ช่วงเวลานี้ของทัพสิงห์บลูส์ แฟน ๆ ส่วนใหญ่อาจจะกำลังเข้าสู่ช่วงดิ่งดาวน์ แม้จะยังไม่ถึงขั้นต้องเรียกว่า “วิกฤต” แบบเต็มตัว แต่หลายอย่างกำลังค่อย ๆ อยู่ในทิศทางที่น่ากังวล โดยเฉพาะเมื่อมองภาพรวมทั้งในและนอกสนามที่ดูจะมีปัญหาเข้ามาพร้อมกัน
ผลงานในสนามคือสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุด ความพ่ายแพ้ 4 นัดติดต่อกันกลายเป็นจุดตั้งต้นของคำถามทั้งหมด และยิ่งน่าคิดเมื่อมันไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในยุคของเจ้าของใหม่อย่างท็อดด์ โบห์ลีย์และผองเพื่อน…
หากแต่เป็นภาพที่แฟนบอลเริ่มคุ้นตาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เคยถูกอธิบายว่าเป็น “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” กำลังเริ่มถูกตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้วมันยาวนานเกินไปหรือเปล่า
หากย้อนกลับไปหลังการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากยุคของเสี่ยหมี โรมัน อับราโมวิช เชลซีเคยผ่านฤดูกาลที่ย่ำแย่จนจบอันดับ 12 ซึ่งในเวลานั้นยังพอเข้าใจได้เพราะเพิ่งมีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่
แต่หลังจากนั้น ทีมค่อย ๆ แสดงให้เห็นถึงสัญญาณของการฟื้นตัว ทั้งอันดับในลีกที่ดีขึ้น และการคว้าแชมป์อย่างแชมป์สโมสรโลกและยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ ลีก แม้จะไม่ใช่ความสำเร็จระดับสูงสุด แต่ก็เพียงพอให้ความคาดหวังในฤดูกาลนี้ถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น
เป้าหมายในการไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกที่เคยทำได้ในทุก ๆ ปีก่อนหน้านี้ จึงไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม แต่เป็นระดับที่ทีมควรไปให้ถึงด้วยซ้ำ ทว่าภาพที่เกิดขึ้นในสนามกลับสวนทางอย่างชัดเจน ฟอร์มในลีกเริ่มแผ่วลงต่อเนื่อง ชนะได้เพียงนัดเดียวจาก 6 เกมหลังสุด ขณะที่เกมรับที่เคยพอฝากความหวังได้ ก็เริ่มมีรอยรั่วให้เห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ดูน่ากังวลยิ่งขึ้นคือ “บริบท” ของทัพสิงห์บลูส์ในตอนนี้ แม้คะแนนจะยังเกาะกลุ่มด้านบนของตาราง แต่ช่องว่างกับทีมที่ไล่หลังมาเริ่มแคบลง และหลายทีมก็อยู่ในฟอร์มที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกัน ระยะห่างจากโซนตกชั้นกลับไม่ได้ไกลอย่างที่ควรจะเป็น และยิ่งทำให้ภาพรวมของฤดูกาลนี้ดูไม่มั่นคงเท่าที่ควร
หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงคือเรื่องโปรแกรมการแข่งขันที่อัดแน่น โดยเฉพาะผลกระทบจากการเข้าร่วม Club World Cup ที่เพิ่มภาระให้กับนักเตะ แต่เมื่อพิจารณาในอีกมุม เชลซีคือทีมที่มีขุมกำลังขนาดใหญ่ และมีการหมุนเวียนผู้เล่นมากที่สุดทีมหนึ่งในลีกอยู่แล้ว ดังนั้นคำถามจึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนเกมเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าทำไมทีมถึงยังดูขาดพลังในสนาม ทั้งที่ควรมีความสดมากกว่าคู่แข่งด้วยซ้ำ
สถิติการวิ่งในเกมยิ่งสะท้อนภาพนี้ได้ชัดเจน เชลซีเป็นทีมที่วิ่งน้อยกว่าคู่แข่งในทุกนัดของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ทั้งที่เป็นทีมที่อายุน้อยที่สุดในลีก ซึ่งควรจะได้เปรียบในเรื่องพละกำลังมากที่สุด นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องแท็กติกหรือฟอร์มการเล่น แต่เริ่มกลายเป็นคำถามในระดับ “ความเข้มข้น” และ “ทัศนคติ” ในสนาม
ขณะเดียวกัน บรรยากาศภายในทีมก็เริ่มมีสัญญาณบางอย่างให้เห็นเป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็นจังหวะเล็ก ๆ ในเกมที่แสดงถึงความไม่เข้าใจกัน หรือบทสัมภาษณ์ของเอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ มิดฟิลด์ตัวเก่งของทีม ที่พูดถึงการตัดสินใจของสโมสรในเชิงที่ว่า “มีบางอย่างที่นักเตะเองก็ไม่เข้าใจ” โดยเฉพาะกรณีของ การปลดเอ็นโซ่ มาเรสก้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเรื่องราวบางอย่างอาจมีมากกว่านั้น
ยิ่งเมื่อเสียงเหล่านี้มาจากผู้เล่นระดับแกนหลักของทีม และเป็นหนึ่งในตัวแทนของโปรเจกต์ยุคใหม่ ก็ยิ่งทำให้คำถามเกี่ยวกับบรรยากาศในห้องแต่งตัวถูกพูดถึงมากขึ้นว่า ทุกอย่างยังเดินไปในทิศทางเดียวกันจริงหรือไม่
นอกสนาม แฟนบอลเองก็เริ่มส่งสัญญาณอย่างชัดเจนมากขึ้น การเดินออกจากสนามก่อนจบเกม การแสดงความไม่พอใจผ่านโซเชียลมีเดีย ทุกอย่างล้วนสะท้อนว่าความเชื่อมั่นที่เคยมีกำลังถูกสั่นคลอน ขณะที่ เลียม โรซิเนียร์ ในฐานะเฮดโค้ชก็ต้องรับแรงกดดันมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากช่วงเริ่มต้นที่ดูมีความหวัง
อย่างไรก็ตาม ฤดูกาลนี้ยังไม่จบ และทุกอย่างยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ช่วงพักเบรกทีมชาติอาจเป็นจังหวะสำคัญที่ช่วยให้ทีมได้ตั้งหลักใหม่ ลดความตึงเครียด และกลับมาจัดระเบียบสิ่งต่าง ๆ อีกครั้ง
แต่เวลาก็ไม่ได้เหลือมากนัก หากเชลซียังไม่สามารถเรียกฟอร์มกลับมาได้ คำถามที่ตามมาอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่ผลงานในสนาม แต่จะขยายไปถึงทิศทางของสโมสรในภาพใหญ่ ว่าโปรเจกต์ที่ลงทุนไปมหาศาลกำลังเดินไปในเส้นทางที่ถูกต้องจริงหรือไม่
เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ อาจไม่ใช่แค่ช่วงสะดุดของทีมหนึ่งในฤดูกาลยาว แต่เป็นช่วงเวลาที่กำลังบอกว่า เชลซีอาจต้องกลับมาทบทวนตัวเองอีกครั้งอย่างจริงจัง ก่อนที่คำว่า “วิกฤต” จะไม่ใช่แค่คำถามอีกต่อไป…