เมื่อถึงวันที่ โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ต้องโบกมือลาแอนฟิลด์ในช่วงซัมเมอร์นี้ เชื่อว่าแฟน ๆ ลิเวอร์พูล คงมีภาพความทรงจำมากมายผุดขึ้นมาในหัว
เพราะตลอด 9 ปีที่ผ่านมา ดาวเตะชาวอียิปต์คนนี้ไม่ได้แค่ยิงประตู แต่สร้างช่วงเวลาให้แฟนบอลยึดไว้เป็นความทรงจำ ตั้งแต่เกมใหญ่ในยุโรป ไปจนถึงค่ำคืนที่เขาทำให้ทั้งสนามลุกเป็นไฟ
ทาง PPTV Sports ได้เลือก 5 โมเมนต์ที่สะท้อนตัวตนของเขาได้ชัดที่สุด ไม่ใช่แค่ในฐานะดาวยิงเท่านั้น แต่ในฐานะ “คนสร้างประวัติศาสตร์” ของแอนฟิลด์ และสร้างความทรงจำที่ดีให้เหล่าเดอะค็อปมาหลายปี
จุดโทษล้างแค้น นัดชิง UCL กับสเปอร์ส (2019)
ค่ำคืนที่มาดริดสำหรับ โม ซาล่าห์ ไม่ใช่แค่นัดชิงธรรมดา แต่มันคือโอกาสในการลบภาพจำจากปีก่อน ที่เขาต้องเดินออกจากสนามทั้งน้ำตา หลังจากเจออาการบาดเจ็บ และทัพหงส์แดงก็พลาดแชมป์ให้กับเรอัล มาดริด
ทันทีที่ได้จุดโทษตั้งแต่ต้นเกม ซาล่าห์รับหน้าที่สังหารด้วยความนิ่ง ก่อนซัดบอลผ่านมืออูโก้ โยริส เข้าไปอย่างเฉียบขาด ประตูนี้ไม่ใช่แค่การขึ้นนำ แต่เป็นเหมือนการปลดล็อกความรู้สึกที่ค้างคามานาน
และสุดท้าย มันก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของค่ำคืนที่ลิเวอร์พูลกลับมาคว้าแชมป์ยุโรปได้อีกครั้งอย่างสมบูรณ์
แฮตทริกใส่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (2021)
เกมนี้คืออีกหนึ่งค่ำคืนที่โม ซาล่าห์ เปลี่ยนคำพูดเดิม ๆ ให้กลายเป็นเรื่องในอดีต จากที่เคยถูกมองว่ายิงใส่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไม่ค่อยได้ กลายเป็นวันที่เขาระเบิดฟอร์มแบบหยุดไม่อยู่
หลังจากมีส่วนกับประตูแรก ซาล่าห์ยกระดับเกมของตัวเองขึ้นไปอีกขั้น ยิงสองประตูก่อนจบครึ่งแรก ก่อนจะมาปิดจ็อบด้วยแฮตทริกในครึ่งหลัง ท่ามกลางบรรยากาศที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด
นี่ไม่ใช่แค่ฟอร์มระดับท็อป แต่ยังเป็นแฮตทริกประวัติศาสตร์ เพราะไม่มีนักเตะทีมเยือนคนไหนเคยทำได้ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดมาก่อนในยุคพรีเมียร์ลีก และเป็นหนึ่งในเกมที่แฟนลิเวอร์พูลจะจดจำไปอีกนาน
ลากเดี่ยวสุดคลาสสิกใส่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (2021)
ในเกมคุณภาพสูงระหว่างลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เต็มไปด้วยความเร็วและความเข้มข้น โม ซาล่าห์ คือศูนย์กลางของทุกจังหวะสำคัญ
