ในช่วงเวลาที่ฤดูกาลเดินทางมาถึงโค้งสุดท้าย อันดับและแต้มบนตารางคะแนนมักถูกหยิบมาพูดถึงเสมอ และตอนนี้สิ่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุดก็คือ “การนำ 5 แต้ม” ของอาร์เซน่อล เพราะมันหมายถึงว่าอีกแค่ไม่กี่นัด ทัพปืนใหญ่มีโอกาสได้ชูถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกสูงมาก
หลังผ่านไป 35 นัด พวกเขามี 76 คะแนน นำหน้าอันดับสองอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่แข่งน้อยกว่า 1 นัดอยู่ 5 คะแนน เหลือโปรแกรมอีกเพียง 3 นัดให้ตัดสินทุกอย่าง
เอาเข้าจริงแฟนปืนใหญ่บางคนก็อาจจะยังไม่มั่นใจมากนัก แม้มันจะเข้าใกล้มากแล้วก็ตาม คำถามก็คือ “มันมากพอแล้วหรือยังสำหรับการเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก” ไปไขคำตอบพร้อมกันกับ PPTV Sports
ซึ่งถ้าดูแบบผิวเผิน คำตอบอาจดูง่ายมาก เพราะการนำ 5 แต้มในช่วงที่เหลือเกมแค่ไม่กี่นัด เป็นสถานการณ์ที่ทีมส่วนใหญ่ในอดีตสามารถ”ปิดงาน”ได้แทบทั้งหมด แต่เมื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียด
พรีเมียร์ลีกคือหนึ่งในลีกที่มีประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยความพลิกผัน และนั่นทำให้คำว่า “ยังไม่จบ” ยังคงมีน้ำหนักเสมอ (และนี่ก็อาจทำให้แฟนปืนใหญ่ส่วนหนึ่งที่ยังไม่มั่นใจหรือเปล่า?)
สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจคือ โครงสร้างของการแข่งขันในช่วง 3 นัดสุดท้ายทำให้ “พื้นที่ผิดพลาด” เหลือน้อยมาก ทีมที่นำอยู่ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ แต่ต้องไม่พลาดซ้ำ ๆ ในเวลาเดียวกัน ขณะที่ทีมไล่หลังต้องทำผลงานแทบจะไร้ที่ติ
ลองนึกภาพตามง่าย ๆ ถ้าอาร์เซน่อลเก็บได้อีกเพียง 7 คะแนนจาก 3 นัดสุดท้าย พวกเขาจะปิดฤดูกาลที่ 83 คะแนน ซึ่งเป็นตัวเลขที่คู่แข่งอย่างแมนฯซิตี้ต้องชนะรวดทุกนัดที่เหลือเพื่อมีโอกาสแซง นั่นหมายความว่าความกดดันในตอนนี้ ไม่ได้อยู่ที่ทีมจ่าฝูงเพียงฝั่งเดียว แต่กระจายไปทั้งสองทีม
และเมื่อย้อนดูประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก จะพบว่าการนำในช่วงปลายฤดูกาล โดยเฉพาะหลังผ่าน 34 ถึง 35 นัด เป็นจุดที่แชมป์ส่วนใหญ่มักเริ่ม “นิ่ง” มากขึ้น ทีมที่อยู่หัวตารางในช่วงนี้มักมีความต่อเนื่องทั้งเรื่องฟอร์มการเล่น สภาพทีม และความมั่นใจ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ยากจะพังลงพร้อมกันในเวลาแค่ไม่กี่สัปดาห์
เหตุผลสำคัญคือจำนวนเกมที่เหลือน้อยเกินไปสำหรับการพลิกสถานการณ์ การไล่จาก 5 แต้มใน 3 นัดสุดท้าย ต้องอาศัยเงื่อนไขหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน เช่น ทีมจ่าฝูงสะดุดมากกว่าหนึ่งเกม และทีมไล่หลังต้องชนะทั้งหมด ซึ่งในโลกความเป็นจริง โอกาสที่ทั้งสองเงื่อนไขจะเกิดพร้อมกันนั้นไม่สูงนัก
