หลังจากที่ฟีฟ่าได้ตกลงทำสัญญาถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกกับจีนในราคา 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1,920 ล้านบาท) จากเดิมที่ฟีฟ่าต้องการ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 9,600 ล้านบาท) ซึ่งลดลงถึง 80 % นั่นหมายความว่ายอดขาดดุลจะอยู่ที่ประมาณ 240 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (7,680 ล้านบาท)จากเป้าหมายที่ฟีฟ่าตั้งไว้
บริษัทไชน่า มีเดีย กรุ๊ป เป็นบริษัทแม่ของซีวีซี ได้สิทธิ์ในการถ่ายทอดสดหลังจากเจรจาต่อรองกันมาอย่างยาวนาน โดยได้ลิขสิทธิ์ในปี 2026 และ 2030 ครอบคลุมถึงในการออกอากาศทางโทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต และโทรศัพท์มือถือ
ข้อตกลงนี้ทำให้มั่นใจว่าการแข่งขันฟุตบอลโลกจะได้รับการถ่ายทอดในประเทศจีน ที่มีประชากรประมาณ 1,400 ล้านคน
แต่จังหวะเวลาดังกล่าวนี้ก็ทำให้เห็นชัดเจนถึงสถานะที่อ่อนแอลงของฟีฟ่า เหลือเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน การถอนตัวออกจากตลาดจีนจึงไม่ใช่เรื่องที่ทำได้จริง
แม้ว่าจีนจะไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ แต่ตามข้อมูลของฟีฟ่า จีนนั้นมีส่วนแบ่งถึง 49.8 เปอร์เซ็นต์ของชั่วโมงการรับชมทั้งหมดบนแพลตฟอร์มดิจิทัลและโซเชียลมีเดียทั่วโลกในระหว่างการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์
เหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้ฟีฟ่าเสียอำนาจต่อรองคือโครงสร้างของตลาดการออกอากาศในประเทศจีน เนื่องจากไชน่ามีเดีย กรุ๊ป ไม่มีคู่แข่งในการประมูลอย่างแท้จริง ทำให้ฟีฟ่าไม่สามารถสร้างการประมูลที่มีการแข่งขันได้
การที่ฟุตบอลโลก 2026 จัดขึ้นในทวีปอเมริกาเหนือ ระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน - 19 กรกฎาคม ที่มีเพิ่มเป็น 48 ทีม แข่งขันทั้งหมด 104 นัด ส่งผลเสียต่อมูลค่าเช่นกัน เนื่องจากหลายๆ แมตช์ จัดขึ้นในช่วงเช้ามืดซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไม่สะดวกสำหรับชาวจีน ทำให้ไม่เป็นที่น่าสนใจสำหรับผู้ลงโฆษณา และทีมชาติจีน ก็ไม่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ทำให้ความตื่นเต้นในท้องถิ่นลดลงและทำให้ความคุ้มค่าทางการค้าของค่าลิขสิทธิ์จำนวนมหาศาลลดลงตามไปด้วยเช่นกัน
ที่ผ่านมาตลาดลิขสิทธิ์กีฬาโดยรวมในจีนซบเซาลง โดยผู้แพร่ภาพกระจายเสียงไม่เต็มใจที่จะจ่ายราคาสูงเกินจริงสำหรับรายการแข่งขันระดับนานาชาติ
จากหลายๆ ปัจจัยที่กล่าวมานั้นทำให้ฟีฟ่าต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบาก และยอมรับตัวเลขที่ต่ำกว่ามาก หรือเสี่ยงที่จะไม่มีข้อตกลงการออกอากาศในตลาดสื่อที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
แม้ว่าค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกที่ได้จากจีนจะลดลงไม่ถึงครึ่ง แต่รายได้ส่วนใหญ่จากเป้าหมาย 11,000 ล้านดอลลาร์ของฟีฟ่าในครั้งนี้ กลับมาจากการลงทุนของบริษัทสัญชาติจีน ทั้ง Lenovo, Mengniu และ Hisense ที่ได้ทุ่มเงินมหาศาลในฐานะผู้สนับสนุนหลักฟุตบอลโลก 2026
นี่จึงเป็นสิ่งแสดงให้เห็นว่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลโลกของทางฟีฟ่าไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ทุกที่ทั่วโลกโดยปราศจากแรงต่อต้าน