ครั้งหนึ่งในโลกลูกหนัง มีลีกหนึ่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่ใช่เพราะประวัติศาสตร์อันยาวนานแบบยุโรป ไม่ใช่เพราะบรรยากาศแฟนบอลแน่นสนามแบบอเมริกาใต้ แต่เพราะ “เงิน” ที่ทุ่มลงไปแบบไม่เกรงใจใคร ลีกที่ว่านั้นคือ Chinese Super League หรือ CSL
ช่วงปี 2010 ชื่อของลีกจีนถูกพูดถึงแทบทุกตลาดซื้อขาย นักเตะระดับท็อปย้ายออกจากยุโรปด้วยค่าตัวและค่าเหนื่อยที่ทำให้ทั้งวงการตะลึง ปี 2016 CSL ใช้เงินเสริมทัพรวมกันสูงกว่าลีกใหญ่อย่าง พรีเมียร์ลีก เสียอีก ดีลอย่าง ออสการ์, ฮัลค์ หรือคาร์ลอส เตเบซ
แต่มาวันนี้ เรื่องราวมันกลับไม่เป็นแบบนั้น…
CSL ก่อตั้งในปี 2004 ต่อจากลีกเดิมของประเทศ ช่วงแรกยังเป็นลีกที่ค่อย ๆ พัฒนา สนามหลายแห่งผู้ชมบางตา มาตรฐานการแข่งขันยังต้องปรับปรุง ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ลีกเริ่มนิ่งขึ้น ขยายเป็น 16 ทีม และสร้างฐานแฟนบอลในประเทศได้พอสมควร
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2013 เมื่อ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน แสดงวิสัยทัศน์ชัดเจนว่าต้องการผลักดันจีนให้เป็นมหาอำนาจฟุตบอลโลกภายในปี 2050
ฟุตบอลถูกมองเป็นเครื่องมือ Soft Power ภาครัฐเปิดทางให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ เข้ามาลงทุนในสโมสรอย่างจริงจัง
เม็ดเงินมหาศาลไหลเข้าสู่ระบบอย่างรวดเร็ว สโมสรอย่าง กว่างโจว เอเวอร์แกรนด์ (ชื่อใหม่ กว่างโจว เอฟซี) กลายเป็นสัญลักษณ์ของยุคทอง คว้าแชมป์เอเชีย และทำให้ภาพลักษณ์ฟุตบอลจีนพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดด ในช่วงนั้น หลายคนเชื่อจริง ๆ ว่าจีนกำลังจะครองเอเชีย และอาจไล่ทันยุโรปในระยะยาว
แต่ปัญหาคือ ความสำเร็จถูกเร่งด้วยเงิน มากกว่าการสร้างจากรากฐาน
เมื่อการใช้จ่ายเริ่มพุ่งสูงเกินควบคุม รัฐบาลจึงออกมาตรการควบคุม ทั้งการจำกัดนักเตะต่างชาติ บังคับใช้ผู้เล่นอายุน้อย และเก็บภาษีฟุ่มเฟือย 100% สำหรับดีลต่างชาติที่เกินเกณฑ์ ยกตัวอย่างเช่น
ถ้าคุณซื้อนักเตะราคา 10 ล้านปอนด์ คุณต้องจ่ายเพิ่มอีก 10 ล้านปอนด์เป็นภาษี รวมแล้วต้นทุนกลายเป็น 20 ล้านปอนด์ทันที
ผลคือการซื้อนักเตะระดับบิ๊กเนมเริ่มชะลอตัว ฟองสบู่ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วเริ่มส่งสัญญาณไม่ดี
แล้ววิกฤตจริงก็มาถึง
เมื่อภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนเผชิญปัญหา บริษัทแม่ของหลายสโมสรได้รับผลกระทบโดยตรง เงินที่เคยอัดฉีดฟุตบอลจึงหายไปแทบจะทันที บวกกับสถานการณ์ COVID-19 ที่ทำให้การแข่งขันหยุดชะงัก รายได้หดหาย สโมสรจำนวนมากเริ่มค้างค่าเหนื่อยนักเตะและสตาฟฟ์
เหตุการณ์ที่สะเทือนใจที่สุดคือเจียงซู เอฟซี หรือเจียงซู ซูหนิง ที่คว้าแชมป์ลีกในปี 2020 แต่กลับประกาศยุบทีมเพียงไม่กี่เดือนหลังจากนั้นเพราะปัญหาทางการเงิน ขณะที่ กว่างโจว เอเวอร์แกรนด์ (ชื่อใหม่ กว่างโจว เอฟซี) อดีตยักษ์ใหญ่ของเอเชีย ต้องตกชั้นและเผชิญปัญหาหนี้สินอย่างหนัก
จากลีกที่เคยถูกมองว่าจะ “ครองโลก” กลายเป็นลีกที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในเวลาไม่ถึงสิบปี
บทเรียนของ CSL จึงชัดเจนมาก เงินสามารถเร่งความสำเร็จได้ แต่ไม่สามารถทดแทนโครงสร้างที่ยั่งยืนได้ หากระบบเยาวชน โมเดลธุรกิจ และความมั่นคงทางการเงินไม่แข็งแรงพอ ความยิ่งใหญ่ก็อาจเป็นเพียงภาพลวงตาชั่วคราว
วันนี้ ฟุตบอลจีนกำลังพยายามเริ่มต้นใหม่อย่างเงียบ ๆ ลดความฟุ่มเฟือย หันไปพัฒนาเยาวชน และวางระบบให้รัดกุมขึ้น เส้นทางอาจไม่หวือหวาเหมือนยุคเงินถัง แต่บางทีนี่อาจเป็นรากฐานที่แท้จริง