ก่อนเกมที่เจอกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา บรรยากาศที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ รังเหย้าของทัพสิงห์บลูส์ ไม่ได้คึกคักแค่เพราะเป็นแมตช์ใหญ่เท่านั้น แต่เต็มไปด้วยแรงกดดันจากแฟนบอลของตัวเอง
แฟนบอลเชลซีกว่า 500 คนรวมตัวกันประท้วงต่อต้านกลุ่มเจ้าของสโมสรอย่าง BlueCo โดยการชุมนุมเริ่มต้นจากผับ The Wolfpack Inn
ก่อนจะเดินขบวนไปตามถนน และมุ่งหน้าสู่สนาม ท่ามกลางการดูแลอย่างใกล้ชิดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
การประท้วงครั้งนี้ถูกจัดขึ้นโดยกลุ่มแฟนบอล “NotAProjectCFC” และเกิดขึ้นก่อนเกมประมาณ 75 นาที เสียงตะโกน “We want BlueCo out” และ “Get out of our club” หรือออกไปจากสโมสรแห่งนี้ซะ! ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความไม่พอใจที่สะสมมานาน
ต้นตอของความไม่พอใจไม่ได้เกิดขึ้นแค่วันเดียว แต่เป็นผลมาจากทิศทางของสโมสรในช่วงหลัง โดยเฉพาะผลงานในสนามที่ย่ำแย่ ช่วง 6 นัดหลังแพ้ถึง 5 เกม รวมถึงการตกรอบยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก แบบหมดสภาพด้วยสกอร์รวม 8-2
กลุ่มแฟนบอลมองว่าโปรเจกต์ของ BlueCo ที่นำโดย ท็อดด์ โบห์ลี และ เบห์ดัด เอ็กห์บาลี ยังขาดความชัดเจน ทั้งในแง่วิสัยทัศน์ การบริหาร และผลลัพธ์ในสนาม
ก่อนหน้านี้ กลุ่มแฟนบอลเชลซี Chelsea Supporters’ Trust ก็เพิ่งออกจดหมาย วิจารณ์การทำงานของบอร์ดบริหารอย่างตรงไปตรงมา โดยระบุว่าทีมกำลังเผชิญกับ “วิสัยทัศน์ที่ไม่ชัดเจน การดำเนินงานที่ไม่สม่ำเสมอ และความรับผิดชอบที่ไม่เพียงพอ”
หนึ่งในตัวแทนผู้จัดการประท้วงยอมรับตรง ๆ ว่า แฟนบอลจำนวนมากเริ่ม “หมดศรัทธา” กับทิศทางของสโมสร และมองว่าการออกมาเคลื่อนไหวคือทางเลือกสุดท้าย
สิ่งที่น่าสนใจคือ การประท้วงครั้งนี้ไม่ได้มีแค่แฟนเชลซีเท่านั้น แต่ยังมีแฟนบอลจากสตราส์บูร์ก ซึ่งเป็นสโมสรในเครือของ BlueCo เดินทางมาร่วมด้วย สะท้อนว่าปัญหาของโมเดล Multi-club ownership หรือการเป็นเจ้าของหลายสโมสร ไม่ได้กระทบแค่ลอนดอน แต่ลามไปถึงฝรั่งเศสด้วย
แม้ก่อนหน้านี้เชลซีจะเคยมีการประท้วงลักษณะนี้มาแล้ว แต่ครั้งนี้ถือว่ามี “สาร” ชัดเจนที่สุด นั่นคือการขับไล่กลุ่ม BlueCo ออกจากสโมสร
ในสนาม ผลงานก็ยังไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น เชลซีพ่ายให้แมนฯ ยูไนเต็ด 0-1 กลายเป็นการแพ้ 4 นัดติดต่อกันในลีกแบบยิงประตูไม่ได้ และหล่นไปอยู่อันดับ 6 ของตาราง มีความเสี่ยงสูงที่จะพลาดโควตาฟุตบอลยุโรปฤดูกาลหน้า
หนึ่งในประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุดคือ นโยบายเน้นนักเตะดาวรุ่งของสโมสร ที่ถูกมองว่ายังไม่ตอบโจทย์ความสำเร็จระยะสั้น ขณะที่แฟนบอลบางส่วนยังคงคิดถึงยุคของเสี่ยหมี โรมัน อบราโมวิชซึ่งพาทีมประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ฝั่งผู้บริหารก็เริ่มออกมาเคลื่อนไหว พร้อมยอมรับว่าผลงานช่วงหลังน่าผิดหวัง และยืนยันว่าทีมกำลังทบทวนและปรับแผน พร้อมส่งสัญญาณว่าอาจมีการเสริมนักเตะที่พร้อมใช้งานมากขึ้นในอนาคต
คำถามสำคัญในวันนี้ อาจไม่ใช่แค่ว่าทางบอร์ดบริหารจะ “ปรับ” อย่างไร แต่คือ…พวกเขาจะ “เปลี่ยนจริง” ได้แค่ไหน
เพราะในโลกฟุตบอล ความเชื่อมั่นไม่ได้สร้างจากคำพูด แต่มันต้องพิสูจน์ผ่านผลงานและเวลา เชลซีอาจยังมีทรัพยากร มีนักเตะ และมีอนาคตให้หวัง แต่ถ้าศรัทธาของแฟนบอลยังไม่ถูกกู้กลับมา
ทุกโปรเจกต์ ต่อให้วางแผนมาดีแค่ไหน มันก็จะถูกตั้งคำถามอยู่เสมอและสุดท้ายแล้ว สโมสรฟุตบอลไม่ใช่แค่ธุรกิจ แต่มันคือ “ความรู้สึก” ของคนที่ผูกพันกับมัน