ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีม นัดที่ 2 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่พลาดท่าบุกไปแพ้ 0-3 จากแฮตทริกของ เฟเดริโก วัลเวร์เด้ ในนัดแรก จะกลับมาเล่นในเอติฮัด สเตเดี้ยม พบ เรอัล มาดริด แชมป์ 15 สมัย โดยจะเตะกันดึกคืนวันอังคารที่ 17 มีนาคม 2569 เวลา 03.00 น. ตามเวลาไทย ถือเป็นคู่แรกในประวัติศาสตร์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่โคจรมาพบกันในรอบน็อคเอาต์ 5 ฤดูกาลติดต่อกัน
สถิติก่อนเกมที่น่าสนใจ
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แพ้ 3 จาก 4 เกมหลังสุดในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ที่พบกับ เรอัล มาดริด (ชนะ 1 นัด)
เรอัล มาดริด พร้อมที่จะเขี่ยแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ออกจากรอบน็อกเอาต์ของยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก เป็นครั้งที่ 5 (ก่อนหน้านี้ในฤดูกาล 2015-16, 2021-22, 2023-24 และ 2024-25) มีเพียง บาเยิร์น มิวนิค เท่านั้นที่เคยถูกคู่แข่งเขี่ยตกรอบน็อกเอาต์มากกว่า 5 ครั้งในรายการนี้ (7 ครั้ง กับเรอัล มาดริด)
เป๊ป กวาดิโอล่า ไม่สามารถพาทีมของเขาผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก หลังแพ้ในเลกแรก นับตั้งแต่รอบก่อนรองชนะเลิศในฤดูกาล 2014-15 สมัยคุมบาเยิร์น มิวนิค (สกอร์รวม 7-4 กับเอฟซี ปอร์โต้) และไม่สามารถผ่านเข้ารอบได้ในทั้ง 5 ครั้งหลังจากนั้น รวมถึงทั้ง 3 ครั้งที่พบกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมปัจจุบัน
นอกจากทำแฮตทริกเกมชนะ 3-0 แล้ว เฟเดริโก้ บัลเบร์เด้ ยังเลี้ยงบอลสำเร็จมากกว่า (4) ชนะการดวลมากกว่า (11) และเข้าสกัดมากกว่า (4) ผู้เล่นเรอัล มาดริดคนอื่นๆ ในเกมเลกแรกที่พบกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ ยิงประตูไม่ได้เลยในเกมเลกแรกของรอบ 16 ทีมสุดท้ายกับ เรอัล มาดริด ซึ่งเป็นครั้งที่สองในการเล่นในศึกแชมเปี้ยนส์ลีกที่ กองหน้าชาวนอร์เวย์ ระเบิดสกอร์ไม่ได้เลย (ครั้งแรกคือเกมกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง สมัยเล่นให้ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เดือนมีนาคม 2020) และเป็นครั้งแรกใน 38 เกมที่ลงเล่นในรายการนี้ให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้
ติอาโก้ ปิตาร์ช แข้งวัย 18 ปีของเรอัล มาดริด ลงเล่นเป็นตัวจริงครั้งแรกในรายการนี้ ส่งบอลสำเร็จ 18 ครั้งภายใต้แรงกดดันอย่างมากในเกมกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ครั้งล่าสุด ซึ่งเป็นสถิติการส่งบอลสำเร็จ 100% มากที่สุดของบรรดานักเตะในเกมเลกแรกของรอบ 16 ทีมสุดท้ายฤดูกาลนี้