Top-PL-Oct26 Top-PL-Oct26

ทั้งรักทั้งเกลียด? เรื่องราวของซังต์ เพาลี - บาเยิร์น มิวนิค

โดย PPTV Online

เผยแพร่

จาก “สงครามชนชั้น” สู่วันที่ยื่นมือช่วยกัน เรื่องจริงของ ซังต์ เพาลี และ บาเยิร์น มิวนิค ที่พิสูจน์ว่าฟุตบอลมีอะไรมากกว่าผลการแข่งขัน

ในโลกฟุตบอลที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและเส้นแบ่งระหว่าง “ผู้ชนะ” กับ “ผู้แพ้” มีไม่กี่เรื่องราวที่ซับซ้อนเกินกว่าจะนิยามด้วยคำว่า “คู่แข่ง” ได้ง่ายๆ และความสัมพันธ์ระหว่าง ซังต์ เพาลี กับ บาเยิร์น มิวนิค คือหนึ่งในนั้น

เพราะนี่ไม่ใช่แค่การเจอกันของสองทีมในสนาม แต่มันคือการปะทะกันของ “สองโลก” ที่แทบไม่มีจุดร่วมเลยแม้แต่น้อย

หากมองตั้งแต่รากฐานของทั้งสองสโมสร จะเห็นได้ทันทีว่าพวกเขาอยู่กันคนละขั้วโดยสิ้นเชิง ซังค์ เพาลี คือสโมสรจากย่านชนชั้นแรงงานของเมืองฮัมบูร์ก ที่ถูกหล่อหลอมด้วยวัฒนธรรมพังก์ 
 

บาเยิร์น มิวนิค และ ซังต์ เพาลี Reuters/Michael Dalder
บาเยิร์น มิวนิค และ ซังต์ เพาลี

การเมืองฝ่ายซ้าย และการเปิดกว้างของแฟนบอล สโมสรแห่งนี้ถูกนิยามว่าเป็น “Die Kiezkicker หรือ neighbourhood club” อย่างแท้จริง เพราะที่นี่เป็นทีมของผู้คน ของชุมชน และของอุดมการณ์

ในขณะที่ทัพเสือใต้ บาเยิร์น มิวนิค คือภาพแทนของความสำเร็จในโลกฟุตบอลยุคใหม่ สโมสรยักษ์ใหญ่ที่มีโครงสร้างแบบองค์กรธุรกิจ มีรายได้มหาศาล และเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์แห่งชัยชนะ 

พวกเขาคือทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในเยอรมนี ครองแชมป์บุนเดสลีกาหลายสิบสมัย พร้อมถ้วยยุโรปอีกนับไม่ถ้วน

ความต่างนี้ไม่ได้มีแค่ในเชิงโครงสร้าง แต่ยังสะท้อนถึง “ตัวตน” ของทั้งสองฝ่ายอย่างชัดเจน
ในช่วงยุค 80s-90s สื่อเยอรมันมักขายเกมระหว่างสองทีมนี้ในฐานะ “สงครามชนชั้น” 

ระหว่างทีมเสื้อสีน้ำตาลที่มีสัญลักษณ์หัวกะโหลก และอัฒจันทร์ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรม กับสโมสรหรูหราที่ถูกเรียกว่า “FC Hollywood”

มันไม่ใช่แค่เกมฟุตบอลอีกต่อไป แต่มันคือการปะทะกันของสองโลก สองความเชื่อ และสองวิถีทางที่ไม่มีวันเหมือนกัน และบางที… นั่นแหละ คือเหตุผลที่ทำให้ทุกครั้งที่พวกเขาเจอกัน มันมีความหมายมากกว่าผลการแข่งขันบนสกอร์บอร์ด

และแม้ในสนาม ส่วนใหญ่จะเป็นบาเยิร์นที่เหนือกว่า แต่หนึ่งในค่ำคืนที่ถูกพูดถึงมากที่สุดเกิดขึ้นในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2002 เมื่อซังค์ เพาลี ทีมบ๊วยของลีก พลิกล็อกเอาชนะบาเยิร์น 2-1 ที่สนามมิลเลิร์นทอร์-ชตาดิโอน ชัยชนะในวันนั้นไม่ได้เป็นแค่ 3 แต้มธรรมดา แต่มันกลายเป็นสัญลักษณ์

จนแฟนบอลซังต์ เพาลีพิมพ์เสื้อที่มีคำว่า “Weltpokalsiegerbesieger” หรือ “ผู้เอาชนะแชมป์โลก” เพื่อเฉลิมฉลองการล้มทีมที่เพิ่งคว้าแชมป์อินเตอร์คอนติเนนตัลคัพมาได้ไม่นานอย่างบาเยิร์น มิวนิค

แต่น่าเจ็บปวดตรงที่… ชัยชนะอันยิ่งใหญ่นั้น แทบไม่ช่วยอะไรเลย ซังต์ เพาลีตกชั้นในฤดูกาลนั้น และสถานการณ์ก็ยิ่งเลวร้ายลง เมื่อพวกเขาร่วงลงไปดิวิชั่นอีกในปีถัดมา

วิกฤตทางการเงินเล่นงานสโมสรอย่างหนัก พวกเขาขาดเงินเกือบ 2 ล้านยูโร เพื่อขอใบอนุญาตแข่งขันในลีกระดับ 3 และมีโอกาสหล่นลงไปสู่จุดที่ยากจะกลับมา

