เกมพรีเมียร์ลีก เดินทางมาถึงนัดที่ 33 สิ่งที่ต้องจับตา คือ การเจอกันของ อาร์เซน่อล จ่าฝูง และ แมนฯ ซิตี้ โดยทีม "ปืนใหญ่" ที่เตะไปแล้ว 32 นัดมี 70 คะแนน ส่วน "เรือใบสีฟ้า" แข่ง 31 นัด น้อยกว่า 1 นัด มี 64 คะแนน ซึ่งเกมในวันอาทิตย์ที่ 19 เมษายนนี้ ถือเป็นการชิงแต้มไป-กลับ 6 คะแนน หากทีมใดเป็นฝ่ายกำชัย จากนั้นไปดูกันว่าโปรแกรมที่เหลือของทั้งสองทีมจนถึงนัดสุดท้าย มีความยากง่ายมากน้อยแค่ไหน
อาร์เซน่อล 6 นัดสุดท้าย
19 เม.ย. 2026 อาร์เซน่อล (เยือน)
25 เม.ย. 2026 นิวคาสเซิ่ล (เยือน)
2 พ.ค.2026 ฟูแล่ม (เหย้า)
10 พ.ค. 2026 เวสต์แฮม (เยือน)
17 พ.ค.2026 เบิร์นลี่ย์ (เหย้า)
24 พ.ค.2026 คริสตัล พาเลซ (เยือน)
อาร์เซน่อล ของ มิเกล อาร์เตต้า ความได้เปรียบ คือ มีเกมในบ้านเจอกับทีมครึ่งล่างของตารางค่อนข้างมาก ทั้ง ฟูแล่ม และ เบิร์นลี่ย์ ที่เล่นในบ้าน ลดในเรื่องของการเดินทาง แต่จุดเปราะบาง คือ ภารกิจใน ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ที่จะพบกับ แอต.มาริด ที่แทรกอยู่ระหว่างเกมลีกช่วงปลายเดือนเมษายนและต้นเดือนพฤษภาคม จะส่งผลต่อศัยภาพผู้เล่น สิ่งที่จะเป็นจุดเปลี่ยน ของ อาร์เตต้า คือในช่วงที่ต้องเตะบอลยุโรปควบคู่ไปด้วย เพราะนั่นคือตัวแปรสำคัญที่อาจทำให้เกิดการ "สะดุด" ในลีกได้เช่นกัน
แมนฯ ซิตี้ 6 นัดสุดท้าย
19 เม.ย.2026 อาร์เซน่อล (เหย้า)
23 เม.ย. 2026 เบิร์นลีย์ (เยือน)
4 พ.ค. 2026 เอฟเวอร์ตัน (เยือน)
9 พ.ค. 2026 เบรนท์ฟอร์ด (เหย้า)
17 พ.ค. 2026 บอร์นมัธ (เยือน)
22 พ.ค.2026 คริสตัล พาเลซ (เหย้า)
ความเสี่ยงของ แมนฯ ซิตี้ มีโปรแกรม เอฟเอคัพ รอบรองชนะเลิศ พบเซาธ์แฮมป์ตัน วันที่ 25 เม.ย. แทรกอยู่หลังเกมกับอาร์เซน่อลและเบิร์นลีย์เพียงไม่กี่วัน ทำให้ต้องมีการหมุนเวียนนักเตะสูงมาก แต่ข้อได้เปรียบคือ ลูกทีมเป๊ป ไม่มีเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ให้กังวล ทำให้สามารถทุ่มเทได้เต็มที่ในเกม พรีเมียร์ลีกและเอฟเอคัพได้แบบไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินทางข้ามประเทศ ที่สำคัญนายใหญ่ชาวสแปนิช นั้นมีประสบการณ์ในการไล่ล่าแชมป์ช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล มากกว่าซึ่งนี่คือความได้เปรียบทางจิตวิทยาที่ประเมินค่าไม่ได้