจารณ์ว่า เวนเกอร์เป็นผู้จัดการทีมคนเดียวในพรีเมียร์ลีกที่ไม่ร่วมธรรมเนียมนี้ และมองว่าเขาเป็นคนวางตัวห่างเหิน ซึ่งสะท้อนบุคลิกที่ไม่ยอมอ่อนข้อและไม่ใช่ผู้แพ้อย่างสง่างามนัก
คาแรกเตอร์แบบนี้เองที่ทำให้เวนเกอร์มีศัตรูหลายคน โดยเฉพาะการปะทะกับเฟอร์กูสันที่เข้มข้นทั้งในสนามและนอกสนาม การใช้คำพูดเฉียบคมและความมั่นใจในแนวคิดของตัวเอง
ทำให้เวนเกอร์เป็นคนแรกที่กล้ายืนชนอำนาจของ “เฟอร์กี้” อย่างตรงไปตรงมา และนั่นคือเหตุผลที่ความบาดหมางของทั้งคู่ถูกจดจำมากที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก
- พาสปอร์ตไม่สำคัญ
เกมแรกของอาร์แซน เวนเกอร์กับอาร์เซน่อลในปี 1996 เต็มไปด้วยนักเตะอังกฤษเกือบทั้งทีม มีนักเตะต่างชาติจริง ๆ แค่คนเดียวคือ ปาทริค วิเอร่า แต่เวลาผ่านไปไม่ถึงสิบปี ทีมอาร์เซน่อลชุดบุกชนะเรอัล มาดริดที่เบร์นาเบวกลับไม่มีนักเตะอังกฤษแม้แต่คนเดียว
ชัยชนะครั้งนั้นไม่ได้รับคำชมในอังกฤษ กลับถูกตั้งคำถามว่าเป็น “ความสำเร็จของสโมสรอังกฤษจริงหรือไม่” เพราะขุมกำลังเต็มไปด้วยนักเตะจากฝรั่งเศสและยุโรป
เวนเกอร์ไม่เห็นด้วยกับเสียงวิจารณ์เหล่านั้น เขามองว่าปัญหาไม่เคยอยู่ที่สัญชาติ แต่อยู่ที่คุณภาพนักเตะ เขาเองก็ยอมรับตรง ๆ ว่า นักเตะอังกฤษหลายคนที่ซื้อมาไม่ได้ตอบโจทย์เท่ากับผู้เล่นต่างชาติ
หลักคิดของเวนเกอร์ชัดเจนเสมอ อาร์เซน่อลยึดถือคุณค่า ไม่ใช่สัญชาติ
ฤดูกาลนั้น ทีมมีนักเตะถึง 14 สัญชาติ ส่วนนักเตะอังกฤษแท้ ๆ เป็นเพียงตัวสำรองหรือดาวรุ่ง
- เธียร์รี่ อองรี
ของขวัญชิ้นสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งที่อาร์แซน เวนเกอร์มอบให้ฟุตบอลอังกฤษ คือหมายเลข 14 อย่างเธียร์รี่ อองรี
อองรีเป็นนักเตะที่ได้รับการยอมรับเกือบเป็นเอกฉันท์ ทั้งจากคู่แข่งและแฟนบอลต่างถิ่น นักเตะระดับ เจอร์ราร์ด, ฟาน นิสเตลรอย
หรืออดีตนักเตะอย่าง ปีเตอร์ เบียร์ดสลีย์ ต่างยกย่องเขา เสียงปรบมือจากแฟนทีมคู่แข่งและรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีถึงสามครั้ง สะท้อนความยิ่งใหญ่ได้ชัดเจน
อองรียอมรับตรงไปตรงมาว่า เวนเกอร์คือคนที่ “เปลี่ยนชีวิตเขา” จากปีกธรรมดา กลายเป็นกองหน้าระดับโลก
- ไม่อยู่ในแสง
ประโยค “ผมไม่เห็นจังหวะนั้น” กลายเป็นวลีติดปากในฟุตบอลอังกฤษไปแล้ว เวนเกอร์มักใช้มันเป็นเกราะป้องกันตัวเองและลูกทีมจากการวิจารณ์ แม้ช่วงแรกอาร์เซน่อลจะโดนใบแดงถึง 52 ใบใน 7 ฤดูกาลแรก
แต่ต่อมาก็พัฒนาด้านแฟร์เพลย์ขึ้นอย่างชัดเจน การ “เลือกมอง” ของเวนเกอร์ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่คือกลไกปกป้องทีม และเขาก็พร้อมแสดงความเห็นเสมอเมื่อเป็นประโยชน์ต่ออาร์เซน่อล
ตัวตนที่แท้จริงของเวนเกอร์กลับเป็นปริศนา เขาไม่ชอบกล้อง ไม่ชอบแสงไฟ และแทบไม่เปิดเผยชีวิตส่วนตัว แฟนบอลจำนวนไม่น้อยยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขามีครอบครัว
เวนเกอร์เคยพูดติดตลกว่า เขารู้จักทางไปแค่สามที่ ไฮบิวรี สนามซ้อม และบ้านของเขาเท่านั้น
- P38 W26 D12 L0
เวนเกอร์เคยพูดว่า การไม่แพ้ทั้งฤดูกาล “ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้” เขาทำในสิ่งที่ฟุตบอลยุคใหม่แทบไม่มีใครเชื่อว่าจะเกิดขึ้น
ฤดูกาล 2003/04 อาร์เซน่อลคว้าแชมป์ลีกแบบไร้พ่าย 38 นัด พร้อมสไตล์การเล่นที่แฟนบอลเรียกว่า “Wengerball” ฟุตบอลที่สวยงาม ลื่นไหล และกล้าครองบอล
แม้บางวันจะเปราะบางเมื่อเจอทีมที่ตั้งรับเป็นระบบ แต่เวนเกอร์ไม่เคยเปลี่ยนอุดมคติของตัวเอง
ตั้งแต่วันแรกที่เขาคุมทีม เวนเกอร์บอกแฟนบอลว่า “มาแล้วต้องมีความสุข” และสุดท้าย เขาก็ทำให้คำพูดนั้นเป็นจริง…
และนี่คือ 10 บทเรียนที่เวนเกอร์เปลี่ยนพรีเมียร์ลีกไปตลอดกาล ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้จัดการทีม แต่ในฐานะ “ครูฟุตบอล” ที่สอนทั้งนักเตะ โค้ช และทั้งลีก ให้มีแนวคิดที่ต่างไปจากเดิม