กุนซือทีมชาติอังกฤษ ไม่ได้เรียกตัว แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ติดทัพทรีไลออนส์ในช่วงพักเบรกทีมชาติเลยนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคม 2024
แต่แน่นอนว่ากองหลังวัย 32 ปี จะอยู่ในรายชื่อตัวเลือกของทูเคิ่ลอย่างแน่นอน หลังจากกลับมาสร้างผลงานกับแมนฯ ยูไนเต็ด อีกครั้ง ด้วยผลงานอันยอดเยี่ยม 2 นัดติดต่อกัน
หลังหายจากอาการบาดเจ็บกลับมาลงสนามได้ในช่วงกลางเดือนมกราคม แม็กไกวร์ ก็โชว์ฟอร์มเยี่ยมภายใต้การคุมทีมของไมเคิล คาร์ริค กุนซือชั่วคราวแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ด้วยการรักษาคลีนชีตในเกมกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ รวมทั้งรับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำแมตช์เกมกับ อาร์เซน่อล ที่เอมิเรตส์ สเตเดียม เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
ตอนนี้เขาได้รับการคาดหมายว่าจะถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษ สำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 จะเริ่มขึ้นในวันที่ 11 มิถุนายนนี้
แอนดี้ โกลด์สไตน์ พิธีกรรายการของ talkSPORT กล่าวในรายการ Drive เมื่อเย็นวันจันทร์ที่ผ่านมา ว่า "ผมเป็นแฟนตัวยงของแฮร์รี่ แม็กไกวร์"
"ผมคิดว่าเขาเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม (กับ อาร์เซน่อล) และในเกมกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วย ผมคิดว่าเขายอดเยี่ยมจริงๆ"
"เราไม่ค่อยมีผู้เล่นเก่งๆ ในตำแหน่งนี้สำหรับทีมชาติอังกฤษ และถ้าเขายังเล่นแบบนี้ต่อไป เขาต้องไปเล่นฟุตบอลโลก"
ส่วน ดาร์เรน เบนท์ กูรูฟุตบอล ผู้ร่วมดำเนินรายการกล่าวเสริมว่า "สองคนแรกที่ผมคิดว่าน่าจะได้ไปตอนนี้คือ เอซรี คอนซ่า และ มาร์ค เกฮี ทั้งคู่เล่นได้อย่างยอดเยี่ยม"
"จอห์น สโตนส์ จะเข้ามาอยู่ในตัวเลือกด้วย แต่ถ้ามองไปรอบๆ แล้วคิดว่า เอาล่ะ แม็กไกวร์ เคยไปฟุตบอลโลกมาแล้ว ถ้าเขาเล่นได้ดีตั้งแต่ตอนนี้จนจบฤดูกาล ผมก็ไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงไม่ได้ไป"
"แต่มันก็แปลกอยู่ เพราะคุณจะพาเขาไป แต่เขาก็ไม่ได้เล่นดีกว่าอีก 2 คน และมันคงแปลกๆ ถ้าจะพาเขาไปเป็นตัวสำรอง"
ขณะที่ สตีฟ บรูซ อดีตกองหลังตำนานแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมาสนับสนุนเสียงเรียกร้องให้เขากลับมาติดทีมชาติอังกฤษอีกครั้งเช่นกัน
แม็กไกวร์ มีสถิติลงเล่นให้ทีมชาติอังกฤษทั้งหมด 64 นัด โดยนัดสุดท้ายที่ลงเล่นภายใต้การคุมทีมของลี คาร์สลีย์ ผู้จัดการทีมชั่วคราว คือเดือนกันยายน 2024
หมายความว่าผ่านมานานกว่า 1 ปีแล้วที่เขาไม่ได้สวมเสื้อทัพทรีไลออนส์ โดยที่ ทูเคิ่ล ไม่ได้เรียกตัวเขาติดทีมชาติในช่วงพักเบรกที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากปัญหาอาการบาดเจ็บ หลังจากที่ต้องพักหลายครั้งตลอดปี 2025
นักเตะวัย 32 ปี ลงเล่นฟุตบอลโลกให้อังกฤษไปแล้ว 12 นัด ในปี 2018 และ 2022