การตัดสินใจประกาศแยกทางกับ Stonewall องค์กรการกุศลด้านความหลากหลายทางเพศชื่อดังกับพรีเมียร์ลีกหลังร่วมงานกันมานับทศวรรษ ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจทั่วไป
แต่มันคือการขยับหมากครั้งสำคัญที่สะท้อนถึงการเรียนรู้ความผิดพลาดในอดีตและการพยายามกอบกู้ภาพลักษณ์ของลีกฟุตบอลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ท่ามกลางกระแสการต่อต้านและการถกเถียงเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกที่ร้อนระอุขึ้นทุกปี
ในอดีตนั้นแคมเปญ Rainbow Laces หรือเชือกรองเท้าสีรุ้งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ที่นักฟุตบอลทุกคน "ต้อง" มีส่วนร่วม แต่เมื่อเวลาผ่านไปสิ่งที่ตั้งใจให้เป็นการรณรงค์เพื่อความเท่าเทียมกลับกลายเป็น "กับดัก" ที่บีบคั้นนักเตะที่มีความเชื่อทางศาสนาและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน
จนนำไปสู่เหตุการณ์ความขัดแย้งในห้องแต่งตัวและการที่นักเตะบางคนต้องเผชิญกับพายุการเหยียดหยามบนโลกออนไลน์เพียงเพราะพวกเขาเลือกที่จะไม่สวมใส่สัญลักษณ์ดังกล่าว
พรีเมียร์ลีกจึงมองเห็นสัญญาณอันตรายว่าหากยังคงเดินตามแนวทางเดิม ลีกอาจจะกลายเป็นสนามรบทางวัฒนธรรมมากกว่าสนามแข่งขันฟุตบอล
ยุทธศาสตร์ใหม่ภายใต้ชื่อ Premier League With Pride ด้วยการย้ายภาระหน้าที่ในการแสดงจุดยืนออกจากตัวบุคคลและไปฝากไว้กับสโมสรและระบบการจัดการแทน นี่คือการปรับเปลี่ยนจาก "การบังคับระดับบุคคล" ไปสู่ "การสร้างบรรยากาศระดับองค์กร"
โดยเราจะเห็นการใช้สื่อในสถานทีอย่างชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะบนหน้าจอ LED รอบสนาม หรือการตกแต่งอุโมงค์ทางเดินนักเตะที่จะถูกฉาบด้วยสีรุ้งอย่างตระการตา เพื่อเป็นการประกาศว่านี่คือพื้นที่ที่ต้อนรับคนทุกกลุ่ม
โดยที่ตัวนักเตะไม่ต้องมาแบกรับความเสี่ยงจากการถูกตราหน้าว่าเป็นพวกต่อต้านสังคมหากพวกเขาเลือกที่จะสงวนท่าทีส่วนตัว การขยับหมากครั้งนี้ยังรวมไปถึงการสร้างระบบป้องกันภัยทางดิจิทัลที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งถือเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากกว่าแค่การใส่เชือกรองเท้าสีรุ้ง
แนวทางใหม่นี้ระบุชัดเจนว่ากัปตันทีมจะไม่มีการถูกขอให้สวมปลอกแขนสีรุ้งอีกต่อไป รวมถึงนักเตะทุกคนจะไม่ต้องสวมเสื้อวอร์มหรือเปลี่ยนเชือกรองเท้าเป็นธีม Pride ซึ่งเคยเป็นประเด็นอ่อนไหวที่สร้างรอยร้าวในห้องแต่งตัวและบนโลกโซเชียลมาอย่างต่อเนื่อง การปรับเปลี่ยนนี้สะท้อนถึงความเข้าใจของลีกที่ว่า ความหลากหลายที่แท้จริงต้องมาพร้อมกับการเคารพในความแตกต่างของตัวตนนักเตะด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม การลดภาระของผู้เล่นไม่ได้หมายถึงการลดระดับความสำคัญของกลุ่ม LGBTQ+ เพราะพรีเมียร์ลีกยังคงยืนยันในจุดยืนที่ชัดเจนผ่านการปรับโหมดจากการแสดงออก "รายบุคคล" มาเป็นการแสดงออก "เชิงสัญลักษณ์รอบสนาม" แทน
เราจะได้เห็นสื่อประชาสัมพันธ์ Pride ปรากฏอย่างเด่นชัดบนหน้าจอ LED ขอบสนาม และป้ายจับมือก่อนเริ่มเกมที่จะถูกออกแบบมาเพื่อสื่อถึงการต้อนรับคนทุกกลุ่ม ยิ่งไปกว่านั้น พรีเมียร์ลีกกำลังพิจารณาแผนการที่น่าตื่นเต้นอย่างการใช้ "ลูกฟุตบอลธีม Pride" รุ่นพิเศษในการแข่งขัน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มนำมาใช้จริงในฤดูกาลหน้า
เพื่อให้สัญลักษณ์แห่งความเท่าเทียมนี้ถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอุปกรณ์การแข่งขันอย่างกลมกลืน โดยที่ยังคงสื่อสารภาพลักษณ์ความหลากหลายได้กว้างไกลไปทั่วโลกผ่านหน้าจอถ่ายทอดสด
ในแง่ของการบริหารจัดการ แคมเปญ With Pride ในปีนี้ถูกวางตารางให้ครอบคลุมการแข่งขันถึง 2 สัปดาห์ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกสโมสรจะมีโอกาสได้เป็นเจ้าบ้านและจัดกิจกรรมร่วมกับกลุ่มแฟนบอล LGBTQ+ ของตนเองอย่างทั่วถึง
ตอนนี้พรีเมียร์ลีกกำลังเปลี่ยนวิธีนำเสนอใหม่จากเดิมที่อาจจะดูเหมือน "บังคับให้ต้องเลือกข้าง" มาเป็นการสร้าง "พื้นที่ส่วนรวม" ที่ทุกคนสบายใจมากขึ้น การที่เลิกกดดันให้นักเตะต้องแสดงออกส่วนตัว ไม่ได้แปลว่าพรีเมียร์ลีกสนับสนุนเรื่องสิทธิน้อยลงแต่มันคือการให้เกียรติความเชื่อที่แตกต่างกัน เพื่อลดความขัดแย้งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
"เพราะหัวใจสำคัญไม่ใช่การบังคับให้ทุกคนต้องคิดเหมือนกันเป๊ะ ๆ แต่คือการทำให้สนามบอลเป็นที่ที่แฟนบอลทั่วโลก ไม่ว่าใครจะเชื่อแบบไหนหรือศรัทธาอะไร ก็สามารถเดินเข้ามาเชียร์ทีมรักข้างๆ กันได้อย่างมีความสุขและสนิทใจอีกครั้ง"