ในรอบ13ปี! ทำไมเชลซีถึงยอมให้ “อำนาจ” กับชาบี อลอนโซ่?

โดย PPTV Online

เผยแพร่

จากยุคที่โค้ชต้องทำงานภายใต้ระบบของสโมสร วันนี้เชลซีกำลังยอมเปลี่ยนหลายอย่าง เพื่อให้ “ชาบี อลอนโซ่” กลายเป็นผู้นำโปรเจกต์ใหม่จริง ๆ

แม้จะเพิ่งผิดหวังจากการพ่ายในนัดชิงเอฟเอ คัพ แต่บรรยากาศของแฟนเชลซีกลับดูเต็มไปด้วยความหวังอีกครั้ง หลังสโมสรประกาศอย่างเป็นทางการว่า “ชาบี อลอนโซ่” จะเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ของทัพสิงห์บลูส์ในซีซั่นหน้า

แต่สิ่งที่หลายคนสนใจ ไม่ใช่แค่ชื่อของอลอนโซ่

คือครั้งนี้ เชลซีแต่งตั้งเขาในตำแหน่ง “Manager” หรือผู้จัดการทีม ไม่ใช่ “Head Coach” แบบกุนซือส่วนใหญ่ในยุคทีมผู้บริหารชุดนี้

ชาบี อลอนโซ่ ผู้จัดการทีมเชลซี Reuters/Stringer
ชาบี อลอนโซ่ ผู้จัดการทีมเชลซี

ซึ่งอาจฟังดูเป็นแค่รายละเอียดเล็ก ๆ

แต่ในโลกฟุตบอลจริง ๆ แล้ว คำสองคำนี้ต่างกันมาก โดยเฉพาะในเรื่อง “อำนาจการตัดสินใจ” 

ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา เชลซีเปลี่ยนโค้ชมาแล้วหลายคน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ กุนซือส่วนใหญ่ในยุคของท็อดด์ โบห์ลี มักถูกเรียกว่า “Head Coach” มากกว่า “Manager”

ซึ่งในโลกฟุตบอลสมัยใหม่ คำสองคำนี้อาจดูคล้ายกัน แต่จริง ๆ แล้ว “อำนาจ” ต่างกันมาก

เฮดโค้ชมีหน้าที่หลักคือคุมทีม วางแทคติก และฝึกซ้อม

แต่ผู้จัดการทีม หรือ Manager คือคนที่มีบทบาทกว้างกว่านั้น เขามีสิทธิ์มีเสียงในเรื่องการสร้างทีม การซื้อขายนักเตะ การจัดการห้องแต่งตัว รวมถึงทิศทางฟุตบอลของสโมสรทั้งหมด

และนั่นคือสิ่งที่เชลซีกำลังมอบให้ “ชาบี อลอนโซ่”

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ถึงเชลซีจะมอบอำนาจให้ซาบี อลอนโซ่มากขึ้น แต่เขาก็ยังต้องทำงานร่วมกับ “ทีมบริหารฟุตบอล” ขนาดใหญ่ของสโมสรอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็น พอล วินสแตนลีย์,ลอเรนซ์ สจ๊วต,โจ ชิลด์ส รวมถึงกลุ่มผู้บริหารของ BlueCo ที่ยังมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ของสโมสร 

พูดง่าย ๆ คือ อลอนโซ่ไม่ได้เข้ามาเป็นผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จแบบยุคเซอร์อเล็กซ์หรือเวนเกอร์

แต่เชลซีกำลังพยายามสร้าง “จุดสมดุลใหม่” ระหว่างฟุตบอลยุค modern ownership กับการให้กุนซือมี อำนาจมากขึ้น

ต่างจากโค้ชหลายคนก่อนหน้านี้ ที่ดูเหมือนต้องทำงาน “ภายใต้ระบบ” มากกว่าเป็นคนกำหนดทิศทางของระบบเอง

