"ไมเคิล คาร์ริค" กับโอกาสครั้งใหญ่ที่อาจเปลี่ยนอนาคตแมนยูไนเต็ด

โดย PPTV Online

เผยแพร่

จากรักษาการสู่ตัวเต็ง… “ไมเคิล คาร์ริค” กำลังกลายเป็นความหวังใหม่ของโอลด์ แทรฟฟอร์ด

ถ้าย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน คงแทบไม่มีใครคิดว่า ชื่อของ “ไมเคิล คาร์ริค” จะถูกพูดถึงอย่างจริงจังในฐานะกุนซือถาวรของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
 
ตอนนั้นทีมเพิ่งปลด รูเบน อโมริม ผลงานในลีกหลุดทรง บรรยากาศรอบสโมสรเต็มไปด้วยความกดดัน และหลายคนมองว่าฤดูกาลกำลังพังลงต่อหน้าต่อตา
 
 แต่หลังจากคาร์ริคเข้ามารับหน้าที่ชั่วคราว ทุกอย่างค่อย ๆ เปลี่ยนไป
 
 แมนยูเริ่มกลับมาชนะ เกมใหญ่หลายเกมถูกเก็บได้ ทีมดูนิ่งขึ้น สมดุลขึ้น และสุดท้ายก็กลับไปจบในพื้นที่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกได้สำเร็จ
 

ไมเคิล คาร์ริค Reuters/Chris Radburn
ไมเคิล คาร์ริค
จนล่าสุด มีรายงานว่าทีมบริหารฟุตบอลของสโมสร เตรียมเสนอชื่อเขาให้ เซอร์ จิม แรทคลิฟฟ์ พิจารณาเป็นเฮดโค้ชถาวรคนใหม่
 

คำถามคือ…นี่คือจุดเริ่มต้นของยุคใหม่จริง ๆ หรือเป็นแค่ช่วง “ฮันนีมูน” ของกุนซือขัดตาทัพ? สิ่งที่น่าสนใจคือ คาร์ริคไม่ได้เข้ามาพร้อมแนวคิดปฏิวัติฟุตบอล หรือระบบสุดซับซ้อนแบบโค้ชยุคใหม่หลายคน
 
ตรงกันข้าม เขากลับพาแมนยูกลับไปสู่สิ่งพื้นฐานที่สุด นั่นคือ “การเล่นในแบบที่นักเตะเข้าใจ”
 
เขากลับมาใช้ระบบ 4-2-3-1 ที่ทีมคุ้นเคย ลดความซับซ้อนในการเล่น และให้นักเตะหลายคนกลับไปเล่นในบทบาทที่ตัวเองถนัด แมนยูดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นทันที
 
 หลายเกม ทีมไม่ได้เล่นสวยสมบูรณ์แบบ แต่ดู “มั่นคง” กว่าเดิมอย่างชัดเจน และบางที นี่อาจเป็นสิ่งที่แมนยูขาดหายไปนานที่สุด
 
เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สโมสรพยายามเปลี่ยนแปลงแทบทุกอย่างอยู่ตลอด ทั้งระบบ โค้ช แนวทางการเล่น และโครงสร้างทีม
 
หลายครั้งที่ผ่านมา ยูไนเต็ดยังไม่ทันสร้าง “ตัวตน” ของทีมให้ชัดเจน ทุกอย่างก็ต้องถูกรื้อแล้วเริ่มใหม่อีกครั้งเสมอ  

แต่ต่อให้ผลงานช่วงแรกจะน่าประทับใจแค่ไหน การเป็น “ผู้จัดการทีมถาวรของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” ก็ยังเป็นงานอีกระดับอยู่ดี
 
 เพราะสิ่งที่ยากที่สุด ไม่ใช่การพาทีมกลับมาชนะในระยะสั้น แต่คือการทำให้ทีม “ดีพออย่างต่อเนื่อง”
 
