มีนักเตะบางประเภทในโลกฟุตบอล ที่ต่อให้ยิงเยอะแค่ไหน ได้แชมป์มากแค่ไหน หรือแบกทีมมานานแค่ไหน…คนก็ยังพูดถึงเขาน้อยกว่าที่ควรอยู่ดี
และหนึ่งในนั้นก็คือ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ หรือที่แฟนบอลเรียกกันว่า “เอล โตโร่”
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เวลาพูดถึงกองหน้าระดับโลก คนมักนึกถึงชื่ออย่าง คีเลียน เอ็มบัปเป้, เออร์ลิ่ง ฮาลันด์, แฮร์รี่ เคน หรือ วิคเตอร์ โอซิมเฮน แต่ถ้ามองในแง่ “ความสม่ำเสมอ” ความทุ่มเท และผลกระทบต่อทีมแบบจริงจัง เลาตาโร่อาจเป็นหนึ่งในกองหน้าที่ครบเครื่องที่สุดของยุคนี้ด้วยซ้ำ
374 นัด 175 ประตู 56 แอสซิสต์ พาทัพงูใหญ่ อินเตอร์ มิลาน กลับมาครองอิตาลีอีกครั้ง
คว้าแชมป์เซเรีย อา 3 สมัย โคปปา อิตาเลีย 3 สมัย ซูเปอร์โคปปา 3 สมัย
รวมถึงเป็นส่วนสำคัญของทีมชาติอาร์เจนติน่า ชุดแชมป์โลก 2022
แต่แปลกมาก…ชื่อของเขากลับไม่ค่อยถูกพูดถึงในระดับเดียวกับคนอื่น
อาจเพราะเลาตาโร่ไม่ใช่นักเตะสาย “ไวรัล”
เขาไม่ได้มีคาแรคเตอร์หวือหวา ไม่ได้เล่นท่ายากทุกจังหวะ เลาตาโร่เป็นกองหน้าที่เล่นด้วยพลังงานมหาศาล วิ่งไล่เพรสตั้งแต่นาทีแรก ชนกับเซ็นเตอร์ได้ทั้งเกม เก็บบอลได้ เชื่อมเกมได้ และจบสกอร์ได้แทบทุกแบบ
เขาไม่ใช่หน้าเป้าที่รอบอลอย่างเดียว แต่คือกองหน้าที่ทำให้ “ระบบทั้งทีม” ทำงานง่ายขึ้น
หลายครั้ง เวลาคนดูอินเตอร์ มิลาน จะเห็นภาพเดิมซ้ำ ๆ ตอนทีมโดนกดดัน คนที่ยังวิ่งไล่ไม่หยุดคือเลาตาโร่
ตอนเกมตัน คนที่กล้าเสี่ยงเล่นยากคือเลาตาโร่ และตอนทีมต้องการประตู คนที่โผล่มาอยู่ถูกที่ที่สุดก็มักเป็นเลาตาโร่อีกเหมือนเดิม
สิ่งที่น่าสนใจคือ เส้นทางของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเลย
ในฟุตบอลโลก 2022 เขาโดนวิจารณ์หนักมาก หลังพลาดโอกาสหลายครั้ง และหลุดไปเป็นตัวสำรองช่วงหลังของทัวร์นาเมนต์
แต่แทนที่จะเสียศูนย์ เขากลับยอมรับบทบาทตัวเอง วิ่งสู้ทุกจังหวะ และยังยิงจุดโทษสำคัญในเกมกับเนเธอร์แลนด์ได้ในรอบ 8 ทีม มันสะท้อน mentality ของเขาชัดเจนมาก
เลาตาโร่อาจไม่ใช่นักเตะที่ “เพอร์เฟกต์” ที่สุด แต่เขาเป็นนักเตะที่พร้อมทำทุกอย่างเพื่อทีมเสมอ และนั่นคือเหตุผลที่โค้ชแทบทุกคนรักเขา
ภายใต้การคุมทีมของ คริสเตียน คิวู เขากลายเป็นหัวใจของอินเตอร์เต็มตัว ไม่ใช่แค่เรื่องประตู แต่คือ เรื่องความเป็นผู้นำในห้องแต่งตัว
วันนี้เขากลายเป็นกัปตันทีม เป็นหน้าเป็นตาของสโมสร และเป็นสัญลักษณ์ของยุคใหม่ของอินเตอร์ไปแล้ว
ที่สำคัญคือ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เลาตาโร่ทำผลงานระดับสูงได้อย่างต่อเนื่อง แต่กลับไม่ค่อยถูกพูดถึงเท่ากับกองหน้าระดับท็อปคนอื่น ๆ ของโลกลูกหนัง
ทั้งที่ในแง่ผลงาน ความสม่ำเสมอ และอิทธิพลต่อทีม เขาพิสูจน์ตัวเองมานานแล้ว ฟุตบอลสมัยนี้เต็มไปด้วยนักเตะเก่งมากมาย
แต่มีไม่กี่คนที่สามารถเป็นได้ทั้ง “ตัวจบสกอร์” “นักสู้ของทีม” และ “ผู้นำในสนาม” ไปพร้อมกัน และ เอล โตโร่ คือหนึ่งในนักเตะแบบนั้น
กองหน้าที่พร้อมวิ่งไล่บอล ช่วยเกมรับ เล่นเพื่อทีม แบกความกดดัน และยังรักษามาตรฐานการทำประตูกับการพาทีมลุ้นแชมป์ได้แทบทุกปี
บางที โลกฟุตบอลอาจพูดถึง “เอล โตโร่” น้อยเกินไปจริง ๆ