สิ้นสุดยุคของกราวินา กับวันที่ "ทีมชาติอิตาลี" หลุดจากจุดสูงสุด

โดย PPTV Online

เผยแพร่

การตกต่ำของทีมชาติอิตาลี ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือผลลัพธ์ของโครงสร้างที่พังทั้งระบบในยุค กาเบรียล กาวินา

สิ้นสุดยุคของ “กาเบรียล กราวินา”  ประธานสหพันธ์ฟุตบอลอิตาลี FIGC หลังจากประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อผลงานของทีมชาติอิตาลีหรือ “ทัพอัซซูรี่” 

ที่ไม่ได้ไปฟุตบอลโลก 2026 เป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน ก่อนหน้านี้คือปี 2018 และ 2022 ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาที่ตกต่ำที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของชาติที่เคยยิ่งใหญ่ และเคยคว้าแชมป์โลกถึง 4 สมัย ยุคของกราวินาเริ่มต้นด้วยความหวัง และเคยไปถึงจุดสูงสุดอย่างการคว้าแชมป์ยูโร 2020 แต่ในเวลาเดียวกัน
 

กาเบรียล กราวินา Reuters/JENNIFER LORENZINI
กาเบรียล กราวินา

มันก็ซ่อนรอยร้าวเอาไว้ข้างใน รอยร้าวที่ไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว และไม่ได้เกิดจากคนคนเดียว แต่มันคือปัญหาที่สะสมมานาน…และไม่ได้ถูกแก้ไขอย่างจริงจัง

จากวันที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของยุโรป สู่วันที่ต้องพลาดฟุตบอลโลกซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่คือเรื่องราวของ “ยุคกราวินา” และวันที่อิตาลี…ค่อย ๆ หลุดออกจากจุดสูงสุดของโลกฟุตบอล จะเป็นอย่างไร เราไปไล่เรียงพร้อมกัน

เข้ามาในวันที่ทุกอย่างกำลังสั่นคลอน (2018)

จุดเริ่มต้นของกราวินา กับการเข้ามารับตำแหน่งประธานสหพันธ์ฟุตบอลอิตาลี ไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ฟุตบอลอิตาลีกำลังรุ่งเรือง แต่มันคือช่วงที่ทั้งระบบกำลัง “สั่นคลอน” อย่างชัดเจน

ย้อนกลับไปหลังความล้มเหลวครั้งใหญ่ในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่อิตาลีไม่สามารถผ่านรอบคัดเลือกได้เป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปี วงการลูกหนังทั้งประเทศเหมือนต้องเจอกับความจริงที่ไม่เคยเผชิญมาก่อน ความเชื่อมั่นหายไป แฟนบอลตั้งคำถาม และองค์กรก็เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

จังหวะนั้นเองกราวินา เข้ามารับตำแหน่ง พร้อมภารกิจที่ไม่ใช่แค่ “พาทีมกลับไปฟุตบอลโลก” แต่คือการกู้ศรัทธาของทั้งประเทศ

เขาเข้ามาพร้อมภาพของผู้บริหารยุคใหม่ ที่ตั้งใจจะปรับโครงสร้าง วางรากฐานใหม่ และพาฟุตบอลอิตาลีกลับเข้าสู่เส้นทางที่ควรจะเป็น แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เขาต้องเจอคือปัญหาที่ฝังลึกกว่านั้นมาก

ทั้งโครงสร้างลีกที่ล้าหลัง ระบบเยาวชนที่ขาดความต่อเนื่อง ปัญหาการเงินของสโมสร รวมไปถึงวัฒนธรรมฟุตบอลที่ยึดติดกับอดีต

ความสำเร็จที่สวยงาม…แต่กลบปัญหา

ในยุคของกราวินา หนึ่งในช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทัพอัซซูรี่ คือการคว้าแชมป์ยูโร 2020 มันเป็นโมเมนต์ที่ทำให้ทั้งโลกกลับมามองอิตาลีอีกครั้ง ทีมเต็มไปด้วยพลัง ความมั่นใจ และบรรยากาศของความเป็นหนึ่งเดียวที่ชัดเจนมาก

ในตอนนั้น ทุกอย่างดูเหมือนกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง เหมือนฟุตบอลอิตาลีกำลังจะกลับมายืนอยู่บนจุดสูงสุดอีกครั้ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป คำถามสำคัญก็เริ่มตามมา

ความสำเร็จในครั้งนั้น มันเกิดจาก “รากฐานที่แข็งแรงจริง ๆ” หรือเป็นเพียง “ช่วงเวลาที่ทุกอย่างลงตัวพอดี”เพราะทันทีที่แกนหลักอย่างจอร์โจ้ คิเอลลินี่ และ เลโอนาร์โด โบนุชชี่ค่อย ๆ ลดบทบาทลง

ภาพของทีมที่เคยแข็งแกร่ง ก็เริ่มเผยรอยร้าวให้เห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ยูโร 2020 จึงค่อย ๆ ถูกมองใหม่
จากความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กลายเป็นเหมือน “แสงสว่างช่วงสั้น ๆ” ที่สวยงาม…แต่ไม่ได้ยั่งยืนอย่างที่หลายคนเคยเชื่อ

ความล้มเหลวซ้ำซาก พลาดฟุตบอลโลก 3 ครั้งติด

สิ่งที่กลายเป็นบาดแผลลึกที่สุดในยุคของกราวินา คือการที่ทีมชาติอิตาลีพลาดการไปเล่นฟุตบอลโลกถึง 3 ครั้งติดต่อกัน ทั้งในปี 2018, 2022 และล่าสุด 2026

สำหรับชาติที่เคยยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกมาแล้วหลายครั้งแบบอิตาลี นี่ไม่ใช่แค่ “ความผิดพลาด” ทั่วไปแต่มันคือ “วิกฤต” ที่ชัดเจนที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของพวกเขา

มันสะท้อนให้เห็นอย่างตรงไปตรงมาว่าปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องระยะสั้น แต่เป็นรอยร้าวที่ฝังลึกอยู่ในโครงสร้างของฟุตบอลทั้งระบบ และในฐานะผู้นำสูงสุดขององค์กร ตัวกราวินาเองก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นได้

ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่เคยถูกแก้

หนึ่งในจุดที่ถูกวิจารณ์มากที่สุดคือการที่ฟุตบอลอิตาลี “รู้ปัญหา แต่ไม่เคยแก้ถึงราก” สนามฟุตบอลจำนวนมากล้าหลัง สโมสรไม่ได้เป็นเจ้าของสนาม ทำให้เสียโอกาสในการสร้างรายได้มหาศาล

ในขณะที่ลีกอื่นพัฒนาไปไกล เซเรีย อา กลับเดินช้าลงเรื่อย ๆ ช่องว่างทางการเงิน ทำให้สโมสรไม่สามารถแข่งขันในตลาดนักเตะได้ และสุดท้าย มันย้อนกลับมากระทบทีมชาติ

โรแบร์โต้ บาจโจ้ อดีตตำนานลูกหนังของอิตาลี เจ้าของฉายา “เปียทองคำ” เคยพยายามวางรากฐานใหม่ให้ฟุตบอลทั้งประเทศ ด้วยการจัดทำรายงานเชิงโครงสร้างความยาวกว่า 900 หน้า เพื่อเสนอแนวทางปฏิรูปอย่างจริงจัง

เนื้อหาในรายงานนั้น ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องแท็กติกในสนาม แต่ลงลึกไปถึง “ราก” ของระบบฟุตบอลอิตาลีทั้งหมด ตั้งแต่โครงสร้างการพัฒนาเยาวชน  ระบบอคาเดมีของสโมสร  แนวทางการสร้างนักเตะในระยะยาว ไปจนถึงการปรับวิธีคิด เพื่อให้สอดรับกับฟุตบอลยุคใหม่

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง กลับสวนทางกับความตั้งใจนั้นอย่างสิ้นเชิง รายงานฉบับนี้ถูกพูดถึงเพียงช่วงสั้น ๆ
ก่อนจะค่อย ๆ ถูกลดความสำคัญลง และสุดท้าย แทบไม่ถูกนำไปใช้จริงในระดับนโยบาย ไม่ว่าจะในฝั่งสหพันธ์หรือสโมสร

แม้ทุกฝ่ายจะรับรู้ว่าปัญหามีอยู่จริง แต่การลงมือแก้ไขอย่างเป็นระบบ กลับไม่เคยเกิดขึ้นอย่างจริงจังจนถึงวันนี้

อีกหนึ่งปัญหาที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ คือการที่นักเตะอิตาเลียนได้รับโอกาสน้อยลงในลีกตัวเอง สโมสรเลือกใช้ผู้เล่นต่างชาติ เพราะต้องการผลลัพธ์ทันที

ดาวรุ่งอิตาเลียนจำนวนมากจึงไม่มีพื้นที่ให้เติบโต เมื่อเวลาผ่านไป ทีมชาติก็เริ่มขาดผู้เล่นคุณภาพในหลายตำแหน่ง โดยเฉพาะแนวรุกที่แทบไม่มี “ตัวเปลี่ยนเกมระดับโลก” เหมือนในอดีต

อิตาลียังคงเป็นหนึ่งในชาติที่ “เข้าใจเกม” มากที่สุด  มีระเบียบ มีวินัย และเล่นเป็นระบบ แต่ในยุคที่ฟุตบอลเน้นความเร็วการเพรสซิ่ง และความดุดันทางร่างกาย

สิ่งเหล่านั้นอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ปัญหาของอิตาลีในวันนี้ ไม่ใช่การเล่นผิด แต่คือ “เล่นแบบเดิม ในโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว”

คำถามสำคัญของยุคนี้คือ กราวินาคือ “ต้นเหตุ” ของปัญหา หรือเป็นเพียง “คนที่ต้องมารับผลลัพธ์” ความจริงอาจอยู่ตรงกลาง เขาไม่ได้เป็นคนสร้างปัญหาทั้งหมด แต่ในฐานะผู้นำ เขาคือคนที่ต้องแก้

และเมื่อเวลาผ่านไปแต่ปัญหายังคงอยู่ คำถามก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นกับอิตาลีในยุคนี้ ไม่ใช่เรื่องของโชคร้าย หรือฟอร์มตกเพียงชั่วคราว

แต่มันคือผลลัพธ์ของหลายปัจจัยที่สะสมมานาน ทั้งเศรษฐกิจ โครงสร้างลีก การพัฒนาเยาวชน และวิธีคิดที่ยังไม่ทันโลก

ยุคของกราวินา จึงไม่ใช่แค่ช่วงเวลาของความล้มเหลว แต่มันคือ “ภาพสะท้อน” ของระบบฟุตบอลทั้งประเทศ

สุดท้ายแล้ว การกลับมาของอิตาลีอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับโค้ชคนใหม่ หรือนักเตะรุ่นใหม่เพียงอย่างเดียว แต่มันขึ้นอยู่กับว่า พวกเขากล้าพอหรือไม่ ที่จะเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่คุ้นเคย

เพราะถ้ายังยึดติดกับอดีต วันที่อิตาลีจะกลับไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกอีกครั้ง อาจไม่ใช่แค่ “ยังมาไม่ถึง”แต่มันอาจ…ยังไม่เริ่มต้นด้วยซ้ำ

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เข้มข่าวค่ำ

เข้มข่าวค่ำ

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