 ฤดูกาลหน้า แมนยูจะกลับไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อีกครั้ง จำนวนเกมจะเพิ่มขึ้นทันที ความกดดันก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
 
จากเดิมที่มีเวลาซ้อมเต็มสัปดาห์ ตอนนี้ทุกอย่างจะเร็วขึ้นกว่าเดิมมาก ทั้งการโรเตชั่น การจัดการสภาพร่างกาย และการรักษาบรรยากาศในทีม โดยเฉพาะกับห้องแต่งตัวของแมนยู ที่ยังเต็มไปด้วยนักเตะคาแรคเตอร์จัดหลายคน
 
คาร์ริคอาจเป็นคนสุขุม นิ่ง และได้รับความเคารพจากนักเตะ แต่การคุมทีมระดับนี้ ไม่ได้ใช้แค่ “ความนิ่ง” อย่างเดียว
 
บางครั้ง คุณต้องเด็ดขาดพอจะตัดสินใจเรื่องใหญ่ ๆ ด้วย
 
ขณะเดียวกัน ตลาดนักเตะซัมเมอร์นี้ก็อาจเป็นบททดสอบสำคัญที่สุดของเขา
 
แมนยูยังต้องการกองกลางเพิ่มอีกหลายคน เกมรับยังมีช่องโหว่ และทีมยังขาดสมดุลในหลายตำแหน่ง ที่สำคัญคือ สโมสรยุคนี้ไม่ได้มีอิสระในการใช้เงินเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว ทุกดีลต้องคิดมากขึ้น พลาดไม่ได้เหมือนในอดีต

และถึงแม้คนเลือกนักเตะอาจไม่ใช่คาร์ริคโดยตรง แต่ถ้าเขาได้งานถาวรจริง ทุกการเซ็นสัญญาก็จะกลายเป็น “ทีมของเขา” ทันที
 
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ “ภาพลักษณ์” ของเขา คาร์ริคไม่ใช่โค้ชสายสร้างคอนเทนต์ ไม่ใช่คนที่จะออกมาพูดประโยคแรง ๆ ทุกสัปดาห์ หรือโยนความผิดให้นักเตะผ่านสื่อ
 
 เวลาลูกทีมเล่นพลาด เขามักปกป้องนักเตะต่อหน้าสาธารณะเสมอ ซึ่งในโลกฟุตบอลยุคนี้ เรื่องแบบนั้นสำคัญกว่าที่หลายคนคิด
 
 เพราะสุดท้าย นักเตะจำนวนมากพร้อมวิ่งเพื่อโค้ชที่ “เชื่อใจพวกเขา” สิ่งที่ทำให้หลายคนเริ่มสนใจคาร์ริคจริง ๆ อาจไม่ใช่แค่ผลการแข่งขัน
 
 แต่คือความรู้สึกว่า แมนยูกลับมาดู “เป็นทีมฟุตบอล” อีกครั้ง
 
 มีโครงสร้าง มีจังหวะ มีความเข้าใจร่วมกันมากขึ้น และที่สำคัญที่สุด นักเตะหลายคนเริ่มดูเหมือน “เล่นด้วยความมั่นใจ” อีกครั้ง
 
 แน่นอนว่า ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าเขาคือคนที่จะพาแมนยูกลับไปลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกได้จริง แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ คือคาร์ริคกำลังได้รับโอกาสครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต
 
โอกาสที่จะเปลี่ยนสถานะจาก “อดีตกองกลางระดับตำนาน” ไปสู่การเป็นคนที่ต้องแบกอนาคตของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเอาไว้บนไหล่ตัวเอง
 
 และนี่อาจเป็นบทพิสูจน์ที่ยากที่สุดของเขา นับตั้งแต่วันที่แขวนสตั๊ดเลยก็ได้…
 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เปิดโต๊ะข่าว

เปิดโต๊ะข่าว

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