อลอนโซ่จะยังต้องประชุม ต้องแชร์ไอเดีย และต้องตัดสินใจร่วมกับผู้บริหารหลายฝ่ายแต่ความแตกต่างคือ ครั้งนี้ เชลซีดูเหมือนอยากให้ “เสียงของคนคุมทีม” กลับมามีน้ำหนักจริง ๆ อีกครั้ง 

หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เชลซีเลือกอลอนโซ่ เพราะพวกเขามองว่าเขาไม่ใช่แค่โค้ชเก่ง แต่คือ “ผู้นำ” ที่สามารถรีเซ็ตวัฒนธรรมของสโมสรได้ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาของเชลซีไม่ใช่แค่เรื่องแทคติกในสนาม

แต่คือความวุ่นวายภายในทีม การเปลี่ยนโค้ชบ่อย การขาดทิศทางที่ชัดเจน และห้องแต่งตัวที่เต็มไปด้วยนักเตะที่อายุยังน้อย

จนบางครั้ง ทีมดูเหมือนยังไม่ทันสร้างตัวตนของตัวเองได้จริง ๆ ก็ต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้งแล้ว

แต่อลอนโซ่แตกต่างออกไป

เขามาพร้อมโปรไฟล์ระดับสูง ทั้งในฐานะนักเตะและโค้ช

ในฐานะนักเตะ เขาคือคนที่เคยผ่านทั้งลิเวอร์พูล เรอัล มาดริด บาเยิร์น มิวนิค และคว้าแชมป์โลกกับสเปน ส่วนในฐานะโค้ช เขาคือคนที่พาเลเวอร์คูเซ่นสร้างฤดูกาลประวัติศาสตร์แบบไร้พ่าย

สิ่งเหล่านี้ทำให้เชลซีเชื่อว่า “บารมี” ของเขาจะช่วยให้ห้องแต่งตัวกลับมาอยู่ในทิศทางเดียวกันได้

มีการพูดกันว่า อลอนโซ่มีทั้งออร่าและความฉลาดทางอารมณ์สูง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากสำหรับทีมที่เต็มไปด้วยนักเตะดาวรุ่งราคาแพงและความคาดหวังมหาศาลแบบเชลซี

ที่สำคัญ เชลซีไม่ได้อยากให้เขาเป็นแค่คนคุมทีมข้างสนาม

พวกเขาอยากให้อลอนโซ่มีส่วนร่วมกับ “ภาพรวมของสโมสร” ตั้งแต่การเลือกนักเตะ วิธีสร้างทีม ไปจนถึงวัฒนธรรมภายใน หรือพูดง่าย ๆ คือ เชลซีกำลังมองหา “ผู้นำโปรเจกต์” มากกว่าแค่ “โค้ชคนใหม่”

การรีบประกาศแต่งตั้งเขาทันทีหลังจบฤดูกาล ก็สะท้อนเรื่องนี้ชัดเจนเหมือนกัน นอกจากจะเป็นการเปลี่ยนกระแสความผิดหวังของแฟนบอลแล้ว ยังเป็นการกันไม่ให้ทีมใหญ่อื่นเข้ามาแทรกแซงดีลนี้ด้วย และบางที สิ่งที่น่าสนใจที่สุด อาจไม่ใช่แค่ซาบี อลอนโซ่จะทำทีมเล่นดีขึ้นไหม

แต่คือเชลซีดูเหมือนกำลังยอมเปลี่ยน “วิธีบริหารสโมสร” เพื่อเขาเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เพราะหากจะย้อนไปจริง ๆ คนที่ทัพสิงห์บลูส์ตั้งให้เป็นผู้จัดการทีม ต้องย้อนไปปี 2013 ที่เป็นโชเซ่ มูรินโญ่ โน่นเลย

และบางครั้ง สิ่งที่ทีมใหญ่ต้องการ อาจไม่ใช่แค่โค้ชเก่ง แต่คือคนที่ทุกคนในสโมสร “พร้อมจะเดินตาม” 
 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