อย่างไรก็ตาม พรีเมียร์ลีกเคยมีบทเรียนที่ทำให้แฟนบอลไม่กล้าฟันธงเร็วเกินไป หนึ่งในตัวอย่างที่ถูกพูดถึงเสมอคือฤดูกาล 2011-2012 ที่การลุ้นแชมป์ยืดไปจนถึงวินาทีสุดท้าย (กับลูกยิงอเกวโร่~~~)
และตัดสินกันด้วยรายละเอียดที่เล็กที่สุดอย่างประตูได้เสีย มันสะท้อนให้เห็นว่าต่อให้สถานการณ์ดูชัดเจนแค่ไหน ลีกนี้ก็ยังมีพื้นที่สำหรับเรื่องไม่คาดคิดเสมอ
อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือ “แรงกดดัน” ในช่วงท้ายฤดูกาลไม่ได้ทำงานเท่ากันทุกทีม ทีมที่นำอาจรู้สึกว่าตัวเองมีอะไรให้เสียมากกว่า ในขณะที่ทีมไล่หลังมักเล่นด้วยความรู้สึกว่าไม่มีอะไรจะเสีย ซึ่งบางครั้งก็ทำให้ฟอร์มการเล่นของทีมรองดูอันตรายมากขึ้น
แต่ในทางปฏิบัติ แรงกดดันระดับนี้มักถูกตัดสินด้วยคุณภาพของทีมมากกว่า ทีมที่อยู่หัวตารางในช่วงเวลานี้ไม่ได้มาเพราะโชค พวกเขาผ่านการพิสูจน์มาแล้วทั้งฤดูกาล และนั่นทำให้โอกาสที่จะหลุดฟอร์มยาว ๆ ในช่วงสั้น ๆ อาจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก
เมื่อมองออกไปนอกตัวเลขสถิติ ความเห็นจากกูรูและคนในวงการก็เริ่มชี้ไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น ว่าอาร์เซน่อลคือทีมที่ถือไพ่เหนือกว่าแมนฯซิตี้ในเวลานี้
อย่างเจมี่ เรดแนปป์ อดีตกองกลางหงส์แดง ที่ผันตัวไปเป็นนักวิเคราะห์ให้ Sky Sports ก็บอกว่า อาร์เซน่อลเป็นฝ่าย “โยนความกดดันกลับไปให้แมนฯ ซิตี้” แล้ว และแม้ทุกอย่างยังเปิดอยู่ แต่ตอนนี้พวกเขาคือทีมเต็งชัดเจน
ในขณะที่ฝั่งข้อมูลเชิงสถิติเองก็สนับสนุนภาพเดียวกัน โมเดลวิเคราะห์ของ Opta เคยประเมินว่าโอกาสคว้าแชมป์ของอาร์เซน่อลในสถานการณ์ลักษณะนี้พุ่งไปแตะระดับมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล
ท้ายที่สุดแล้วถ้าจะสรุปแบบตรงไปตรงมา สถานการณ์ของอาร์เซน่อลตอนนี้อยู่ในจุดที่ “ใกล้มาก” กับคำว่าแชมป์ โอกาสทางสถิติเทไปทางพวกเขาอย่างชัดเจน และถ้าทำผลงานได้ตามมาตรฐานเดิม ทุกอย่างควรจะจบลงตามนั้น
แต่คำว่า “ควรจะ” กับ “จะเกิดขึ้นจริง” ไม่เคยเหมือนกันในพรีเมียร์ลีก
สิ่งเดียวที่ยังเปิดประตูไว้คือความไม่แน่นอนของฟุตบอล เกมเดียวที่สะดุดอาจเปลี่ยนบรรยากาศทั้งหมด และถ้าคู่แข่งฉวยโอกาสได้ทันเวลา เรื่องราวก็อาจพลิกไปอีกทาง
ดังนั้นถ้าจะถามว่าอาร์เซน่อลแชมป์แล้วหรือยัง อาจต้องตอบแบบง่ายที่สุดว่า พวกเขาอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดที่จะเป็นแชมป์ แต่ยังต้องลงไปพิสูจน์อีก 3 นัดสุดท้ายด้วยตัวเอง..
และนั่นแหละ คือเหตุผลที่พรีเมียร์ลีกยังเป็นลีกที่ไม่มีใครกล้าประกาศผู้ชนะก่อนเสียงนัดสุดท้ายจะจบลง