ตอนนั้นสโมสรต้องเปิดแคมเปญระดมทุน มีการขายเสื้อ “Retter” กว่า 140,000 ตัว บาร์ท้องถิ่นร่วมบริจาคเงินจากยอดขายเครื่องดื่ม  มันคือการดิ้นรนของ “สโมสรชุมชน” อย่างแท้จริง และในช่วงเวลาที่ยากที่สุด… มือที่ยื่นเข้ามาช่วย กลับเป็นทีมที่ต่างกันสุดขั้วอย่างบาเยิร์น มิวนิค

อูลี่ เฮอเนส ประธานของทัพเสือใต้ในตอนนั้น ตัดสินใจพาทีมบาเยิร์นชุดใหญ่ลงเล่นเกมกระชับมิตรที่ฮัมบูร์กในปี 2003 เพื่อช่วยระดมทุน แม้บาเยิร์นจะชนะ 1-0 แต่สิ่งที่สำคัญกว่าผลการแข่งขัน คือพวกเขาสละรายได้จากตั๋วทั้งหมด มอบเงินราว 200,000 ยูโรให้ซังค์ เพาลี

ว่ากันตามตรง มันอาจเป็นเพียงตัวเลขที่ไม่เยอะสำหรับสโมสรใหญ่ แต่สำหรับซังต์ เพาลี นั่นคือ “โอกาสที่จะมีชีวิตต่อ” และบางที โมเมนต์นั้นเองที่ทำให้คำว่า “คู่แข่ง” ถูกนิยามใหม่ เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันยังมีบางครั้ง… ที่ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่การเอาชนะกันในสนาม แต่คือการเลือกไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายล้มลง

เฮอเนสเคยเล่าย้อนถึงโมเมนต์นั้นว่า เขาได้รับเสื้อ “Retter” จากแฟนบอล แม้มันจะคับไปหน่อย แต่เขาก็ยังใส่มันลงสนาม พร้อมความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคย เสียงเชียร์จากแฟนทีมคู่แข่งที่มอบให้ด้วยความจริงใจ

รอบสนามมิลเลิร์นทอร์-ชตาดิโอนในวันนั้น มีป้ายผ้าหลายผืนถูกแขวนเอาไว้ หนึ่งในนั้นเขียนข้อความสั้นๆ ว่า “Thank you, Uli Hoeneß” คำพูดเรียบง่าย ไม่มีถ้อยคำสวยหรู แต่กลับหนักแน่นเกินกว่าจะมองผ่านไปเฉยๆ ได้ เพราะมันไม่ใช่แค่คำขอบคุณธรรมดา หากเป็นความรู้สึกจากหัวใจของแฟนบอลซังต์ เพาลีที่ส่งไปถึงเฮอเนส

และในช่วงเวลานั้นเอง เส้นบางๆ ที่เคยแบ่งแยกว่าใครคือ “ศัตรู” และใครคือ “มิตร” ค่อยๆ เลือนหายไป สิ่งที่เหลืออยู่ในสนามวันนั้น จึงไม่ใช่แค่เกมฟุตบอล ไม่ใช่แค่ผลการแข่งขัน หรือความแตกต่างที่เคยถูกพูดถึงมาตลอดหลายปี แต่มันคือภาพของผู้คนในโลกเดียวกัน

ที่เลือกจะมองกันด้วยความเข้าใจมากกว่าการแบ่งฝั่ง และบางที นั่นอาจเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ทุกคนตระหนักได้ว่า ในท้ายที่สุดแล้ว ฟุตบอลอาจเริ่มต้นจากการแข่งขัน แต่สิ่งที่ทำให้มันงดงามจริงๆ คือความเป็นมนุษย์ที่ยังคงอยู่ในเกมนี้เสมอ…

หลายปีต่อมา ความสัมพันธ์นี้ยังคงดำเนินต่อไป ซังต์ เพาลีค่อยๆ สร้างตัวขึ้นใหม่ กลับสู่บุนเดสลีกาอีกครั้งในปี 2010/11 และล่าสุดในฤดูกาล 2024

ในขณะที่ฝั่งบาเยิร์นก็ยังคงเป็นมหาอำนาจของฟุตบอลเยอรมัน แต่พวกเขาไม่เคยตัดสายสัมพันธ์กับทีมจากฮัมบูร์กทีมนี้

เฮอเนสยังเข้าร่วมโครงการถือหุ้นสหกรณ์ของซังต์ เพาลีร่วมกับแฟนบอลกว่า 19,000 คน เพื่อช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับสโมสร ยอดเงินรวมมากกว่า 23.5 ล้านยูโร คือหลักฐานของความเชื่อมโยงที่ยังคงอยู่

แม้ในสนาม ทั้งสองทีมจะยังคงมีเป้าหมายที่ต่างกันสุดขั้ว ฤดูกาล 2025/26 บาเยิร์นกำลังลุ้นแชมป์และสร้างสถิติใหม่ ขณะที่ซังต์ เพาลีต้องดิ้นรนหนีตกชั้น

แต่ในอีกมุมหนึ่ง พวกเขากลับ “ยืนอยู่ข้างเดียวกัน” ทั้งสองทีมเคยสวมชุดพิเศษต่อต้านการเหยียดผิวในเกมเดียวกัน ส่งสารเดียวกัน แม้จะมาจากโลกที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

และนั่นทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างซังต์ เพาลี กับ บาเยิร์น มิวนิค ไม่ใช่แค่เรื่องของฟุตบอล แต่มันคือเรื่องของ “ความแตกต่างที่อยู่ร่วมกันได้” คือการเป็นคู่แข่งที่ไม่จำเป็นต้องเกลียดกัน และคือหลักฐานว่า ในโลกฟุตบอลที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ยังมีพื้นที่สำหรับความเป็นเพื่อนมนุษย์เสมอ..

 

Bottom-PL-HLW Bottom-PL-HLW

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