จังหวะที่เขารับบอลในกรอบเขตโทษ ก่อนพาบอลหลบผู้เล่นหลายคนด้วยการคอนโทรลที่แนบเนียน ทำให้แนวรับของซิตี้แทบตั้งตัวไม่ทัน ก่อนจะจบสกอร์ด้วยเท้าขวาผ่านมือเอแดร์ซอน เข้าไปอย่างเฉียบขาด
ประตูนี้ไม่ใช่แค่ความสวยงาม แต่เป็นภาพสะท้อนของซาลาห์ในช่วงพีค ทั้งความมั่นใจ เทคนิค และความเด็ดขาดในจังหวะสุดท้าย และกลายเป็นหนึ่งในประตูที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของเขา
โซโล่ครึ่งสนามใส่อาร์เซน่อล (2017)
หนึ่งในประตูแรก ๆ ของโม ซาล่าห์ที่แอนฟิลด์ แต่กลับกลายเป็นภาพจำที่เหล่าเดอะค็อปไม่มีวันลืม
จังหวะเริ่มจากเกมรับ ก่อนที่บอลจะถูกเปลี่ยนเป็นเกมรุกอย่างรวดเร็ว ซาล่าห์รับบอลตั้งแต่ในแดนตัวเอง แล้วออกสตาร์ทพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่ไม่มีใครตามทัน แนวรับของอาร์เซน่อลพยายามไล่ แต่ไม่ทัน
เมื่อเข้าใกล้กรอบเขตโทษ ความนิ่งของเขายิ่งชัดเจนขึ้น ก่อนจะจบสกอร์ผ่านผู้รักษาประตูเข้าไปอย่างมั่นใจ ท่ามกลางเสียงเฮที่ค่อย ๆ ดังขึ้นตั้งแต่กลางสนามจนถึงหน้าประตู
ประตูนี้เป็นช่วงเวลาที่ทำให้ทุกคนเริ่มรู้ว่า ลิเวอร์พูลได้ผู้เล่นที่ “แสนพิเศษ” มาร่วมทีม และมันคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา
ประตูนิ่งเปลี่ยนเกม vs แมนฯซิตี้ (2018)
แม้ลิเวอร์พูล จะชนะมาก่อนในเลกแรก แต่เกมที่เอติฮัดเต็มไปด้วยแรงกดดันจากทัพเรือใบสีฟ้า ที่เปิดเกมบุกใส่ตั้งแต่ต้น และขึ้นนำได้อย่างรวดเร็ว
ท่ามกลางจังหวะเกมที่เร่งและตึงเครียดโม ซาล่าห์คือคนที่นิ่งที่สุดในสนาม เมื่อบอลมาเข้าทางในกรอบเขตโทษ เขาไม่รีบเล่นตามจังหวะของเกม แต่เลือกจังหวะของตัวเอง ก่อนชิพบอลข้ามเอแดร์ซอนเข้าไปอย่างเหนือชั้น
ประตูนี้เป็นจังหวะที่เปลี่ยนโมเมนตัมของเกม และตอกย้ำความได้เปรียบของลิเวอร์พูลอย่างชัดเจน พร้อมภาพการยืนกางแขนฉลองต่อหน้าแฟนทีมเยือน ที่กลายเป็นหนึ่งในซีนไอคอนของเขาในเวทียุโรป
เมื่อมองย้อนกลับไป 5 ประตูนี้อาจเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของสิ่งที่โม ซาล่าห์ เคยทำไว้ให้ทัพหงส์แดง แต่ทุกจังหวะล้วนสะท้อนบางอย่างที่เหมือนกัน นั่นคือการก้าวขึ้นมาในช่วงเวลาสำคัญ และเปลี่ยนทัพหงส์แดงให้ยกระดับขึ้น
ในยุคที่ลิเวอร์พูลกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ ซาล่าห์ไม่ใช่แค่คนยิงประตู แต่คือแกนหลักของเรื่องราวทั้งหมด เป็นทั้งคนเริ่มต้นและคนปิดฉากในค่ำคืนสำคัญ
และสุดท้ายแล้ว สิ่งที่เขาทิ้งไว้ อาจไม่ใช่แค่ถ้วยแชมป์หรือสถิติ แต่คือความทรงจำของแฟนบอล ที่จะยังถูกเล่าซ้ำไปอีกนานในทุกครั้งที่พูดถึง “ยุคทอง” ของแอนฟิลด์…